โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้จัก ‘ไอ-เทล’ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเครือไทยยูเนี่ยน ที่กำลังจะ IPO

TODAY

อัพเดต 16 พ.ย. 2565 เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2565 เวลา 11.16 น. • workpointTODAY

ปีนี้นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่มีบริษัทมากมายตบเท้าเข้า IPO ในตลาดหุ้นไทย รวมถึงล่าสุดยักษ์ใหญ่ในธุรกิจปลาทูน่ากระป๋องอย่าง ‘ไทยยูเนี่ยน’ ก็กำลังส่งบริษัทลูกอย่าง i-Tail หรือ ‘บมจ. ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น’ (ITC) เข้า IPO ด้วย

โดยล่าสุดได้จัดงานโรดโชว์นำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุนที่กรุงเทพฯ ในวันนี้ (16 พ.ย. 2565)

แล้ว ‘ไอ-เทล’ เป็นใคร มีความน่าสนใจอย่างไร TODAY Bizview สรุปให้อ่านกันในโพสต์นี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2520 ไทยยูเนี่ยนเริ่มทำสินค้าในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเริ่มต้นจากการเอาส่วนต่างๆ ของปลาทูน่าที่คนไม่กินมาทำเป็นอาหารสัตว์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีบริษัทย่อยมาทำธุรกิจตรงนี้อย่างเป็นทางการ

ในปี 2524 มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท สงขลาแคนนิ่ง จำกัด ขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูป และขยายมาผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในปี 2532

ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยูเนี่ยนเริ่มเติบโต มีการพัฒนาไปสู่อาหารสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมียม ที่ไม่ใช่แค่การนำทูน่าเหลือๆ มาทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง แต่พัฒนาให้เป็นเกรดเดียวกับอาหารคน และขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

สินค้าหลักๆ เป็นอาหารเปียกและขนมของสุนัขและแมว พร้อมๆ กับมีการวิจัยและพัฒนาสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรม เนื้อปลาทูน่าในถึงสุญญากาศขนาดเล็ก รวมถึงเครื่องดื่มวิตามินของสุนัขและแมว เป็นต้น

และในปี 2564 สงขลาแคนนิ่ง ก็เปลี่ยนชื่อเป็น ไอ-เทล บริษัทขายกิจการบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงออกไป และรับโอนธุรกิจหน่วยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงจากเครือไทยยูเนี่ยนมา และเดินหน้าเข้าสู่แผนการ IPO

ถามว่าบริษัทก่อตั้งมากว่า 40 ปี ทำไมคนไทยเราถึงไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตาโปรดักต์ของไอ-เทล เท่าไหร่นัก

คำตอบก็คือธุรกิจหลักของไอ-เทล คือ รับจ้างผลิต หรือ OEM โดยมีลูกค้าเป็นทั้ง เจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ของโลก เช่น MARS Petcare, Aixia รวมถึงแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับกลาง-เล็ก

นอกจากนี้ยังมีลูกค้า OEM ทั้งในกลุ่มร้านค้าปลีกที่อยากสร้างแบรนด์อาหารสัตว์ของตัวเอง และนายหน้า/คนนำเข้าสินค้าเข้าไปขายด้วย

โดยส่วนใหญ่ทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น นั่นเอง

ไอ-เทลยังทำแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงของตัวเองด้วย เช่น อาหารแมว Bellotta, อาหารสุนัข Marvo, อาหารที่เหมาะกับแมวเป็นโรคไต ChangeTer เป็นต้น

รวมๆ แล้วในปัจจุบัน ไอ-เทลมีสินค้ารวมทั้งหมด (ทั้งของลูกค้าและของตัวเอง) ราว 5,187 SKU ส่วนใหญ่เป็นอาหารเปียกและขนม

แต่ถึงอย่างนั้น รายได้หลักแทบจะทั้งหมดของไอ-เทล มาจากธุรกิจ OEM โดยปี 2564 ที่ผ่านมา ที่มีรายได้จากการขายกว่า 14,529 ล้านบาท ธุรกิจ OEM มีสัดส่วนถึง 98.8% ส่วนแบรนด์ตัวเองมีสัดส่วน 1.2% เท่านั้น

ไอ-เทล บอกว่า ที่ไม่เน้นขยายการเติบโตให้แบรนด์ตัวเอง เนื่องจากมองแบรนด์ตัวเองเป็นช่องทางพัฒนานวัตกรรม เพื่อเอาไว้นำเสนอโปรดักต์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า OEM มากกว่า

อีกทั้งไอ-เทลยังมองว่าหากทำตลาดในแบรนด์ตัวเอง ก็จะเป็นการเบียดเบียนและแข่งขันกับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งไม่ตรงกับไดเร็กชั่นของบริษัท

ปัจจุบันไอ-เทลบอกว่าในตลาดผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง บริษัทอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลก อันดับ 2 ของเอเชีย แต่ที่น่าสนใจคือไอ-เทลไม่ได้เติบโตอย่างงดงามเท่านั้น แต่รายได้กลับเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรม และอัตราผลกำไรก็เติบโตมากกว่าคู่แข่งในตลาดด้วย ดังนี้

-ปี 2562 รายได้ 10,955 ล้านบาท

-ปี 2563 รายได้ 12,224 ล้านบาท

-ปี 2564 รายได้ 14,529 ล้านบาท

รวมแล้วปี 2562-2564 รายได้เติบโตเฉลี่ย 15.2% ต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีมูลค่าตลาดปี 2562-2564 เติบโต 6.6% ต่อปี แสดงว่าไอ-เทลเติบโตมากกว่าตลาดถึง 2 เท่า

ส่วน 9 เดือนปีนี้มีรายได้ 15,829 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 52.5% แล้ว

ในฝั่งของอัตรากำไรของไอ-เทล มีดังนี้

-ปี 2562 กำไรสุทธิ 1,695 ล้านบาท

-ปี 2563 กำไรสุทธิ 2,548 ล้านบาท

-ปี 2564 กำไรสุทธิ 2,721 ล้านบาท

เรียกได้ว่าไอ-เทลรักษาระดับอัตรากำไรในสัดส่วนที่ 15-20% ซึ่งตรงนี้บริษัทบอกว่าเป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย และพัฒนาสินค้านวัตกรรมซึ่งให้ผลกำไรมากกว่า

‘พิชิตชัย วงศ์ปิยะ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเสนอขายหุ้นไอพีโอครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญของไอ-เทล ในการเดินหน้าสร้างการเติบโตอีกขั้น จากจุดยืนของการเป็นผู้นำระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่มองความต้องการของสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง

โดยไอ-เทลมีจุดแข็งทั้งในด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและยากต่อการเลียนแบบ นอกจากนี้ยังมีโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมและครบวงจร ตลอดจนด้านตลาดกระจายสินค้าที่กว้างขวางกว่า 45 ประเทศทั่วโลก”

โดยกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตต่อไปของบริษัท คือ

-มุ่งโฟกัสอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศที่มีการเติบโตดี เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น อังกฤษ

-ขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่ยังมีช่องว่างให้เติบโต เช่น จีน และอังกฤษ

-ดันยอดขายผ่านโปรดักต์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ บริษัทจะนำไปใช้ในการขยายธุรกิจ รวมถึงขยายกำลังการผลิตด้วย

โดยปัจจุบันไอ-เทลมีโรงงานผลิต 2 แห่ง คือ จ.สมุทรสาคร และ จ.สงขลา โดยทั้ง 2 โรงงานเป็นการผลิตแบบอัตโนมัติ

ทั้งนี้ โรงงานใน จ.สมุทรสาคร ที่มีกำลังการผลิต 98,150 ตัน ใช้กำลังการผลิตไปแล้ว 92.7% โดยบริษัทกำลังขยายพื้นที่การผลิตเพิ่ม และคาดว่าจะเปิดอาคารการผลิตใหม่ได้ในปีหน้า

‘สมภพ กีระสุนทรพงษ์’ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นอกจากการจัดงานไอพีโอโรดโชว์ที่กรุงเทพฯ แล้ว บริษัทยังเตรียมจัดงานใน 3 จังหวัดใหญ่ ได้แก่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ 17 พ.ย. จ.สงขลา วันที่ 18 พ.ย. และ จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 21 พ.ย. 2565

สมภพบอกว่า เขามั่นใจว่าการโรดโชว์ครั้งนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจากผลการดำเนินงานและยอดขายที่เติบโตอย่างโดดเด่น ผลมาจากเทรนด์ Humanization ที่คนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในบ้าน

และเต็มใจที่จะใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมและมีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงอาหารคน ซึ่งยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของ ITC อย่างต่อเนื่องและมั่นคงด้วย

สำหรับการ IPO ครั้งนี้ ไอ-เทลจะเสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 660 ล้านหุ้น ช่วงราคาเสนอขาย 30-32 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 21,120 ล้านบาท

พร้อมเปิดให้นักลงทุนจอง ซื้อหุ้นได้ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ย. 2565 นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...