โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัส POP CULTURE เครื่องมือคลาสสิกในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ต.ค. 2563 เวลา 08.50 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 10.49 น.
Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ธนพงศ์ พุทธิวนิช : เรื่อง

กิจกรรมทางการเมืองที่ปรากฏภาพเยาวชนมาร่วมเคลื่อนไหวถูกตีแผ่ผ่านสื่อหลากหลายแขนงกระจายไปสู่สายตาคนต่างชาติในช่วงกลางปี 2020 การเคลื่อนไหวโดยคนรุ่นใหม่หลากหลายกลุ่มไม่ได้เพียงสะท้อนถึงสถานการณ์ทางสังคมและบทบาทของคนรุ่นใหม่เท่านั้น เรื่องนี้ย่อมสะท้อนถึง “เครื่องมือ” และรูปแบบของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยยุคนี้ที่คนบางรุ่นน่าจะไม่เคยเห็นมาก่อน

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะสะท้อนภาพรวมของรูปแบบการเคลื่อนไหวยุคใหม่ของเหล่าเยาวชน คือ กิจกรรม “วิ่งกันนะแฮมทาโร่” ละแวกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีตัวการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นสัญลักษณ์ในกิจกรรม หรือกรณีอื่นอย่างบทเพลงพ็อปทั่วไปที่ไม่ได้มีเนื้อหาทางการเมืองก็ถูกดัดแปลงเข้ามาร่วมในกิจกรรมด้วย

ตัวการ์ตูน หรือเพลงพ็อปที่ปรากฏในกิจกรรมอันมีเนื้อหาเชิงการเมืองเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม“pop culture” ในไทยมีคำแปลของศัพท์นี้หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมประชานิยม, วัฒนธรรมสมัยนิยม หรือเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยก็มี

รูปแบบการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงการเมืองที่ปรากฏสัญลักษณ์ตัวการ์ตูน ไปจนถึงบทเพลงซึ่งมีเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย กลับมาปรากฏในกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ในไทยช่วงเวลานี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อสังคมโดยรวม แต่อย่างน้อยรูปแบบการใช้งานวัฒนธรรมร่วมสมัยเหล่านี้มีนัยบางอย่างที่น่าคิดทีเดียว

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจ และถอดรหัสการใช้ pop culture ในเชิงการเมืองในห้วงบรรยากาศปี 2020 และย้อนกลับไปดูการใช้งาน “เครื่องมือ” เหล่านี้ในทางการเมืองในอดีต ว่าสิ่งเหล่านี้มีบทบาทอย่างไรบ้าง

Pop Culture กับการเมือง

ในเชิงวิชาการมีข้อถกเถียงมายาวนานว่า pop culture มีน้ำหนักพอให้ลงไปศึกษาอย่างจริงจังในแง่มุมทางการเมืองหรือไม่ นักวิชาการบางสาขามองว่า วัฒนธรรมกลุ่มนี้เป็น “การเมืองระดับภายในประเทศ” หรืออาจมีความเป็น “การเมือง” น้อย หรือบางคนมองว่ามันไม่เป็น “การเมือง” เลยด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม หากเอ่ยถึงวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมในหมู่มวลชนซึ่งมีบทบาทในเชิงการเมือง ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองสิ่งมีมายาวนานอย่างยิ่ง และก่อนหน้าที่วัฒนธรรมกลุ่มนี้จะถูกนำมาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ฝ่ายรัฐหรือฝ่ายปกครองเคยใช้ “pop culture” เป็นเครื่องมือโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่ใช้ในบทบาทเชิง “โฆษณาชวนเชื่อ” (propaganda) ด้วยซ้ำ

หากมองความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่งในระดับเบื้องต้น การใช้สื่อที่ปรากฏในวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้มข้นและเห็นได้ชัดในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ในช่วงสงคราม วัฒนธรรมร่วมสมัยถูกใช้ในทางการเมือง ในยุคใหม่ สื่อสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ และโทรทัศน์คือสิ่งที่ถูกใช้ในเชิงการเมือง ในห้วงสงคราม ทางการนิยมใช้สื่อเหล่านี้ตอกย้ำ “ความเป็นชาติ” และใช้นิยามตัวตน “ฝ่ายตรงข้าม/ศัตรู”

“Casablanca” ภาพยนตร์คลาสสิกจากปี ค.ศ. 1942 ได้รับสนับสนุนจากแผนก “ภาพยนตร์สงคราม” (War Films) ของหน่วยงาน Department of War แห่งสหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากเรื่อง “ความรัก” และบทเพลงกินใจแล้ว โครงเรื่องบางส่วนแฝงอุดมการณ์เกี่ยวกับเรื่องทำเพื่อส่วนรวม ฯลฯ

ไม่ใช่แค่ภาวะพิเศษ ในยามบ้านเมืองสงบสุข ฝ่ายปกครองใช้ “pop culture” เป็น “soft power” รัฐบาลมหาอำนาจแทบทุกประเทศล้วนใช้แฟชั่น, ภาพยนตร์, ดนตรี, การแสดง, ภาษา เป็น “เครื่องมือ” เพื่อบรรลุเป้าหมายหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขยาย “อาณาบริเวณ” ของตัวเอง แต่ไม่ใช่เชิงพื้นที่ ขอบเขตบริเวณนี้คือ “การรับรู้/ความนึกคิด” ของผู้คน

เทวี ทรอย (Tevi Troy) อดีตที่ปรึกษาฝ่ายบริหารของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ยุค นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) เมื่อปี 2005-2007 ฉายภาพการใช้ “pop culture” ในทางการเมืองสมัยใหม่ว่า นักการเมืองหรือผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาทักษะด้านการอ้างอิงข้อมูล-เนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างคล่องแคล่ว หรือสามารถนำตัวเองไปมีตัวตนอยู่ในพื้นที่ของวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ ย่อมมีแนวโน้มขยายการรับรู้เข้าไปสู่สาธารณชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

Pop Culture ในการเคลื่อนไหวของมวลชน

มาถึงทศวรรษที่ 2000s การขับเคลื่อนทางการเมืองไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่ายบริหารและปกครอง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการเมืองและสภาพแวดล้อม นำมาสู่การขับเคลื่อนจากฟากพลเมืองเช่นกัน ผู้คนทุกสถานะ หลากชนชั้นจากอาชีพต่าง ๆ ล้วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนทางการเมืองผ่านกิจกรรมและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ

รูปแบบการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นล่าสุดในไทยปรากฏขึ้นในกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ถูกพูดถึงมาก คือ กิจกรรม “วิ่งกันนะแฮมทาโร่” ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่

ความเคลื่อนไหวโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ ทำให้คนทั่วไปต้องสนใจเมื่อพวกเขาใช้สัญลักษณ์ตัวการ์ตูน “แฮมทาโร่” (Hamtaro) ซึ่งกำเนิดจากญี่ปุ่นในยุค 1990s แคแร็กเตอร์นี้เริ่มต้นจากมังงะ และดัดแปลงเป็นอนิเมะในภายหลัง เมื่อเข้ามาในไทยใช้ชื่อ “แฮมทาโร่ แก๊งจิ๋วผจญภัย” ออกอากาศในช่วงต้นยุค 2000s โดยที่เพลงประจำอนิเมะก็ดัดแปลงมาเป็นภาษาไทยเช่นกัน เด็ก ๆ สมัยนั้นจะคุ้นกับเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “เอ้า ออกมาวิ่ง วิ่งนะ วิ่งนะ แฮมทาโร่ ตื่นออกจากรัง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่ ของอร่อยที่สุดก็คือ เมล็ดทานตะวัน…”

“แฮมทาโร่” เป็นอีกหนึ่งสื่อจากแดนซามูไรที่ยังวนเวียนในความทรงจำของคนรุ่นใหม่ ยิ่งในยุคดิจิทัล ใคร ๆ ก็เข้าถึงสื่อย้อนหลังได้อย่างง่ายดาย “แฮมทาโร่” จึงยังอยู่ในการรับรู้ของคนรุ่นใหม่ และในภาวะที่รัฐบาลจับจ้องการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ขณะที่สถานการณ์ละเอียดอ่อน การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เหมาะกับบริบททุกวันนี้

สื่อกลางที่สำคัญในการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ยุคนี้ คือ “สื่อสังคมออนไลน์” การเคลื่อนไหว “วิ่งกันนะแฮมทาโร่” ส่วนหนึ่งก็มาจากแฮชแท็กในทวิตเตอร์ จนนำมาสู่การนัดหมายมาเจอกันคล้าย ๆ กับ “แฟลชม็อบ” และร่วมกันกับกลุ่มอื่น ๆ ที่มีแนวทางเดียวกันด้วยการเรียกร้องให้ยุบสภา

เมื่อมาถึงการเคลื่อนไหว พวกเขาไม่ได้ใช้ “แฮมทาโร่” เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น สื่อที่สำคัญอีกชิ้น คือ เพลงประจำรายการ ซึ่งดัดแปลงเนื้อร้องท่อนติดหูเป็น “เอ้า ออกมาวิ่ง วิ่งนะ วิ่งนะ แฮมทาโร่ ตื่นออกจากรัง วิ่งนะ วิ่งนะ แฮมทาโร่ ของอร่อยที่สุดก็คือ ภาษีประชาชน” ผสมเข้ากับคำร้องที่เติมในช่องว่าง ซึ่งคำที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ตะโกนแทรกคือคำว่า “ยุบสภา”

หนู, การวิ่งวน และเนื้อเพลงที่แปลงใหม่ ให้มีคำว่า “ภาษีประชาชน/ยุบสภา” เป็นไอเดียซึ่งไม่ได้เป็นสัญลักษณ์แทนแบบลอย ๆ จากรายงานของบีบีซีไทย ซึ่งอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของผู้ร่วมจัดงานเผยนัยเบื้องหลังของสัญลักษณ์นี้ว่า หนูคือสัตว์ที่วิ่งวนในกรงของตัวเอง เท่านั้นไม่พอ “กรง” ที่วิ่งนั้นก็กำลังจะพัง การวิ่งคือการออกมาเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง

Pop Culture แบบคลาสสิก สู่ “แฮมทาโร่” และอื่น ๆ

กิจกรรมที่ใช้สัญลักษณ์ “แฮมทาโร่” เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ขยายวงไปนอกประเทศไม่ได้จำกัดแค่ในโลกของพวกเขาเองเท่านั้น กระแสที่พบเห็นนี้ทำให้เกิดการเชิญชวนเคลื่อนไหวภายใต้สัญลักษณ์อันมาจากวัฒนธรรมร่วมสมัยอีก

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า “ความคิดสร้างสรรค์” จะนำมาสู่การเชื่อมโยงระหว่างแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปีของลิเวอร์พูล มาผูกกับกิจกรรมทางการเมืองในไทยได้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเพจ “ใต้เตียง มธ.” สร้างแคมเปญเชิญชวนสาวกลิเวอร์พูลมารวมกันที่งาน “You’ll never walk alone ลิเวอร์พูลกับประชาธิปไตย” ในวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม กิจกรรมครั้งนี้จะมีการแห่ถ้วยแชมป์รอบถนนราชดำเนินกลาง มีจำหน่ายเสื้อเพื่อหาทุนมาดำเนินงานด้วย

“แฮมทาโร่” ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียวในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มาจาก “pop culture” ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม วัฒนธรรมร่วมสมัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง (โดยตรง) ถูกหยิบมาใช้ในการเคลื่อนไหวมากมาย ตั้งแต่ “นินจานารุโตะ”, “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ไปจนถึงบทภาพยนตร์ไทยอย่าง “หอแต๋วแตก” ก็ปรากฏในกิจกรรมของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

หลายทศวรรษที่ผ่านมา วัฒนธรรมร่วมสมัยปรากฏในการเคลื่อนไหวทางสังคมมากขึ้น สังเกตได้ว่า “สื่อบันเทิง” เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากอันดับต้น ๆ การชู 3 นิ้ว อันเป็นสัญลักษณ์ของ “การต่อต้าน” ที่เห็นบ่อยในช่วงหลายปีหลังนี้ก็มาจากรายละเอียดในโครงเรื่องของภาพยนตร์ชุด “The Hunger Games”

สัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ซึ่งพบเห็นกันบ่อยที่สุดในกิจกรรมทั่วโลก คือ หน้ากาก “กาย ฟอว์กส” (Guy Fawkes) จากภาพยนตร์เรื่อง “V For Vendetta” (2005) ตัวเอกในภาพยนตร์นี้มีพฤติกรรมแนวอนาธิปไตย เคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาลเผด็จการ โดยเขาสวมหน้ากากสีขาวที่ถอดแบบจากใบหน้าของ “กาย ฟอว์กส” ซึ่งถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ก่อกบฏวางแผนสังหารกษัตริย์อังกฤษ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1600 หลังจากภาพยนตร์เผยแพร่หน้ากาก “กาย ฟอว์กส” ถูกนำมาใช้ในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างแพร่หลาย

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ถูกนำมาใช้ คือ “Joker” (2019) การประท้วงในเลบานอน และการชุมนุมอีกหลายแห่ง มีผู้ร่วมชุมชนบางกลุ่มแต่งกายเป็น “ตัวตลก” สืบเนื่องจากเนื้อหาว่าด้วยความแตกต่างทางชนชั้นในหนังที่ดัดแปลงมาจากตัวละครดังในคอมิกของอเมริกันชน

หากมองในภาพกว้างไปกว่าเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง pop culture มีบทบาทและแทรกซึมอยู่ในวงจรระดับมหภาคและจุลภาคอีกหลายแง่มุม ในทางเศรษฐกิจหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรณีสหรัฐอเมริกากับจีน ข้อมูลสินค้า 5 ประเภทที่จีนนำเข้าจากสหรัฐมากที่สุด ซึ่งเปิดเผยเมื่อปี 2014 คือ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องนอน, ของเล่น, เครื่องกีฬา และรองเท้า ล้วนมีองค์ประกอบเกี่ยวกับวัฒนธรรมร่วมสมัยอยู่ทั้งสิ้น

ตราบใดที่มนุษย์ (รุ่นใหม่) ยังไม่ขาด “ความคิดสร้างสรรค์” เชื่อว่า รูปแบบการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยังมีแนวโน้มจะปรากฏสู่สาธารณชนอีกหลายกรณี ยิ่งมีทักษะใช้ “เครื่องมือ” สื่อกลางอย่างคล่องแคล่ว ยิ่งมีโอกาสสร้างการรับรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...