โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วังไกลกังวล สมัยรัชกาลที่ 7 ขณะเกิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 และ กบฏบวรเดช 2476

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 มี.ค. 2565 เวลา 12.55 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2565 เวลา 12.54 น.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

วังไกลกังวล สถานที่แปรพระราชฐาน ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สร้างสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  จากความพอพระราชหฤทัยส่วนพระองค์ เพราะทรงโปรดหัวหินเป็นทุนเดิม เช่นนี้จึงเสด็จแปรพระราชฐานอยู่หลายครั้ง ซึ่งมีอยู่ 2 คราว ขณะที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศขึ้นขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่ไกลกังวล นั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และเหตุการณ์กบฏบวรเดช 2476

เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎรนำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนา นำกำลังชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และอ่านคำแถลงการณ์ของคณะราษฎร อันมีเจตนาคือสถาปนาประชาธิปไตย

ในวันเดียวกันนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ ณ สวนไกลกังวล ทรงทราบความเมื่อพระยาอิศราธิราชกราบบังคมทูลเรื่องเหตุจลาจลในกรุงเทพฯ ว่า “เมื่อทรงทราบข้อความในโทรเลขฉบับนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ‘ฉันก็รู้อยู่เหมือนกันว่าจะมีผู้ก่อการจลาจล แต่ไม่นึกจะเร็วอย่างนี้’ ”

เจ้าพระยามหิธรผู้ทำหน้าที่ราชเลขาธิการ และเสนาบดีมุรธาธร อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสเรียกเจ้านายผู้ใหญ่และเสนาบดีซึ่งอยู่ที่หัวหินไปประชุมพร้อมกันที่พระราชวังไกลกังวล เพื่อทรงหารือว่าจะยอมตามคำเรียกร้องของคณะราษฎรหรือจะต่อสู้” ในการหารือ ความคิดเห็นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย “ฝ่ายข้างมากเห็นว่าควรสู้เพื่อรักษาพระเกียรติ ส่วนฝ่ายที่ประชุมข้างน้อยเห็นว่าไม่ควรสู้ เพราะคณะราษฎรไม่ได้ตั้งใจกำจัดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากพระราชบัลลังก์

ขณะที่การหารือดำเนินอยู่ เรือรบหลวง “สุโขทัย” เข้าเทียบท่าทิ้งสมอ เพื่อให้นาวาตรีหลวงศุภชลาศัยนำสาสน์ของคณะราษฎรทูลเกล้าฯ ถวาย โดยมีใจความสำคัญคือ

คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้นไว้เป็นประกัน คณะราษฎรไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ก็เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกลับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรหนังสือของคณะราษฎรแล้ว ทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบแก่คณะราษฎร โดยมีใจความสำคัญคือ “คณะทหารมีความปรารถนาจะเชิญข้าพเจ้ากลับพระนครเป็นกษัตริย์อยู่ภายใต้พระรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าเห็นแก่ความเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ และความจริงข้าพเจ้าก็คิดอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ จึงยอมรับที่จะช่วยเป็นตัวเชิด เพื่อให้คุมโครงการตั้งรัฐบาลให้เป็นรูปวิธีเปลี่ยนแปลงตั้งพระธรรมนูญโดยสะดวก”

เวลา 18.00 นาฬิกา วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2475  พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ

กบฏบวรเดช (11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 )

คณะกู้บ้านกู้เมืองนำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ขั้วตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงาน และอุดมการณ์ของคณะราษฎร จึงมีความพยายามที่จะนำระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมา โดยรวบรวมกำลังพลจากหัวเมืองและกรุงเทพฯ เพื่อก่อการ ท้ายที่สุดถูกปราบปรามลงโดยรัฐบาลและเรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า “กบฏบวรเดช”

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชนั้นเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์  ซึ่งเป็นพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดพระองค์หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดว่า พระองค์ทรงสนับสนุนเพื่อนำการปกครองกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระองค์ทรงเป็นกลางไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยสถานการณ์ที่สับสนและไม่สู้ดีนัก ทำให้พระองค์ต้องตัดสินพระทัยเสด็จออกจากวังไกลกังวล ในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2476

การเดินทางในครั้งนั้นหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล สะท้อนภาพเหตุการณ์วันนั้นไว้ผ่านเรื่อง “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ข้าพเจ้าจะไม่ลืมภาพที่ในหลวงเสด็จออกจากหัวหินคืนนั้นได้เป็นอันขาด! ไฟปิดมืดครึ้มครือ มีแต่เสียงพึมพำเคลื่อนไหวของคนทุกพวกทุกเหล่าที่อยู่ในวังเวลานั้น จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ผู้ใดมีอาวุธอย่างใดก็ติดตัวไปหมด ทหาร 2 คนเดินผ่านข้าพเจ้ามา เขาเปิดไฟฉายออกให้ดูทางที่ถนนแล้วกระซิบว่า- “อย่ากลัว, กระหม่อมถวายชีวิตวันนี้” แล้วตบซองปืนที่อยู่กับตัวสองข้าง ข้าพเจ้าเงยหน้าดูจึงเห็นว่า-หลวงอภิบาลฯ และหลวงประเสริฐฯ ราชองครักษ์ในหลวง เราจับมือกันด้วยความรู้สึกว่า คราวนี้จะสู้ตายด้วยกัน ไม่มีจับกันอีก !

ลมมรสุมในเดือนตุลา ซึ่งเคยมีอยู่ซู่ซ่าทุกวันหยุดนิ่งเงียบสงัด ไม่มีเสียงอันใดนอกจากเสียงเครื่องยนตร์เรือพระที่นั่ง ซึ่งโตกว่าเรือธรรมดาเพียงนิดเดียว  พวกทหารห้อมล้อมในหลวงให้เสด็จไปลงเรือที่ชายหาด แล้วทุกคนก็ยืนถวายความคำนับอยู่ในความมืดขมุกขมัวนั้น ต่างคนต่างยืนตะลึงดูเรือลำนั้น ว่าจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ?…”

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จไปประทับที่จังหวัดสงขลาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเศษเพื่อหนีเหตุการณ์ความวุ่นวายกรณีกบฏบวรเดช  และเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2476 เพื่อเป็นประธานเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 10 ธันวาคม ปีเดียวกัน

อ้างอิง

กรรณิการ์ ตันประเสริฐ.  จดหมายเหตุวังไกลกังวล สมัยรัชกาลที่ 7,กรุงเทพฯ:  มติชน, 2546.

ณัฐพล ใจจริง. เบื้องแรกปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม 2475 กบฏวรเดช, กรุงเทพฯ: มติชน, 2559.

ปรามินทร์ เครือทอง.  หัวหิน,  กรุงเทพฯ:  มติชน.

ส. พลายน้อย. ตามรอยเบื้องพระยุคคลบาท พระบาทสมเด็จฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพฯ: มติชน, 2550.

นายสุจินดา. พระปกเกล้าฯ กษัตริย์นักประชาธิปไตย, กรุงเทพฯ: สยาม, 2519.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...