'เจนนิเฟอร์ คิ้ม' เล่าถึงผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีคนนี้ไม่มีบ้านซุกหัวนอน ส่งเงินแสนตอบแทนยามยาก
‘เจนนิเฟอร์ คิ้ม’ เล่าถึงผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีคนนี้ไม่มีบ้านซุกหัวนอน ส่งเงินแสนตอบแทนยามยาก
จากนักร้องตัวแม่ผันตัวมาเป็นยูทูปเบอร์ สำหรับ เจนนิเฟอร์ คิ้ม แถมยังมาแรงมากๆถึงขั้นติดเทรนด์ทวิตเตอร์มาแล้ว มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 พร้อมเล่าเรื่องราวการผันตัวมาลุยตลาดออนไลน์ให้ฟังว่า
“การที่เราติด Top 3 เพราะว่าแขกรับเชิญเพราะ ซานิ กับ หมอเจี๊ยบ ที่มารายการเราแล้วขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์เลยและตั้งแต่ทำมาคือวิวรายการพุ่งขึ้นเร็วที่สุดก็เทปของเขาทำให้รายการเรา เจ๊คิมกินรอบวง เทปนั้นคือสนุกมากแล้ว ซานิ คือแขกรับเชิญที่ประทับใจที่สุดเพราะเขาเป็นเหมือนลูกแม่ลูกสาวในฝันของเราเพราะปกติเราจะมีแต่ลูกชายอย่าง โอ๊ย นิกกี้ เพราะลูกเราเหล่านี้เขาหาเงินเก่งนะคะ ถึงทรงเหมือนคนเลวแต่จิตใจดีเหมือนแม่ มีสัมมาคารวะมากๆ แต่ปากอีกอย่างหนึ่งนะคะ (หัวเราะ) เพราะเวลาคุยกับเพื่อนก็จะอีกแบบหนึ่ง แล้วพอลูกชายในฝันมีแล้ว ก็อยากได้ลูกสาวในฝัน คือ ต้องไม่กลัวผู้ชายหน้าทน เป็นคนสนุกแล้ววันที่ ซานิ เขามาออกรายการเราหัวเราะจนแบบว่าเทปต่อไปเป็นของใครก็ชั่งฉันไม่สนใจแล้ว
แล้วคือ เทปนั้นพีคมากเพราะการที่คนมารายการนี้ไม่ได้ง่ายนะคนนั้นจะต้องคุยเก่งคุยแล้วมีความรู้สึกเหมือนว่าเป็นแม่ลูกกัน เป็นเพื่อนกับคนดูแล้วก็เป็นพี่ๆน้องๆกับนักดนตรี(อันนี้ยากต้องอาศัยประสบการณ์) ของเขาเองเพราะเขาร้องเพลงกลางคืนมาก็น่าจะเจริญรอยตามแม่เพราะอีกหน่อยมันก็คงใช้เงินซื้อ(หัวเราะ)”
เป็นดีว่าตัวแม่อยู่บนเวทีมาสามสิบกว่าปีตอนนี้เปรี้ยงกลายมาเป็นตัวแม่ของวงการออนไลน์
“ต้องขอบคุณทีมงานของ ซีเนริโอ ที่มองเห็นเราเพราะตอนแรกที่เราทำมียอดแค่สองหมื่นกว่าๆเองแต่เขาก็กล้าที่จะทำรายการนี้ขึ้นมาซึ่งมีทั้งคุยกินร้องเพลง ซึ่งโลกของยูทูปเราก็ยังไม่เข้าใจแล้วเรารู้สึกว่ายากเกินไปสำหรับเราปกติเราคือที่เราทำงานมาหายใจปกติแบบนี้ แต่โลกยูทูปเหมือนโลกใต้น้ำคุณต้องคิดอีกแบบหายใจอีกแบบหนึ่ง คุณต้องมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนคุณต้องเปิดเผยมากกว่าศิลปิน และปกติแล้วการที่ศิลปินหรือคนในวงการบันเทิงจะมีระยะห่างมากนะกับแฟนๆถึงแม้เราจะเป็นกันเองก็จริงแต่การเป็นกันเองคือ ด้วยมารยาทด้วยจรรยาบรรณ ด้วยทุกอย่างที่เราเป็นกันเอง แต่ความปล่อยให้คนรู้จักเราลึกๆคือการเป็นยูทูปเบอร์ เราจะปล่อยเต็มที่ มันก็ขัดกันอยู่กับการที่ถ้าเรากลับไปยืนถือไมค์เป็นดีว่ามันขัดกันอย่างแรง ขัดกับนิสัยส่วนตัวคือเป็นคนที่พูดมากก็จริง แต่กลับไปอยู่ที่บ้านสามารถอยู่ในคอนโดโดยที่ไม่ได้เจอใครไม่ได้รับโทรศัพท์แค่ตอบไลน์ไม่ได้คุยกับใครก็สามารถทำได้”
นอกจากปรับตัวแล้ว ก็ยอมที่จะปรับค่าตัวด้วยเพราะเมื่อก่อนหน้านี้ถ้าไม่แตะหกหลัก เจนนิเฟอร์ คิ้ม ไม่ลุกจากเตียงนอน
“คนที่จะอยู่ในยุคนี้คือ คนที่ปรับตัวเป็นบางที่เรื่องของมีจุดยืนความเป็นตัวของตัวเองมากๆมันกินเข้าไปไม่ได้ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีหรือว่าอะไรเราพูดถึงเรื่องการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของเรา เพราะเราไม่อยากจะคิดแบบนั้น ไม่ถึงหกหลักเราไม่ไป เพราะเรามีความรู้สึกว่าทุกวันที่เราขับรถผ่านคนขายหมูปิ้งก็ยังคงขายเหมือนเดิม ขายเก็บขยะก็ยังคงเก็บที่เดิมคนเราทุกคนเหมือนกันนะคือ เงินมากินอยู่ ป่วยรักษาโรค แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องตายไปเราก็เหมือนพวกเราเหมือนกันหมด เราก็พยายามคิดให้ได้ว่าคนที่เอาตัวรอดได้คือคนที่ปรับตัวเป็น แล้วไม่ยึดกับตัวเองมากเกินไปนะ
อย่างเราเป็นคนขี้กลัว เราเงียบไปนานๆแล้วไม่ทำอะไรเลยแล้วเงินที่ใช้อยู่หมดก็จะพร่องแต่อีกสิ่งหนึ่งที่จะพร่องในใจเราคือ คนไม่ทำอะไรคือคนไม่มีค่า เราก็เคยเผลอมีอีโก้ซึ่งใครๆก็เคยเผลอเพราะเราเป็นคนที่ไม่เคยมีใครให้ความสำคัญแล้วมีคนให้เราเริ่มที่จะสุรุ่ยสุร่ายความเป็นตัวของตัวเองอารมณ์เราก็สุรุ่ยสุร่ายไป แต่คนที่รู้จักชีวิตจะรู้เองว่าเราต้องกลับตัวเร็วๆปรับตัวเร็วๆก่อนที่คนจะเกลียด เพราะถ้าเพื่อนข้างตัวเราเริ่มหมั่นไส้แล้วเตือนแล้วว่า เปลี่ยนไปนะ ถ้ามีคำว่า ไม่ใช่ฉัน คือไม่ใช่แล้วเพราะมันคือการคิดไปเองว่าไม่ใช่ฉัน ถ้าไม่โปรเฟสชั่นแนลฉันไม่ทำ”
ซึ่งคำนี้มาจาก หนุ่ม กะลา พูดว่า คนที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ต่อให้สิ่งรอบข้างไม่เป็นมืออาชีพ ก็จะเป็นเป็นมืออาชีพ ส่วนคนไม่เป็นมืออาชีพ คือ ต้องการให้ทุกสิ่งเป็นมืออาชีพแล้ว
และอีกเรื่องหนึ่งคือ เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นคนที่ประหยัดมากถึงขึ้นชื่อว่า งก
“เป็นคนงกกับตัวเองแต่จะสปอร์ตกับคนอื่น เรางกกับตัวเองอย่างเราจะใช้จ่ายอะไรหรือซื้ออะไรให้ตัวเอง อันนี้ร้อยกว่าบาทเลยเหรอไม้นิดเดียวเองก็ไม่กินเลยไม่ซื้อให้ตัวเอง แต่ว่าเวลาที่เราไปเจอพนักงานที่เขาดูแลเราดีๆเราก็ให้เงินเป็นน้ำใจเขา อย่างยกตัวอย่างที่เราไปเติมน้ำมันก็จะให้ทุกครั้งสี่สิบบาทก็เป็นปกติที่เราพึงพอใจ เพราะเราร้องเพลงกลางคืนมาเราก็จะเห็นพนักงานที่พอเขาได้เงินที่เป็นน้ำใจพวกนี้มาเขาก็จะดีใจในสิ่งนั้นมากเราก็จำมา เมื่อวันหนึ่งเราพอทำให้ได้เราก็ให้ อย่างวันเกิดพ่อเราเลี้ยงโต๊ะหมดไปสามหมื่นเราให้ค่าบริการพนักงานห้าพัน”
มีช่วยคนคนหนึ่งเป็นเงินหลักแสนเลย
“เราเป็นคนที่เรียงลำดับความสำคัญกับผู้มีพระคุณของเราช้าหรือเร็วเราก็ต้องได้ผลตอบรับนั้นคืน ซึ่งก็คือเป็นความดีที่เราพอทำได้เพราะเราไม่ได้ชอบออกไปทำบุญที่ไหนเราชอบทำทานมากกว่า คือ พี่คนนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเรายังไม่ได้มีชื่อเสียง เราก็ยังไม่ได้มีเงินมีทองอะไร แต่เราอยากจะซื้อบ้านให้พ่อแม่อยู่ แต่เรายังไม่มีเงินดาวน์เงินเท่าไหร่ แต่เรื่องมีอยู่คือธนาคารต้องยอมให้เราทำเรื่องผ่าน ซึ่งพี่คนนี้เขาสนิทกับเจ้าของโครงการเขาพูดคำเดียวเจ้าหน้าที่ธนาคารเขามาถึงเขาให้เราเซ็นทุกอย่างคือเรียบร้อย คือเราไม่มีเขาเราไม่มีที่คุ้มกะลาหัวไม่มีบ้าน เหมือนไม่มี พี่ฉอด เราก็ไม่มีอนาคตมาไกลถึงวันนี้
แต่เมื่อช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา คือเราไม่ได้เจอพี่คนนี้มาสิบกว่าปี พี่คนนี้เขาล้มละลายเป็นโรคนั้นนี่ ไม่สบายมากแล้ว 70 กว่าอยู่กับเมียสองคนบ้านกำลังจะโดนยึด เขาก็เขียนเป็นจดหมายมาหาเราแล้วก็ให้เบอร์มาเราก็ให้พี่สาวโทรกลับไปก็ใช่เป็นเสียงเขาเราก็โอนเงินกลับไปให้เขาสองแสน เราคิดว่าถึงจะสองล้านก็ยังไม่มากเกินกว่าที่เขาทำให้พวกเราทำให้พ่อแม่เรามีที่อยู่ที่อาศัย ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดามากๆ”