โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : จาก 'คำสแลง'สู่ 'ศัพท์ม็อบ' ภาษาลื่นไหลยังไง?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ธ.ค. 2563 เวลา 03.37 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 03.37 น.

ถ้าสิ่งมีชีวิตที่ถูกสถาปนา หรือสถาปนาตนเองให้เป็น “ผู้ใหญ่” คนไหนเคยหลุดเข้าไปในอะไรที่เรียกกันสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ม็อบ” ของพวกเด็กๆ นั้น (ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของม็อบหรือไม่ก็ตามแต่) ก็คงจะเคยได้ยินคำศัพท์แปลกๆ ที่ค้นยังไม่เจอในพจนานุกรมภาษาไทย ไม่ว่าจะเป็นฉบับไหนๆ

อาทิ แครอท (ที่แปลว่า พระ), CIA (ที่หมายถึง รถขายลูกชิ้น และของกินอื่นๆ), แกง (แกล้ง) และอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่หลายๆ สำนักข่าวเลยต้องทำสกู๊ปสารพัดคำศัพท์และคำแปล “ภาษาม็อบ” จนเหมือนเป็นพจนานุกรมที่ใช้สำหรับทำความเข้าใจคำศัพท์ในม็อบกันหรอกนะครับ

และก็คงมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ผู้ใหญ่ สารพัดคนที่จำเป็นต้องใช้ “พจนานุกรมภาษาม็อบ” เหล่านี้ด้วยความตะหงุดตงิดใจ

แถมอาจจะไม่มีพจนานุกรมฉบับมาตรฐาน ฉบับไหนเลยในประเทศแห่งนี้ที่จะบรรจุถ้อยคำเหล่านี้เอาไว้ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีการใช้คำศัพท์เหล่านี้ในความหมายที่แตกต่างออกไปจากความหมายปกติ เพราะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานวิชาภาษาไทยของประเทศ

ทั้งๆ ที่เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติ ไม่ว่าผลในบั้นปลายจะจบลงอย่างไรก็ตาม

ส่วนผลที่ตามมาก็คงจะทำให้ใครต่อใครในอนาคตพากันไม่เข้าใจ “ศัพท์สแลง” หรือภาษาที่ใช้ภายในม็อบเหล่านี้ และคงจะสอบตกวิชาประวัติศาสตร์กันอีกให้เพียบ หากต้องค้นคว้ากันโดยอ้างอิงจากพจนานุกรมฉบับมาตรฐานเพียงอย่างเดียว

 

แต่ที่อะไรต่อมิอะไรจะประกอบร่างรวมกันขึ้นมาเป็น “สังคม” นั้น ไม่ได้ประกอบไว้ด้วยความเป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นจากอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวนะครับ ความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรมต่างหากที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่อย่างในปัจจุบันนี้

พจนานุกรมฉบับมาตรฐาน ฉบับภาษาม็อบ หรือจะฉบับไหน ก็จึงไม่จำเป็นต้องมองผ่านแว่นที่มีเลนส์ที่อ้างความเป็นมาตรฐานของรัฐราชการเพียงเลนส์เดียวเสมอไป

พจนานุกรมเล่มที่บรรจุคำว่า “แกง” แล้วคำแปลทางเลือกว่า “แกล้ง” อยู่ในนั้น จึงไม่ควรมีอยู่เฉพาะในพจนานุกรมภาษาม็อบ ที่สื่อต่างๆ จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะเพียงอย่างเดียว

ถ้ามองผ่านแว่นที่สวมไว้ด้วยเลนส์ประเภทอื่น เช่นเดียวกับพจนานุกรมเล่มที่บรรจุคำว่า “แกง” ที่แปลว่า “อาหารชนิดหนึ่ง” เอาไว้ ก็ไม่ควรจะเป็นพจนานุกรมฉบับที่ใช้กันเฉพาะในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วยกับม็อบ

และนี่ยังไม่นับว่า คำศัพท์เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ถูกคนรุ่นใหม่ใช้ในโซเชียลมีเดียกันมาก่อนแล้ว โดยนอกจากศัพท์สแลงที่ความหมายต่างไปจากความหมายมาตรฐานปกตินั้น ก็ยังมีการใช้อักขรวิธีในการเขียนที่แตกต่างออกไปอีกด้วย

 

ความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ในยุคที่ถ้าใช้คำว่าโลกาภิวัตน์อาจจะเชยไปแล้วด้วยซ้ำ หมุนโลกให้เร็วกว่ายุคที่เรายังส่งข่าวกันด้วยม้าเร็วไม่รู้กี่พันเท่า ความแม่นยำของอักขรวิธีกลายเป็นสิ่งที่สำคัญน้อยกว่าความรวดเร็วที่มากขึ้นอีกนิดก็ยังดีในการสื่อสาร

การส่งข่าวด้วยวิธีห้อม้าคงจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายแน่ถ้าสะกดคำตกหล่นจนเข้าใจถ้อยกระทงความผิดกัน

แต่ในยุคที่ใครก็สามารถรีเช็กเนื้อความที่ไม่เข้าใจได้พร้อมกับที่ยังนั่งกระดิกเท้าชิลๆ อยู่ในร้านกาแฟได้ทันทีนี่มันก็อีกเรื่องหนึ่งแล้วนะครับ

ดังนั้น ถ้าจะพิมพ์คำว่า “เดี๋ยว” โดยสะกดว่า “เด๋ว” ก็ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในสังคมบนโลกเสมือนอะไรเลยสักนิด

อักขรวิธีที่จะทำให้คุณครูภาษาไทยอาจจะหงุดหงิดเสียจนต้องให้เด็กคนนั้นสอบตก จึงดูจะเป็นเหมือนโลกคนละใบเดียวกันกับการย่นย่อการสะกดคำแบบนี้เลยทีเดียว

และเอาเข้าจริงแล้ว ลักษณะแบบนี้มันก็เกิดขึ้นให้เพียบกรณีในส่วนต่างๆ ของโลก

มีคำว่า “dunno” ซึ่งก็ย่นย่อมาจาก “don”t know”, คำว่า “brunch” ซึ่งหมายถึงอาหารไม่เช้า ไม่เที่ยง แต่ควบเอาคำว่า “breakfast” และ “lunch” มารวบเข้าเป็นคำเดียว, “fyi” ที่ย่อมาจากคำว่า “for your information” ซึ่งไม่เคยมีรัฐแห่งใดในโลกต้องประกาศใช้เป็นตัวย่ออย่างเป็นทางการ

จะมีก็แต่ดิกชันนารี (dictionary, ซึ่งก็แปลว่าพจนานุกรมนั่นแหละ) ดีๆ ที่รู้จักรวมเอาคำพวกนี้เข้าไปผนวกไว้ ให้ใครสามารถไปค้นอ่านได้ถ้าไม่เข้าใจ (ถึงแม้ว่าจะเป็นคำที่เห็นจนชินตาในโลกออนไลน์ก็เถอะ)

ในกรณีนี้ การสะกดคำอะไรอย่างย่อๆ ให้พอรู้กัน โดยไม่ใส่ใจกับอักขรวิธีมาตรฐานมากนักแบบนี้ จึงเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กันกับการประดิษฐ์คำที่มีความหมายใหม่ขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมนั่นเอง การมองปรากฏการณ์เหล่านี้โดยแยกขาดจากกันจึงไม่น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก

 

ว่ากันว่ากวีเอกของโลกภาษาอังกฤษอย่างวิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2107-2159 (คาบเกี่ยวกับช่วงอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 1 สมัยของสมเด็จพระนเรศวร และพระเจ้าทรงธรรมทรงพบพระพุทธบาทที่สระบุรีในประเทศไทย) ประดิษฐ์ศัพท์ขึ้นมาเองในงานของเขาไม่ว่าจะเป็นกวี บทประพันธ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ราว 10,000 คำโดยยังคงใช้มาจนกระทั่งทุกวันนี้ถึง 1,700 คำ เลยทีเดียวนะครับ

และถึงแม้จะมีผู้ออกมาปฏิเสธว่า เชกสเปียร์ไม่ได้ผูกศัพท์ขึ้นมาเยอะขนาดนั้น

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาผูกศัพท์คำที่กลายเป็นคำบ้านๆ ในภาษาอังกฤษปัจจุบันนี้อย่าง “eyeball” (ลูกนัยน์ตา) “manager” (ผู้จัดการ) “cold-blooded” (เลือดเย็น) “assassination” (การลอบสังหาร) “lonely” (อาการหว่อง) และอื่นๆ อีกสารพัด

ดังนั้น เมื่อมองอีกด้านอย่างเป็นธรรมแล้ว ปรากฏการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอักขรวิธีอะไรทำนองนี้ จึงอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีอย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งหลายมักจะกังวลไปเสียทั้งหมด

ไม่อย่างนั้นฝรั่งเขาก็คงไม่ยกให้เชกสเปียร์เป็นกวีเอกของโลกแน่

 

อันที่จริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่ออักขรวิธีในการเขียนนั้นก็เกิดขึ้นในไทยมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีอินเตอร์เน็ตมานานแล้ว

ตัวอย่างที่สำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่เทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามาในกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้ชาวสยามเริ่มประสบปัญหาขึ้นมาว่า สระและวรรณยุกต์ที่ลอยอยู่เหนือพยัญชนะบ้าง (-ั, -่, -็ เป็นต้น) เป็นเชิงอยู่ใต้พยัญชนะบ้าง (-ุ, ฐ, ญ และอีกสารพัด) นั้นเป็นสิ่งที่เกะกะสิ้นดีสำหรับการพิมพ์

รัชกาลที่ 4 จึงทรงคิดค้น “อักษร” หรือ “ฟอนต์” ที่เรียกว่า “อักษรอริยกะ” ซึ่งจับเอาทั้งตัวเชิง วรรณยุกต์ สระทั้งที่ลอยอยู่เหนือพยัญชนะ และเป็นเชิงอยู่ใต้พยัญชนะมารวบไว้ในบรรทัดเดียวกันเหมือนตัวอักษรโรมัน ที่ใช้กันโดยทั่วไปในยุโรป (ฟอนต์อริยกะนี้ มีความใกล้เคียงกันกับวิธีการเขียนในจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่รัชกาลที่ 4 ทรงอ้างว่าเป็นผู้ค้นพบอย่างน่าพิศวง!)

เพียงแต่ว่า ไม่มีใครเห็นด้วยกับพระองค์ พวกเราในปัจจุบันจึงได้แต่ใช้ฟอนต์ดาดๆ อย่าง Cordia บ้าง ThaiSarabun บ้าง แต่ไม่มีฟอนต์อริยกะให้ใช้

ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีการปรับเปลี่ยนอักขรวิธีเพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร เป็นการขนานใหญ่เลยนะครับ เพราะอดีตท่านผู้นำคนนี้สั่งให้ตัดพยัญชนะในภาษาไทยเหลือเพียง 31 ตัว ได้แก่ ก ข ค ง จ ฉ ช ซ ญ ด ต ถ ท น บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ส ห อ ฮ, สั่งเลิกใช้ไม้ม้วน, ฤ, ฤๅ, ฦ, ฦๅ, เปลี่ยน “ทร” เป็น “ซ” ทั้งหมด (เช่น ทราย เป็น ซาย) และให้ตัดเชิงที่ตัวพยัญชนะ ญ

แน่นอนว่า พอกระเด็นออกจากวงโคจรของอำนาจ ก็ไม่มีใครเอากับอดีตท่านผู้นำคนนี้ด้วย

แถมยังขนานนามให้ด้วยว่าเป็นยุค “อักขรวิบัติ”

เราจึงยังมีพยัญชนะครบ 44 ตัวมาจนกระทั่งทุกวันนี้

แต่ไม่ใช่ว่าอักกขรวิธีของจอมพล ป.ท่านจะไม่มีมรดกตกทอดอยู่ในภาษาไทยทุกวันนี้เอาเสียเลย

อย่างน้อย ทุกวันนี้ก็ไม่มีใครเขียนคำว่า “ระลึก” ด้วยตัวสะกด “รฦก” อีก

 

เอาเข้าจริงแล้ว ทั้งการประดิษฐ์ถ้อยคำให้มีความหมายใหม่ๆ และการอักขรวิธีในแต่ละภาษาจึงมีการปรับเปลี่ยนไปด้วยเงื่อนไขต่างๆ อยู่แทบจะตลอดเวลา

เพราะวัฒนธรรมและสังคมมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งอยู่กับที่

วัฒนธรรมที่หยุดอยู่กับที่คือวัฒนธรรมที่ตายไปแล้ว

และภาษาก็เช่นกัน

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงความหมายของศัพท์แต่ละคำในแต่ละยุคสมัย

การประดิษฐ์ถ้อยคำใหม่ๆ

หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงอักขรวิธีในการเขียน จึงไม่ใช่สิ่งที่สังคมควรวิตก

แถมยังควรนำเอาถ้อยคำและความหมายเหล่านี้ใส่เข้าไว้ในพจนานุกรม เพื่อเป็นหลักฐานของความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยเสียด้วยซ้ำไป

เพราะสังคมและวัฒนธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

สังคมที่ไม่มีคำศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้น หรือไม่มีคำศัพท์ที่มีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยต่างหาก ที่เป็นสังคมที่ตายแล้ว และชวนให้หดหู่สิ้นหวังสิ้นดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...