โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห่วงเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ธุรกิจยื่นมาตรการด่วนกู้เศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2562 เวลา 01.50 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2562 เวลา 01.45 น.

นักธุรกิจ-การเงินจับตาเสถียรภาพ-ความมั่นคงรัฐบาลใหม่ จุดเปราะบางในการบริหารแก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ “กกร.” ยื่นสมุดปกขาวเสนอมาตรการระยะสั้น-ยาว สานต่อ “EEC รถไฟรางคู่ ฟื้นช็อปช่วยชาติ ทบทวนมาตรการ LTV แก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ” หอต่างประเทศแจ้งข่าวดี EU ไฟเขียวเจรจา FTA “เจ้าสัวสหพัฒน์” ยังเชื่อมือ “ประยุทธ์”

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับการสนับสนุนด้วยเสียงส่วนใหญ่ในการประชุมรัฐสภาให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” แต่เสียงสนับสนุนจาก 19 พรรคการเมือง ซึ่งจัดเป็นเสียง “ปริ่มน้ำ” สร้างความกังวลในแง่เสถียรภาพและความเชื่อมั่นทางการเมือง กระทบกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน สะท้อนออกมาจากข้อเรียกร้องของภาคเอกชนและมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่

สมุดปกขาวสานโครงการต่อ

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กำลังเร่งจัดทำ “สมุดปกขาว” เสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2562 เพื่อให้รัฐบาลได้ทราบแนวทางสิ่งที่เอกชนต้องการทั้งระยะสั้นและระยะยาว

“รัฐบาลใหม่ไม่ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร ผมก็ยังคงเชื่อว่า รัฐบาลจะมีนโยบายที่ต้องผลักดันให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าให้ได้ เอกชนเองตั้งความหวังให้ทีมเศรษฐกิจสานต่อโครงการเดิมที่ได้เริ่มไว้ เพราะทุกโครงการเป็นโครงการที่ดี เป็นประโยชน์” นายสุพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ ในสมุดปกขาวทาง กกร.ได้เสนอแนวทางระยะสั้นรัฐบาลต้องทำทันที “ห้ามหยุดชะงัก” ประกอบไปด้วย 1) ต้องเดินหน้าโครงการที่เป็นประโยชน์และมีความต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), โครงการรถไฟรางคู่, โครงการถนนเข้าสู่หมู่บ้าน 2) การจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ทุก ๆ 6 เดือน กับการประชุมคณะกรรมการความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจ (ease of doing business) ทุก ๆ 3-4 เดือน เพื่อทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคเอกชน

3) กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางด้านภาษี เช่น โครงการช็อปช่วยชาติ, การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์และทบทวนมาตรการบังคับเพิ่มเงินดาวน์ในการขอสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดฯ หรือ LTV 4) แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร ส่งเสริมการแปรรูป และพึ่งพาการบริโภคในประเทศด้วยนโยบาย Made in Thailand ส่วนระยะยาว ช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, พัฒนาบุคลากร และพัฒนาด้านการศึกษา

“ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2562 เดิมตั้งเป้าไว้ว่า GDP โตได้ 3.7-4% ขณะที่การส่งออกจากที่ตั้งเป้าไว้ 3-5% ถึงตอนนี้แน่นอนว่าจะลดต่ำลงกว่านี้แน่ ไม่ถึงเป้า” นายสุพันธุ์กล่าว

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ “ทีมเศรษฐกิจ” จะต้องเป็นผู้ที่รู้ปัญหาสามารถสานงานต่อของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ “งานที่รัฐบาลใหม่ต้องสานงานต่อก็คือ การแก้ปัญหาสงครามการค้าและแผนรับมือ รวมไปถึงวิธีการเจาะตลาดและผลักดันการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมาย ส่วนการส่งออกปีนี้ สรท.ปรับคาดการณ์จะเติบโตเพียง 1% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 3%”

เสียงปริ่มน้ำ-บริหารพรรคร่วม

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย จะส่งผลให้การบริหารและความเป็นเอกภาพกับพรรคร่วมรัฐบาลมีความสำคัญต่อการดำเนินงาน พร้อมกับมีข้อเสนอ 3 ข้อ ให้รัฐบาลชุดใหม่

1) การกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศด้วยการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ 2) การสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจผ่านการดำเนินงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้มีความต่อเนื่อง เพื่อภาคธุรกิจจะมีความเชื่อมั่นกล้าตัดสินใจลงทุนตามภาครัฐ และ 3) การให้ความสำคัญกับการออมเงินในตลาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาคตลาดทุนกำลังผลักดันในปัจจุบันเพื่อให้ประชาชนมีเงินออมเพื่อใช้ยามเกษียณอายุมากขึ้น “FETCO จะเข้าหารือกับ รมว.คลังคนใหม่ ทันทีเกี่ยวกับกองทุนใหม่ที่จะมาทดแทน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (กองทุน LTF)”

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า การกลับมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จะทำให้นโยบายทางเศรษฐกิจ และโครงการต่าง ๆ ที่ได้เริ่มดำเนินการมาก่อนหน้านี้ “มีความต่อเนื่อง จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสภาพการลงทุนโดยรวมกลับมาดีขึ้น” แต่อีกด้านหนึ่งที่เป็นจุดเปราะบางของรัฐบาลที่นักลงทุนจับตามองก็คือ ความมั่นคงทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาล

ส่วนสิ่งที่อุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ผลักดันก็คือ การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยในการทำธุรกรรมทางการเงินและตลาดทุน เนื่องจากการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะต้องอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การพิจารณาภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจต้องมีความยืดหยุ่น (flexibility) มากขึ้น รวมทั้งกฎหมายที่ยังค้างตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ได้แก่ กฎหมายทรัสต์ และร่างพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เจ้าสัวสหพัฒน์เชื่อมือประยุทธ์

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องทำก็คือ การแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตร อยากให้ใช้แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องประกันรายได้ “เพราะใช้เงินลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก” ถ้าพืชผลเกษตรกรดีขึ้นจะส่งผลให้กำลังซื้อกลุ่มรากหญ้าดีขึ้นด้วย ประกอบกับรัฐบาลมีการอัดฉีดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไปกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภคกลุ่มรากหญ้า ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ “ผมยังเชื่อมั่นในฝีมือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อยู่”

ด้านนายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคเอกชนหวังให้การเมืองมีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจต้องสานต่อและดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรัฐบาลชุดใหม่ต้องเปิดการเจรจาเข้าร่วมความตกลงครอบคลุมก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าเอเชีย-แปซิฟิก หรือ CPTPP ตลอดจนเริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี FTA กับสหภาพยุโรป

ขณะที่ นายอธิพล ตีระสงกรานต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาสภาพการเมืองไทยส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีน ทำให้หลายรายเลือกเดินทางไปจุดหมายอื่น จนส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ธุรกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค ทั้งค้าปลีกและร้านอาหารได้รับผลกระทบจากจำนวนลูกค้าและยอดใช้จ่ายลดลง

ค้าปลีก IT-มือถือหวังกำลังซื้อฟื้น

นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านค้าปลีกสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟน ภายใต้แบรนด์บานานาไอที-สตูดิโอ เซเว่น กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังกำลังซื้อของผู้บริโภคน่าจะกระเตื้องขึ้น เนื่องจากมีความชัดเจนทางด้านการเมืองและมีรัฐบาลใหม่ที่คาดว่า จะมีนโยบายช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้การนำเข้าสินค้าต่าง ๆ เข้ามามีราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าไอทีที่ 80-90% เป็นสินค้านำเข้า ซึ่งน่าจะเห็นภาพชัดในไตรมาส 3

“อยากฝากให้รัฐบาลใหม่ทำให้ดีที่สุด และทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ เพียงแต่จะนำไปปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน”

อสังหาฯขอ ศก.ดี-เสถียรภาพดี

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลมีเสถียรภาพเพราะหากรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพทำให้เศรษฐกิจชะลอไปอีกหลายปี หรือถ้ามีการทะเลาะกันเนื่องจากเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคจนต้องมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ยิ่งทำให้ประเทศชาติเสียเวลามากขึ้นไปอีก ส่วนข้อเสนอแนะอยากให้รัฐบาลทำเศรษฐกิจภาพรวมให้ดีขึ้น ธุรกิจเอกชนจะขยับเป็นเงาตามตัว ทุกวันนี้ขยับลำบากเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า การที่มีรัฐบาลเก่ากลับมาอีกครั้ง ในอีกมุมก็เป็นการสานต่องานเดิมที่เคยทำไว้จะได้มีความต่อเนื่อง ในภาคของ real sector เราต้องการความต่อเนื่อง “จะเก่งมากเก่งน้อยไม่ทราบ” แต่ภาคเอกชนต้องการความต่อเนื่องจะเป็นผลดีต่อประเทศ ซึ่งธุรกิจที่อยู่อาศัยมีมูลค่าตลาดปีละ 700,000 ล้านบาท คิดเป็น 7-8% ของ GDP ประเทศไทย รัฐบาลสามารถใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า สมาคมมีแพ็กเกจข้อเสนอ อาทิ ทบทวนมาตรการ LTV โดยเฉพาะประเด็นการกู้ร่วมซึ่งมีผลกระทบมาก เพราะราคาต่ำกว่า 5 ล้านลงมามีการกู้ร่วมสูง, ขอให้ปลดล็อกเครดิตบูโร เพราะถึงแม้ชำระหนี้จนหมดแล้ว แต่ยังมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโรต่อเนื่องอีก 3 ปี ซึ่งนานเกินไป, การขยับราคาบ้านผู้มีรายได้จาก 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท เพื่อดึงดูดเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาโครงการออกสู่ตลาดมากขึ้น

ฟื้นเจรจา FTA-EU

นายสแตนลีย์ กัง ประธานหอการค้าต่างประเทศ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเมืองไทยยังคงมีเสถียรภาพในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดจากพรรคร่วมมากถึง 19 พรรคก็ตาม “ทิศทางและแนวนโยบายต่าง ๆ ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างน้อย ๆ ก็ยังมี 2 โปรเจ็กต์ใหญ่ นั่นคือ ไทยแลนด์ 4.0 กับโครงการ EEC ที่ยังดำเนินการต่อไปบนเส้นทางเดิม สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องสำหรับนักลงทุนต่างชาติก็คือ ตอนนี้ประเทศไทยมีพรรคฝ่ายค้านแล้ว ดังนั้นการเจรจาและผลักดันนโยบายต่าง ๆ จะไม่รวดเร็วเหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน”

ล่าสุดจากการพบปะกับตัวแทนจากสหภาพยุโรปหลายคนต่างก็ตอบรับต่อผลการเลือกตั้งของไทยและแจ้งว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับการผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ที่ชะงักมานานตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร ไทยจำเป็นต้องเร่งการเจรจาเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้ากับอียู ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียเปรียบหลาย ๆ ประเทศที่มีข้อตกลง FTA กับอียูแล้ว ส่วนนักลงทุนญี่ปุ่นยังมีความเชื่อมั่นอยู่

ตจว.ไม่มั่นใจรัฐบาลใหม่

นายวีระยุทธ สุขวัฑฒโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนเฟดเดอร์เรท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ กล่าวว่า “ค่อนข้างไม่มีความมั่นใจในรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ มีหลายพรรคการเมืองเข้าร่วม และผมไม่แน่ใจว่าจะอยู่ได้ยาวนานหรือไม่”

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า “ตั้งงี่สุน” ยักษ์ค้าปลีก-ค้าส่งในจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า “โครงการต่าง ๆ จะมีความชัดเจนมากขึ้น และสามารถเดินต่อไปได้ แต่ไม่ควรมีประชานิยมมากเกินไป”

นายศุภกุล รัตนาคม ประธานหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ช่วงนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้เรียบร้อยแล้ว เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น-รากหญ้าจะดีขึ้น ส่วนนายบรรจง ดีเหลือ รองประธานและเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลกคาดว่า รัฐบาลน่าจะอยู่ประมาณ 6 เดือน-1 ปีเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...