โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SCBX เปิดสงครามการเงิน แปลงร่างท้าชนธุรกิจทุกสนามรบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.ย 2564 เวลา 15.14 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2564 เวลา 04.16 น.

กลุ่มไทยพาณิชย์ เขย่าวงการธุรกิจการเงิน ทลายกำแพงธนาคาร ตั้ง SCBX เป็นยานแม่ขับเคลื่อนสู่เทคคอมปะนี ลดสเกลธุรกิจธนาคาร แยก “เครดิตการ์ด-สินเชื่อบุคคล-จำนำทะเบียน” ตั้งบริษัทย่อยปลดล็อกเกณฑ์สำรองแบงก์ จับมือ 3 วงการ “CP-AIS-MGC” ขยายอาณาจักรธุรกิจ สร้างฐานลูกค้าโตก้าวกระโดด 200 ล้านคน วงในชี้กลยุทธ์แตกบริษัทตั้ง “เถ้าแก่น้อย” ดันเข้าตลาดหุ้นเป็นการ Unlock Value จับตาการแข่งขันร้อนแรงทุกสนามรบ

ทลายกำแพงแบงก์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยที่มีอายุ 115 ปี ได้ปรับโครงสร้างครั้งสำคัญเพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ โดยนายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร SCB กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทได้มีมติเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างธุรกิจในการจัดตั้งบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เป็นบริษัทโฮลดิ้งเพื่อเป็น “ยานแม่” พาให้กลุ่มไทยพาณิชย์ก้าวสู่โลกใหม่ที่ไม่จำกัดอยู่ที่ธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป

ตามแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น “ธนาคารไทยพาณิชย์” จะมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ SCBX และในวันที่ 15 พ.ย. 2564 จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติทำการสวอปหุ้นกับ SCB และเพิกถอนธนาคารไทยพาณิชย์ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาธนาคารได้ทรานส์ฟอร์มผ่านยุทธศาสตร์ กลับหัวตีลังกา เพื่อให้ไทยพาณิชย์เติบโตและแข่งขันได้ในระยะยาว แต่ผ่านมา 4-5 ปี พบว่าการทรานส์ฟอร์มที่อยู่บนโครงสร้างธนาคารมีข้อจำกัด ทำให้ศักยภาพของทั้งกรุ๊ปทำได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง SCBX ขึ้นมาเป็นยานแม่” นายอาทิตย์กล่าว

ก้าวสู่เทคคอมปะนี

ซีอีโอ SCB ประกาศว่า สำหรับวิสัยทัศน์ใน 5 ปีข้างหน้าหรือปี 2568 ของกลุ่มไทยพาณิชย์คือก้าวสู่การเป็น “กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค” ที่มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านคน จากปัจจุบัน 16 ล้านคน พร้อมกับการทำกำไรเพิ่มขึ้น 1.5-2 เท่า ด้วยมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านบาท

โดยความร่วมมือกับพันธมิตรในการขยายธุรกิจ และการปรับโครงสร้างธุรกิจที่จะมีการแตกบริษัทย่อยออกมา 15-16 บริษัท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำธุรกิจ พร้อมกับการผลักดันบริษัทเหล่านั้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป

“ธนาคาร” ลดความสำคัญ

“ปี 2568 จะเป็นการมาถึงของ decentralized finance technology การขยายตัวและการบุกของแพลตฟอร์มระดับโลกเข้าสู่ธุรกิจการเงิน พฤติกรรมของผู้บริโภคหลังโควิด รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับที่เปลี่ยนไปจะทำให้รูปแบบการทำธุรกิจในแบบที่เป็นตัวกลาง (intermediaries) เก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารแบบดั้งเดิมจะลดบทบาทลง เพราะจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการและความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภคได้ ความสำคัญของธนาคารต่อผู้บริโภคจะลดลง และจะส่งผลลบต่อการให้มูลค่าอนาคตของนักลงทุนต่อธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม”

นายอาทิตย์กล่าวว่า แนวโน้มของการถูกดิสรัปต์จะชัดเจนมากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า SCB จึงต้องไม่จำกัดตัวเองอยู่ที่ธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมอีกต่อไป เร่งขยายธุรกิจเชิงรุกเข้าสู่ธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ตลาดต้องการ และสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี รวมถึงการบริหารจัดการแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลก

“SCB จะไม่เท่ากับธนาคารในความหมายเดิมอีก แต่จะแปลงสภาพกลายเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน ที่มีธุรกิจธนาคารที่แข็งแรงขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และจะขยายเข้าสู่ธุรกิจการเงินส่วนบุคคลที่มีการเติบโตสูงที่ธนาคารไม่สามารถตอบสนองได้ โดยแต่ละธุรกิจ SCB จะร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศและระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ที่จะเริ่มเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้”

แยกพอร์ตสร้างรายได้

นายอาทิตย์กล่าวว่า โครงสร้างภายใต้ SCBX จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. Cash cow ธุรกิจที่สร้างรายได้และทำกำไร จะเป็นธุรกิจธนาคาร ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) และบริษัท ไทยพาณิชย์ โพรเทค จำกัด

และ 2. New Growth กลุ่มธุรกิจที่สร้างการเติบโตใหม่ จะเน้นการเติบโตโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังในเรื่องของฐานเงินทุน และผู้ฝากเงิน โดยการเดินเน้นการทำงานสั้น มีประสิทธิภาพ และลดต้นทุน สามารถเลือกกลุ่มการเติบโตหรือ segment product ได้ ทำให้การดิสรัปต์น้อย โดยให้ธนาคารสามารถเดินต่อไปได้ด้วยความมั่นคง และลูกค้าจะไม่สับสนว่าธนาคารทำอะไรอยู่

แตกธุรกิจเปิดน่านน้ำใหม่

ซีอีโอ SCB กล่าวว่า ธุรกิจภายใต้ SCBX จะเน้นการเติบโตใน 2 พื้นที่คือ 1.Blue Ocean ตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโตทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้จะไม่เน้นการขยายสาขาไปต่างประเทศ แต่จะเน้นการเติบโตในตลาดที่มีโอกาส เช่น ธุรกิจรายย่อย (Retail) อย่างบริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด (Card X) ซึ่งเป็นการโอนธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีหลักประกัน แยกตัวออกมาจากธนาคาร ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะมีการสร้างรายได้จากการขยายไปในระดับรีจินอล โดยมองเป้าหมายไปที่ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

และ 2.การสร้าง Platform Ecosystem ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะนำร่องจาก “โรบินฮู้ด” ที่จะผลักดันเป็นรีจินอลแพลตฟอร์ม เพื่อแข่งกับแพลตฟอร์มระดับโลก เพราะการจำกัดตัวเป็นผู้เล่นในประเทศจะไม่ใหญ่พอที่จะแข่งขันได้ รวมถึงการเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ผ่านบริษัท SCB10X และบริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) ที่จะมีการทรานส์ฟอร์มเป็นเรือธงในการทำเรื่อง Digital Asset

รวมถึงการตั้งบริษัท SCB Tech X โดยร่วมทุนกับพับลิซิส เซเปียนท์ ซึ่งเป็นเทคคอมปะนีระดับโลกเข้ามาถือหุ้น 40% ทำเรื่องเพิ่มขีดความสามารถ และการดูแลแพลตฟอร์ม และเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชน

ผนึกกำลัง “ซีพี-AIS-MGC”

และอีกความเคลื่อนไหวสำคัญของ SCB คือการจับมือกับ 3 ยักษ์ธุรกิจของประเทศ ตั้งแต่การร่วมมือกับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพีจี) จัดตั้งกองทุน Venture Capital ขนาด 600-800 ล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัพเทคโนโลยีการเงินต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชน เป็นต้น

นายอาทิตย์กล่าวว่า ด้วยเน็ตเวิร์กของกลุ่มไทยพาณิชย์กับกลุ่มซีพีจะช่วยในการระดมเงินจากภายนอก ทำให้กองทุนมีขนาดใหญ่และเป็นที่จูงใจของสตาร์ตอัพดาวรุ่งมากขึ้น

นอกจากนี้ยังร่วมทุนกับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS จัดตั้งบริษัท “AISCB” ในสัดส่วน 50:50 ทำเรื่องสินเชื่อดิจิทัลภายใต้ฐานลูกค้าของทั้ง 2 องค์กร และจะขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์การเงินอื่น ๆ ต่อไป

รวมทั้งร่วมกับบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) (MGC Group) ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกยานยนต์รถหรู ตั้งบริษัทร่วมทุน Alpha X ทำธุรกิจเช่าซื้อ ลีสซิ่งกลุ่ม Luxury Car ซึ่งมองว่าเป็น Blue Ocean ที่มีโอกาสเติบโต โดยนายวศิน ไสยวรรณ จะออกจากตำแหน่งในธนาคารไปนั่งเป็นซีอีโอบริษัทนี้

นายอาทิตย์กล่าวว่า ในแต่ละบริษัทก็จะให้ผู้บริหารแบงก์ไปนั่งเป็นซีอีโอในลักษณะของการเป็นถ้าแก่น้อย โดยในส่วนของบริษัท Card X ก็จะแต่งตั้งให้นายสารัชต์ รัตนาภรณ์ ไปนั่งเป็นซีอีโอ ส่วนบริษัท Auto X ให้บริการเรื่องสินเชื่อจำนำทะเบียน โดยจะขยายเข้าสู่กลุ่มรากหญ้าก็จะมีนางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ไปนั่งเป็นซีอีโอ

จับมือ AIS ปล่อยกู้ 40 ล้านคน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า น่าจะได้เห็นบริการการเงินดิจิทัลภายใต้ความร่วมมือระหว่างเอไอเอสและเอสซีบีได้ภายในต้นปีหน้า เพราะต้องทำแพลตฟอร์มและ data analytic ใหม่เพื่อให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงเงินกู้ได้ง่าย ๆ

“ผมพูดเสมอว่าเอไอเอสเชื่อในพลังของพาร์ตเนอร์ หากนำจุดแข็งแต่ละฝ่ายมาผสมผสานกันได้ก็จะยิ่งสร้างอิมแพ็กต์ ที่ผ่านมาจึงได้มีความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในหลากหลายมิติ ทั้งเพื่อดูแลลูกค้าของเราทั้งคู่ และช่วยกันฟื้นฟูประเทศท่ามกลางความท้าทายตอนนี้ กับเอสซีบียังถือเป็นครั้งแรกของไทยที่เบอร์ 1 จากสองอุตสาหกรรมหลักของประเทศ คือ Telco และสถาบันการเงินประกาศร่วมทุน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และอื่น ๆ ในอนาคตที่จะตอบโจทย์คนในวงกว้าง เป็นการเพิ่มทางเลือกให้คนไทยที่จะไม่ต้องไปพึ่งสินเชื่อนอกระบบ”

ทั้งนี้ สำหรับฐานลูกค้าของเอไอเอส ณ ไตรมาส 2/2564 มีประมาณ 40 ล้านคน

Unlock Value บริษัทย่อยเข้า IPO

นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แผนการดำเนินงานของ SCB ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ในระยะ 5 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าเป็น 200 ล้านราย จากปัจจุบัน 16 ล้านราย ซึ่งเป็นการขยายลูกค้าทั้งในไทยและอาเซียน เรียกว่าเพิ่มฐานลูกค้ากว่า 10 เท่า นอกจากนี้การตั้งเป้าเพิ่มมาร์เก็ตแคปแตะ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปัจจุบัน ถือเป็นการ “Unlock Value” จากการให้บริษัทย่อยเข้าไอพีโอระดมทุนในตลาดหุ้น

และปัจจุบันกำไรส่วนใหญ่ 80-90% มาจากธนาคารไทยพาณิชย์ แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้ของธุรกิจใหม่ อาทิ Robin hood, AISCB, Alpha X, SCB 10X, SCB Abacus, Card X จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 1 ใน 3 ของกำไร

นายกรกชกล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือการแยกบริษัทย่อยออกมา พร้อมกับแผนผลักดันให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมดถือเป็นการ Unlock Value เช่น ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) อยู่ใต้ธุรกิจแบงก์ SCB แค่ระดับ 0.8 เท่า ค่อนข้างต่างจากธุรกิจบัตรเครดิตในตลาดหุ้นไทยที่อยู่ประมาณ 3-4 เท่า

ดังนั้นส่วนต่างตรงนี้คาดว่าสร้าง Value ให้กับหุ้นได้ 25-30 บาท ในปี 2567 รวมไปถึงบริษัทร่วมทุน AISCB, Alpha X และ SCBS ที่จะผันตัวมาเป็นดิจิทัลแอสเสทเทรดดิ้งแพลตฟอร์ม

“ปัจจุบัน บล.กสิกรไทยได้ปรับราคาเป้าหมายหุ้น SCB ขึ้น 19% มาเป็นระดับราคาที่ 139 บาท โดยรวมผลการ Unlock Value ของธุรกิจบัตรเครดิตไปด้วย ส่วนธุรกิจอื่น ๆ ยังอยู่ในช่วงฟักไข่ ถ้ามีพัฒนาการจะมีรูมให้ค่อย ๆ ปรับเป็นแรงหนุนเพิ่มเข้ามาได้” นายกรกชกล่าว

ปลดล็อกเกณฑ์สำรองแบงก์

“เราชอบแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจ SCB เพราะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารงาน เพราะโครงสร้างเดิมการลงทุนที่เป็นสตาร์ตอัพ และธุรกิจน็อนแบงก์ ซึ่งถูกครอบด้วยหน่วยงานกำกับอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่เมื่อแตกบริษัทย่อยออกมา ความเสี่ยงจากเกณฑ์กำกับของแบงก์จะถูกมองข้าม เพราะ SCBX เป็นบริษัทโฮลดิ้งส์ และจะแข่งขันกับเทคคอมปะนีรายอื่น ๆ ได้คล่องตัวขึ้น รวมไปถึงเรื่องเงินทุนมีความคล่องตัว ไม่ต้องกันสำรองเหมือนตอนเป็นแบงก์ โดยเงินทุนที่จัดสรรให้กลุ่ม Business Growth จะรับผลตอบแทนได้เร็วและคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งสนับสนุนภาพอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระยะยาว อย่างต่ำอยู่ที่ 15-16% จากระดับปัจจุบัน 12%” นายกรกชกล่าว

นายกรกชกล่าวว่า การที่ SCB ต้องการให้ซีอีโอบริษัทย่อย take ownership เป็นเถ้าแก่น้อย เพื่อผลักดันธุรกิจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำให้รูปแบบการบริหารงานแตกต่างไปจากเดิมของธุรกิจแบงก์คือ มีความ Aggressive ในการขยายพอร์ตและเข้มในการกำหนดกลยุทธ์ต่าง ๆ ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจในกลุ่มน็อนแบงก์ ทั้งบัตรเครดิต, จำนำทะเบียน

สำหรับการจัดตั้ง AISCB ร่วมทุนกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการสินเชื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลจะคล้าย ๆ กับ LINE BK ของแบงก์สิกรไทย และโมเดลธุรกิจนี้ทาง บมจ.บัตรกรุงไทยก็กำลังจะทำ รวมถึง บมจ.อิออนธนสินทรัพย์ก็กำลังจะเปิดตัวเดือน ต.ค.นี้ ดังนั้นน่าจะแข่งขันรุนแรงหลังจากนี้

AISCB ท้ารบ LINE BK

นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย เสริมว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ SCB ได้ตั้งเป้าธุรกิจสินเชื่อของ AISCB ไว้ที่ประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท ภายใน 2 ปี ซึ่งหากตั้งไข่สามารถทำกำไรได้มาก จะนำ AISCB เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยต่อไป

“สินเชื่อที่ AISCB ตั้งเป้าขยายมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะประเมินจาก LINE BK จัดตั้งเมื่อเดือน ต.ค.2563 ดำเนินงานมาประมาณ 9 เดือน มีขนาดสินเชื่อ 9,000 ล้านบาท ซึ่งถ้ามองยอดปล่อยสินเชื่อต่อราย 7,000-20,000 บาท ฐานลูกค้าราว 1-1.5 ล้านราย คิดเป็นแค่ 2-3% ของฐานลูกค้า AIS เท่านั้น” นายพิสุทธิ์กล่าว

ปลุกความร้อนแรงทุกสังเวียน

แหล่งข่าวจากแวดวงธนาคารมองว่าการปรับโครงสร้างของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นการย้ำภาพทิศทางการแข่งขันในรูปแบบใหม่ของธุรกิจการเงิน ซึ่งไม่ได้ไปในรูปแบบ “ธนาคารแม่” แต่เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (น็อนแบงก์) ในรูปแบบบริษัทเทคโนโลยีในการหาตลาดใหม่ โดยจะทำให้การแข่งขันในพื้นที่นั้น ๆรุนแรงขึ้น เช่น สินเชื่อดิจิทัลของ AISCB หรือการรุกตลาดเช่าซื้อ การทำเรื่องเหรียญดิจิทัล (Token) ซึ่งจะเป็น Next Generation รูปแบบการให้บริการที่ไม่ต้องปล่อยสินเชื่อ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดำเนินธุรกิจ และได้รายได้ที่ไม่ได้มาจากสินเชื่อ

แบงก์คู่แข่งไม่ได้อยู่นิ่ง

แหล่งข่าวกล่าวว่า ภาพการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สถาบันการเงินอื่นก็มองเห็นและพยายามทำอยู่เช่นกัน แต่โมเดลอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น SCB ร่วมกับเอไอเอสตั้ง AISCB กสิกรไทยที่ร่วมมือกับไลน์ ตั้งกสิกร ไลน์ (LINE BK) แต่ทำอยู่ภายใต้ธนาคาร หรือในส่วนสินทรัพย์ดิจิทัลกสิกรฯ ก็มี Kubix ที่ทำเรื่อง ICO Portal

“ภาพรวมธนาคารคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันใกล้ เพียงแต่ SCB ต้องการทำให้ตัวเองยืดหยุ่น เพื่อเดินเกมให้เร็วขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ตั้งบริษัทใหม่ เพื่อไม่ให้การทดลองในบริษัทต่าง ๆ มีผลย้อนกลับไปกระทบกับธนาคารแม่”

ขณะที่ธนาคารยังคงเป็นตัวสร้างรายได้หลักที่เป็นกอบเป็นกำให้กับไทยพาณิชย์อยู่ เพราะรายได้ที่มาจากธุรกิจใหม่อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี ดังนั้นธนาคารยังคงอยู่และเป็นตัวสร้างรายได้หลัก ไม่ได้หายไป แต่การบริการจะเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมภายใต้การเรียนรู้ในนวัตกรรมใหม่

ธปท.เปิดรับผู้เล่นหน้าใหม่

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “อนาคตโลกการเงิน” เมื่อ 13 กันยายนที่ผ่านมาว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาระบบการเงินไทยมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ขณะที่มองไปข้างหน้าระบบการเงินทั่วโลกจะมีผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ เข้ามาแข่งขันให้บริการมากขึ้น และมาจากทิศทางใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น อาจจะมาจากผู้ประกอบการที่อยู่คนละเซ็กเตอร์ไม่เกี่ยวกับการเงิน หรือมาจากผู้ประกอบการข้ามชาติ หรือมาจากช่องทางใหม่ ๆ มากขึ้น รวมถึงอาจจะมาจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน เช่น บล็อกเชน เป็นต้น

สำหรับบทบาทของ ธปท.ในระยะข้างหน้าจะให้ความสำคัญกับการ Open Data มากขึ้นพร้อมเอื้อให้เกิดการแข่งขัน โดยให้มีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามามากขึ้น และเปิดให้ผู้เล่นเดิมอย่างธนาคารพาณิชย์สามารถแข่งขันกับรายใหม่ ๆ ได้ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...