"แรงงานต่างด้าว" เผือกร้อนรัฐบาล บริษัทนายหน้าตีปีกรับจดทะเบียน
บริษัทนายหน้าเคลื่อนไหวคึก โดดชิงเค้กตลาดแรงงานต่างด้าว รับนโยบายรัฐกวาดล้างแรงงานเถื่อน ต้องจดทะเบียนในระบบถูกต้องตามกฎหมาย ตีกันรัฐแบ่งโควตาเอื้อกลุ่มนอมินียุบบริษัทเดิมแปลงร่างใหม่ เผยแรงงานเถื่อน 3-5 แสนราย ค่าหัวคิว 2 หมื่นล้าน ด้าน ครม.ไฟเขียวต่างด้าว 3 สัญชาติอยู่ในไทย 2 ปี
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการจัดหาแรงงานเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ประกาศจะกวาดล้างแรงงานเถื่อนและให้แรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบเข้าจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลกระทบในเชิงบวกทำให้ธุรกิจจัดหาแรงงานต่างด้าวกลับมาคึกคัก เห็นได้จากผู้ประกอบการทั้งบริษัทรายเดิมที่ได้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยจากกระทรวงแรงงาน 251 ราย กับที่จดทะเบียนในปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 31 ราย ต่างเคลื่อนไหวคึกคัก
280 บริษัทนายหน้าตีปีก
“สวนทาง” กับตลาดนำแรงงานต่างด้าวช่วงก่อนหน้านี้ที่ทุกอย่างหยุดชะงัก หลังภาครัฐคุมเข้มไม่อนุญาตให้นำเข้า ส่วนหนึ่งมาจากภาครัฐยังให้น้ำหนักไปที่ต้อง “หยุดการระบาด” ของโควิด-19 ให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยการนำแรงงานเถื่อนดังกล่าวเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยนายจ้างสามารถ เลือกดำเนินการเองหรือการใช้บริการจากบริษัทที่ได้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวจากกระทรวงแรงงานได้
อย่างไรก็ตามวงการแรงงานกำลังจับตาและคาดว่าปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังวิกฤตโควิดคลี่คลาย ยอดแรงงานต่างด้าวจะพุ่งสูงขึ้นจากที่มีอยู่ในขณะนี้อีกจำนวนมาก จากการฉวยจังหวะลักลอบเข้ามาในช่วงที่ภาครัฐจะนิรโทษกรรมแรงงานต่างด้าว เนื่องจากผู้ประกอบการไทยยังมีความต้องการแรงงานต่างด้าวทดแทนงานบางประเภทที่แรงงานไทยไม่ทำและประสบปัญหาขาดแคลน จะยิ่งส่งผลบวกมากขึ้นต่อธุรกิจจัดหาแรงงานต่างด้าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว กับการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกในระลอกแรก ทำให้บริษัทจัดหาแรงงานต่างด้าวต้องปิดกิจการไปแล้วกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ
เค้กตลาดแรงงาน 2.5 หมื่นล้าน
“มาตรการรัฐอาจจะแก้ปัญหาแรงงานเถื่อนได้ แต่คงไม่สามารถแก้ปัญหาค่าหัวคิวแรงงานได้ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างทำ หรือทำผ่านบริษัทจัดหางานก็ตาม เพราะอาจมีการจัดตั้งบริษัทโดยอาศัยนอมินี ซึ่งนอมินีเหล่านี้คาดว่าจะเป็นกลุ่มคนที่อาจเป็นนายหน้าจัดหาแรงงานที่ปิดกิจการไปก่อนหน้านี้ ที่สำคัญการนำแรงงานเถื่อนเข้าระบบครั้งนี้อาจเข้าทางขาใหญ่ที่นำเข้าแรงงาน หรือหน่วยงานรัฐจะรวบอำนาจการจัดหาแรงงานต่างด้าว ไม่รวมเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ที่อาจจะถูกหยิบยกขึ้นกล่าวหาว่าไทยไม่มีความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา”
แหล่งข่าวกล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ธุรกิจจัดหางานวิตกกังวลหลายประเด็น 1) แนวทางการนำแรงงานเถื่อนซึ่งมีอยู่จำนวนมากเข้าระบบ อาจต้องใช้ศักยภาพทั้งของกระทรวงแรงงานเอง รวมกับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาต ในลักษณะเป็นการ “แบ่งโควตา” หรือไม่ 2) ตลาดแรงงานต่างด้าวจะขยายตัวอย่างมากจากการนำแรงงานเถื่อนเข้าระบบ ตามที่กระทรวงแรงงานคาดการณ์จะมีจำนวน 300,000 ราย ในขณะที่ภาคเอกชนคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนแรงงานเถื่อน 500,000 ราย มากกว่าการคาดการณ์ของภาครัฐกว่าเท่าตัว
3) ตลาดแรงงานต่างด้าวจะมีมูลค่าตลาดรวมเพิ่มสูงขึ้นมาก หากคำนวณจากจำนวนแรงงานเถื่อนที่ 300,000 ราย ถ้าเก็บค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายที่ไม่เกิน 20,000 บาท/หัว จะมีมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านบาท แต่หากคำนวณตามการคาดการณ์ของภาคเอกชนจำนวนแรงงานเถื่อนที่ 500,000 ราย จะมีมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านบาท
“ลองคิดว่าตลาดนี้ผลประโยชน์จะมหาศาลขนาดไหนในอนาคต ขนาดคำนวณกันคร่าว ๆ เท่าที่แรงงานต่างด้าวต้องจ่ายจริงตามกฎหมาย แล้วในกรณีที่จ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง รวม ๆ แล้วกว่าจะได้เข้ามาทำงานในไทยมีตั้งแต่ราคา 50,000 บาทต่อหัว ไปจนถึง 70,000 บาทต่อหัว เอาแค่แรงงานต่างด้าวที่ 10,000 คนโกยกันไปกว่า 700 ล้านบาทแล้ว ภาครัฐต้องควบคุมดูแลให้รัดกุม”
เปิดรายชื่อ บ.ใหม่จัดหาต่างด้าว
สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563) รายงานถึงบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศที่มาขึ้นทะเบียนในปี 2563 นี้ ประกอบด้วย บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ ป.เจริญแรงงาน จำกัด/ทองประเสริฐ จำกัด/เอ.เอ็น.ที.เวิร์ค จำกัด/เค เจ แอนด์ แฟมิลี่ เซอร์วิสเซส จำกัด/วายเอส อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด/หลอยแสง เอเชีย จำกัด/ชัยณัท จำกัด/รุ่งเจริญทรัพย์ 59 จำกัด/เจบีเอ็ม อีซี่ เซอร์วิสเซส จำกัด/บาวด์เลส แมเนจเม้นท์ จำกัด/แดน อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด/ซี.เอ็ม.ที เซอร์วิส จำกัด/โรส เอเจนซี่ จำกัด/โกยอารี เลเบอร์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด/วนนต์ จำกัด/สยาม เอ็นดี/ซันไนน์ เลเบอร์ จำกัด/มหากาญจน์ บิสซีเนส จำกัด/พี ที เอ็น อินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป จำกัด/เดอะเบสท์ 88 จำกัด /แก้วกรรญา ขวัญจิรวดี เคพี 522 จำกัด/ไทยอาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด/โปรแมน อินเตอร์ แมเนจ จำกัด/เอ็ม.ซี.168 กรุ๊ป จำกัด/ภีม แอนด์ พราหมณ์ จำกัด/ไทย พาวเวอร์เซอร์วิส 99 จำกัด/เอสแอลโปร จำกัด/ศุภรณ์ชัยธนทรัพย์ จำกัด/ซีพีพี 48 กรุ๊ป จำกัด และอินเตอร์ เลเบอร์ จำกัด
ไฟเขียว 3 สัญชาติ อยู่ไทย 2 ปี
วันที่ 29 ธ.ค. 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวง ร่างประกาศกฎกระทรวงผ่อนผันให้คนต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ กัมพูชา ลาว และเมียนมา อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ โดยมีแนวทางการดำเนินการทั้งกรณีที่มีนายจ้างและไม่มีนายจ้าง ต้องหานายจ้างให้ได้ภายในระยะเวลา 90 วัน
โดยการลงทะเบียนผ่านระบบลงทะเบียนออนไลน์ 4 ภาษา ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา ลาว และไทย ได้ตั้งแต่ 15 ม.ค.-13 ก.พ. 2564
ค่าตรวจสุขภาพต้องจ่ายเอง
โดยกรมจัดหางานจะส่งข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุขเพื่อออกไปตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 และโรคต้องห้ามจำนวน 6 โรค รวมทั้งทำประกันสุขภาพเป็นระยะเวลา 2 ปี ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพทั้งสิ้น 7,200 บาท โดยแรงงานต่างด้าวหรือนายจ้างต้องออกเอง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะส่งข้อมูลไปยังกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติและออกบัตรสีชมพูซึ่งสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย
ทั้งนี้ กรณีทำงานในภาคการประมงต้องไปขอหนังสือคนประจำเรือที่กรมประมงอีกครั้ง โดยจะขยายเวลาให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้เป็นระยะเวลา 2 ปี สิ้นสุด 16 ก.พ. 2566
“ผู้ใดไม่ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายในช่วงนี้ท่านนายกฯได้สั่งการให้จัดการเด็ดขาดตามกฎหมาย” น.ส.ไตรศุลีกล่าว