โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิ้วกลม : ยุคนี้ทุกคนต้องปรับตัวให้ทัน (จริงดิ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ต.ค. 2564 เวลา 16.35 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2564 เวลา 16.32 น.

คอลัมน์ มิตรสหายเล่มหนึ่ง / นิ้วกลม roundfinger@roundfinger.page

ยุคนี้ทุกคนต้องปรับตัวให้ทัน (จริงดิ)

ปี 2018 MIT Technology Review เผยข้อมูล 50 บริษัท โดยทางกองบรรณาธิการตั้งข้อสังเกตว่าล้วนเป็นบริษัทที่คิดค้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการสร้างโมเดลทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เรารู้จักกันดี ใช้งานอยู่ทุกวี่วัน เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Facebook, Tencent เป็นต้น

ยิ่งนับวันอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยียิ่งโดดเด่น ทำกำไรดี ผนวกกับสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งทำให้บริษัทกลุ่มเทคโนโลยีทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง

ในยุคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีคือเครื่องมือการผลิตและปัจจัยที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งการขยายตัวของทุนนิยม มาถึงวันนี้จึงกลายเป็น ‘Technocapitalism’ หรือทุนนิยมเทคโนโลยีซึ่งใช้ความทันสมัยหลายอย่างมาร่วมขับเคลื่อนการผลิตและค้าขาย

ตั้งแต่ Internet of things, Big Data, หุ่นยนต์กลไกอัตโนมัติ, อัลกอริธึ่ม, อากาศยานไร้คนขับ (โดรน), 3D printing, ฯลฯ

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตและความคิดของมนุษย์ไม่น้อย

ส่วนบริษัทต่างๆ ที่พัฒนาได้เร็วก็ยิ่งทำกำไรได้มากขึ้น

เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตารางจัดอันดับทั้งหลายที่บริษัทเทคโนโลยีวิ่งแซงมหาอำนาจเก่าอย่างอุตสาหกรรมรถยนต์หรือธุรกิจน้ำมัน เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการงานมากมาย

หลายธุรกิจล้มหายตายจากเมื่อถูก ‘ดิสรัปต์’ จากคลื่นยักษ์ที่เร็ว แรง ตั้งตัวไม่ทัน

ข้อมูลข่าวสารนับไม่ถ้วนถูกบรรจุเข้าไปในโลกดิจิตอล ย่อมหมายถึงโอกาสใหม่ในโลกใบนั้น แค่เหล่ตามองยูทูบเบอร์ บล็อกเกอร์ ศิลปินอินดี้ร้อยล้านวิวโดยไม่ต้องอยู่ค่ายใหญ่หรือออกทีวีช่องไหน ก็เข้าใจทันทีว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว

มองเผินๆ ดูเหมือนเทคโนโลยีมาพร้อมโอกาสใหม่

แต่ปรากฏว่าสิ่งที่จูงมือมาพร้อมกันคือความเหลื่อมล้ำแห่งโลกดิจิตอลที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่เฉพาะผู้คนทั่วไปแต่ยังหมายรวมไปถึงผู้ประกอบการดั้งเดิมที่ปรับตัวไม่ทันแล้วกลายเป็นผู้แพ้ในโลกใหม่ ไม่ต่างอะไรกับขุนนางชั้นสูงถูกปลดลงจากบัลลังก์ในโลกยุคก่อน ซึ่งแน่นอนว่าพนักงานตัวเล็กตัวน้อยก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากความทันสมัยที่พวกเขาวิ่งตามไม่ทัน

คนรุ่นใหม่ก็ต้องวิ่ง คนรุ่นเก่าก็ต้องไล่กวด ในเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไวเหลือเกิน

เราได้ยินเสียงพร่ำสอนและร้องเรียกให้ทุกคนปรับตัว โลกยุคนี้แบ่งคนออกเป็นสองประเภท นั่นคือคนปรับตัวได้กับคนปรับตัวไม่ได้-อ่อนแอก็แพ้ไป

อาจารย์ชณาน์ทัต ศุภชลาศัย เขียนถึงแง่มุมน่าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Technopocene ว่ามันเป็นปัญหาที่วิ่งคู่กันมากับระบบทุนนิยม

มาค่อยๆ ไล่เรียงไปด้วยกันครับ

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีกระทบวิถีชีวิตมนุษย์อย่างไร ตั้งแต่ความสามารถของเทคโนโลยีทั้งหลายที่ค่อยๆ จำลองความสามารถของมนุษย์แล้วทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ ต่างเพิ่มศักยภาพมากขึ้นจนสามารถทดแทน (เผลอๆ จะแซง) บทบาทหน้าที่ซึ่งมนุษย์เคยทำ

มันค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตและการงานของพวกเรามากขึ้นจนมาถึงจุดที่ถกเถียงกันแล้วว่าเส้นขอบการพัฒนา

ปัญญาประดิษฐ์หรือหุ่นยนต์ควรอยู่ตรงไหนจึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ แต่ก่อนไปถึงจุดนั้น มนุษย์จำนวนมากอาจได้รับผลกระทบไปก่อนแล้ว

ในตอนแรก เราพยายามสร้างเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อเลียนแบบมนุษย์

แต่ไปๆ มาๆ มนุษย์เองนี่แหละที่อาจกลายไปเป็นคนที่คิดเหมือนหุ่นยนต์

เมื่อเอไอทั้งหลายทำหน้าที่ป้อนข้อมูลมหาศาลให้เราด้วยความเร่งที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลเหล่านั้นเป็น ‘สินค้า’ ที่แทรกซึมเข้าไปสมองของเรา ต้องไม่ลืมว่าสิ่งเหล่านี้ถูกคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีว่าควรให้ผู้คนรับรู้ข้อมูลใดบ้าง

เช่น ข้อมูลที่เขาชอบหรือเชื่ออยู่แล้ว ข้อมูลเหมือนสิ่งที่เขาเคยถูกใจในอดีต ข้อมูลที่ทำให้เขาซื้อของมากขึ้น ข้อมูลที่ทำให้เขาอยู่กับหน้าจอนานขึ้น ฯลฯ

ในความสัมพันธ์แบบนี้ มนุษย์มิใช่คนสร้างเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เรากลายเป็นส่วนหนึ่งกับเทคโนโลยี (technological being) จนกระทั่งสภาวะความเป็นมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อการขบคิดค่อยๆ หายไป เราไหลไปตามอัลกอริธึ่มเหมือนขับรถไปตามเสียงบอกทางของกูเกิลแม็ป

ในระบบเช่นนี้ มนุษย์กลุ่มที่มีอำนาจมากกว่า (คนผลิต) จะเป็นผู้คิด ขณะที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มสูญเสียพลังการคิด (สูญเสียความเป็นมนุษย์) จากการได้รับการอำนวยความสะดวกจากเครื่องจักร

ฝ่ายผู้ครอบครองทุนซึ่งสะสมกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เร่งพัฒนาเพื่อทำกำไรจนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นรวมถึงสภาพแวดล้อมของโลกทั้งใบด้วยความเร่งที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

สิ่งที่ดำเนินไปพร้อมกันคือ คนส่วนใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันสูญเสียงานให้หุ่นยนต์ อำนาจต่อรองลดลง สวนทางกับอำนาจของทุนและรัฐที่จับมือกันแล้วแข็งแกร่งขึ้นอีก จึงมีผู้วิจารณ์ว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่ทำให้ทุนนิยมกลายเป็นประโยชน์สูงสุดแก่คนจำนวนหยิบมือบนโลกนี้เท่านั้น

ในหนังสือเล่มนี้อ้างถึงคำพูดของฟรังโก ‘บิโฟ’ เบอราดี ว่า ขณะนี้เราทุกคนกำลังอยู่ในโลกที่ชื่อว่า ‘ความเบ็ดเสร็จนิยมแห่งการจัดการระบบประสาทความคิด’ หมายถึงร่างกาย ความคิด จิตใจของมนุษย์ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีและทุนนิยมการรับรู้ อาจลองสังเกตดูง่ายๆ ก็ได้ว่าเวลาวิ่งเราวิ่งตามนาฬิกาบนข้อมือหรือดูจังหวะเต้นของหัวใจมากกว่ากัน

กูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูบ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ติ๊กต็อก จึงเป็นเสมือนผู้ครอบครองข้อมูลข่าวสารที่จัดระบบให้มนุษย์คิดไปตามข้อมูลเหล่านั้น ทุกแอพพลิเคชั่นที่เราใช้ล้วนแล้วแต่หลอมรวมให้เรากลายไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน นอกจากนั้น ยังเป็น ‘แรงงาน’ ที่ผลิตคอนเทนต์ป้อนเข้าไปทุกวี่วันเพื่อแลกกับยอดไลก์ ยอดวิว ยอดรีทวีต

เมื่อเป็นเช่นนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วเทคโนโลยีรับใช้พวกเขาหรือพวกเขารับใช้เทคโนโลยีอยู่กันแน่?

 

หนังสือเล่มนี้เสนอว่า ชนชั้นแรงงาน (ในยุคสมัยใหม่) ต้องร่วมกันแบ่งปันและเผยแพร่ภูมิปัญญาเกี่ยวกับปมปัญหาภายในทุนนิยมให้กลายเป็นสิ่งที่หาเจอง่าย ไม่ต่างจากเวลาค้นคำยอดฮิตจากกูเกิล

แรงงานเหล่านี้ต้องไม่เป็นมนุษย์กูเกิล คือไหลไปตามอัลกอริธึ่มแบบที่แพลตฟอร์มยอดฮิตทั้งหลายจูงจมูกเราให้สนใจสิ่งที่ได้รับความนิยม โดยใช้วิธีใส่ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและความเลวร้ายของทุนนิยมลงไปในกูเกิลนี่แหละเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

และนี่อาจเป็นนิยามหนึ่งของ ‘งาน’

ที่มิใช่เพียงทำงานไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยปราศจากคำถาม แต่ตั้งคำถามกับปัญหาของมัน แล้วผลิตความรู้เพื่อวิพากษ์มันโดยใช้เวลานอกเวลางาน นอกระบบทุนนิยม

เช่นนี้แล้ว ผู้ที่ทำแบบนี้จึงเป็นศิลปินในตัวเอง สิ่งที่ทำอาจได้ค่าตอบแทนบ้างหรืออาจไม่ได้ พวกเขาอาศัยเครื่องมือที่นายทุนผลิตขึ้น เช่น อินเตอร์เน็ต สมาร์ตโฟน แอพพ์ต่างๆ ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์ร่วมกันโดยอาจไม่เคยพบปะกันมาก่อน ทว่ามีเป้าประสงค์ร่วมกันคือเปิดโปงความอยุติธรรม ชี้ปัญหาของมายาเทคโนโลยี และเสนอทางเลือกใหม่เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

โดยถ้อยคำและโทนเสียงอาจเป็นวิธีคิดแบบมาร์กซิสต์ ซึ่งคงมีคนชอบหรือไม่ชอบ กระนั้นสิ่งที่ผมเห็นด้วยคือการถ่วงสมดุลของโลกที่เร่งไปข้างหน้าและทิ้งคนจำนวนมากไว้ข้างหลัง

การพัฒนาที่สร้างความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องถูกหน่วงรั้งไว้ด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์บ้าง

ยูจีน สโตเออเมอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนเป็นผู้เสนอคำว่า ‘Anthropocene’ หรือ ‘สมัยมนุษย์’ ซึ่งหมายถึงยุคที่ความเปลี่ยนแปลงในโลกจำนวนมากเกิดจากการกระทำของมนุษย์

เป็นยุคที่คนเราขูดรีดเอาธรรมชาติมาเป็น ‘ทรัพยากร’ เรามองไปที่ธรรมชาติแล้วครุ่นคิดว่าเอามันมาทำกำไรได้ยังไงบ้าง ไม่ได้มองธรรมชาติอย่างที่เป็น

ไม่เพียงเท่านั้น ในสายตามนุษย์ยังมองธรรมชาติเป็นสิ่งไร้ระเบียบ ขาดความเป็นศิลปะ ทั้งนี้เกิดจากการใช้สายตามนุษย์ไปตัดสิน ทั้งที่ธรรมชาติมีความงามในแบบของมัน แต่มนุษย์มักพยายามดัดแปลงธรรมชาติให้กลายมาเป็นวัฒนธรรมของตัวเองโดยไม่เคารพต่อตัวธรรมชาติดั้งเดิมที่มีคุณค่าแตกต่างไป

เช่น ป่าดงดิบก็มีคุณค่าสำหรับสรรพชีวิต แต่มันจะเป็น ‘ประโยชน์’ ก็ต่อเมื่อมนุษย์ได้เข้าไปเที่ยวหรือใช้สอย

หรือต้นยางไม่ได้มีคุณค่าในตัวมันจนกระทั่งมนุษย์ได้กรีดยางมาใช้ ฯลฯ

เราจึงเติบโตมาในยุคสมัยที่เห็นว่าวัฒนธรรมมนุษย์โดดเด่นและยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ

ธรรมชาติกลายเป็นอีกหนึ่ง ‘แรงงาน’ เพื่อสังคม

ประวัติศาสตร์ทุนนิยมจึงมิได้พึ่งพาแรงงานมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพึ่งพาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติด้วย ธรรมชาติกลายเป็น ‘วัตถุใช้สอย’ ของมนุษย์ ทั้งที่ในความเป็นจริงธรรมชาติก็มีวัฒนธรรมในแบบของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมมนุษย์ สิ่งที่ธรรมชาติเป็นก็มีความหมายและคุณค่าในตัวเอง การมองธรรมชาติเป็น ‘ทรัพยากร’ เป็นการขีดเส้นแบ่งธรรมชาติกับมนุษย์ออกจากกัน เราจำเป็นต้องมีความคิดที่ยอมรับต่อ ‘สิ่งไม่ใช่มนุษย์’ มากขึ้น

หนึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ ‘ประวัติศาสตร์โลก’ ซึ่งมักเป็นประวัติศาสตร์มนุษย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของสงคราม อำนาจทางการเมือง ศาสนา ผู้นำ ปรัชญา ความคิด สิ่งประดิษฐ์ ฯลฯ ทั้งที่จริงแล้วประวัติศาสตร์โลกควรเป็นเรื่องราวของพื้นพิภพและสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย เพราะโลกนี้ขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันกับสรรพสิ่ง หาใช่มนุษย์เพียงสายพันธุ์เดียวเสียเมื่อไหร่

เช่นนี้แล้ว เราเองก็ควรเปลี่ยนท่าทีต่อการมองสัตว์ด้วยเช่นกัน โดยเคารพในบารมีที่เปล่งออกมาจากสัตว์อย่างที่ชีวิตหนึ่งเป็น มิใช่มองในฐานะต่ำต้อยกว่า

ในมุมมองที่แตกต่างไปนี้ ธรรมชาติจึงไม่ได้เป็น ‘กรรม’ ของประโยคที่รอ ‘ถูกกระทำ’ จากมนุษย์ หากกลายเป็น ‘ประธาน’ ที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้

กลับไปที่ Technopocene หรือยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีซึ่งเพิ่มอัตราเร่งให้มนุษย์ทำลาย ‘สิ่งอื่น’ รวมถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองที่ก้าวไม่ทันโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมุมมองว่าตนเองสำคัญที่สุด ให้ความสำคัญกับการทำกำไร บวกรวมเข้ากับความเร็วด่วนจี๋ของเทคโนโลยีที่กลืนมนุษย์ให้กลายเป็นหุ่นยนต์กลไก จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันถาม ช่วยกันตอบว่าเราจะดำเนินชีวิตกันไปแบบนี้กระทั่งไปถึงจุดที่หมดหนทางแก้ไขหรืออย่างไร

เป็นไปได้ไหมว่าเรากำลังถูกลวงตาจากการพัฒนาเทคโนโลยีว่ามันจะทำให้มนุษยชาติไปไกลยิ่งกว่าทุกสมัยที่ผ่านมา

ภาพลวงตานั้นละเลยไปว่าในความเร่งระดับนี้มีผู้คนที่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังมากแค่ไหน

มีผู้คนที่ต้องป่วยไข้จากการปรับตัว unlearn-relearn-resilience-agile โดยไม่มีใครหยุดรออีกมายเพียงใด

เรากำลังวิ่งไปที่ไหนกัน?

วิ่งไปเพื่อใคร?

มีใครบ้างได้ประโยชน์?

ใครบ้างเสียเปรียบ?

ธรรมชาติของโลกนี้จะเป็นอย่างไร?

เป็นเรื่องจำเป็นที่อาจต้องวางอุปกรณ์ ‘สมาร์ต’ ทั้งหลายลงบ้าง เพื่อกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์ แล้วถามคำถามเหล่านี้อย่างจริงจัง ก่อนสูญเสียความสามารถในการเลือกเส้นทางให้เทคโนโลยีเหมือนที่ขับรถตามเสียงบอกของแอปแผนที่ในมือถือ

บ่อยครั้งไม่ใช่หรือที่มันพาไปเจอทางตัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...