โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น่าเป็นห่วง “สังคมสูงวัย” แนวโน้มประชากรของไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ต.ค. 2564 เวลา 12.30 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2564 เวลา 01.23 น.

Healthy aging ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ในเดือนตุลาคมมีผู้ที่เกษียณอายุหลายคนที่คาดหวังว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือให้เป็นประโยชน์และมีความสุขให้มากที่สุด ซึ่งผมจะขอให้ข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุอย่างคร่าว ๆ แต่จะขอประเมินภาพใหญ่ที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับแนวโน้มการแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรของไทยซึ่งจะต้องเร่งรีบแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

เมื่ออายุ 60 ปีแล้ว คำถามที่สำคัญคือน่าจะมีอายุยืนต่อไปอีกกี่ปี ซึ่งสถิติในประเทศพัฒนาแล้วพบว่าผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่ปัจจุบันอายุ 60 ปีจะมีอายุคาดเฉลี่ย 26 ปี ซึ่งสูงที่สุดในโลก สำหรับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ในยุโรปนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 23-25 ปี สำหรับประเทศไทยนั้นผู้ที่อายุ 60 ปีจะมีอายุคาดเฉลี่ยเท่ากับ 21 ปี

กล่าวคือจะเสียชีวิตเฉลี่ยอายุ 81 ปี โดยจะมีส่วนต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงประมาณ 5 ปี แปลว่าผู้ชายไทยที่ปัจจุบันอายุ 60 ปีนั้น น่าจะอายุยืนถึงประมาณ 78-79 ปี และผู้หญิงประมาณ 83-84 ปี

หากต้องการจะมีอายุยืนมากกว่านั้น ก็ควรอ่านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2018 ซึ่งอาศัยข้อมูลการดำเนินชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้หญิง 78,865 คน และผู้ชาย 44,354 คน โดยติดตามพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นเวลา 27 ปี มีข้อสรุปว่า หากสามารถปฏิบัติตามกฎ 5 ข้อดังต่อไปนี้ ผู้หญิงจะอายุยืนขึ้นอีก 14.1 ปี และผู้ชายจะอายุยืนขึ้นอีก 12.1 ปี ได้แก่

1.กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

2.ออกกำลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที

3.ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน หรือผอมเกินไป (BMI ไม่ต่ำกว่า 18.5 ไม่สูงกว่า 25)

4.ดื่มไวน์ได้วันละไม่เกิน 1 แก้วสำหรับผู้หญิง และ 2 แก้วสำหรับผู้ชาย

5.ห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด

ทั้งนี้เป็นการคำนวณอายุคาดเฉลี่ยของบุคลากรดังกล่าวที่มีอายุ 50 ปี ดังปรากฏในตารางข้างล่าง

นักวิจัยชี้ว่าการปฏิบัติตามกฎ 5 ข้อนั้น ข้อที่ทำได้ยากที่สุดคือการควบคุมน้ำหนัก กล่าวคือมีเพียง 5% เท่านั้นที่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ได้ เนื่องจากมีจำนวนผู้ที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างมาก

การดูแลสุขภาพนั้นย่อมมีความสำคัญอย่างมากต่อตัวของผู้สูงอายุเอง แต่เรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการแก่ตัวของประชากรที่กำลังจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตของประเทศและของเศรษฐกิจไทย ซึ่งผมเห็นว่าจะต้องมีมาตรการออกมาจัดการกับปัญหาการแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรอย่างเร่งด่วน และขอสรุปประเด็นปัญหาโดยอาศัยข้อมูลจากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยปี 2563 ดังนี้

1.ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2565 กล่าวคือจะมีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปี หรือมากกว่า) จำนวน 12 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 20% ของประชากรทั้งหมด โดยประเทศไทยใช้เวลาเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์เพียง 17 ปี ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีเวลาเตรียมการมากถึง 50-100 ปี

2.ปี 2562 เป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุมากกว่าเด็ก และในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 3.5% ต่อปี ในขณะที่ประชากรในวัยทำงาน (อายุ 15-49 ปี) จะลดลงจาก 43 ล้านคนในปี 2563 เหลือ 36 ล้านคนในปี 2583 ในปี 2563 ที่ผ่านมา มีจำนวนประชากรผู้อายุเพิ่มขึ้นประมาณ 420,000 คน ในขณะที่มีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 587,000 คน

3.ในปี 2563 (ที่ COVID-19 เริ่มระบาด) มีคนเกิดมากกว่าคนตายเพียง 85,930 คน คิดเป็นอัตราการเพิ่มประชากรเพียง 0.12% ต่อปีเท่านั้น และผมเชื่อว่าในปีนี้ที่ COVID-19 ระบาดหนักมากขึ้นและเศรษฐกิจยังตกต่ำอยู่ จำนวนผู้เกิดใหม่ก็ยังจะไม่น่าเพิ่มขึ้นได้มากนัก แม้ว่าจำนวนผู้สูงอายุที่เสียชีวิตจาก COVID-19 คงจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

4.หากแนวโน้มในอนาคตเป็นไปเช่นในอดีต ก็คาดการณ์ว่าอัตราส่วนประชากรวัยแรงงานต่อประชากรสูงอายุจะลดลงจาก 3.6 คน ณ ปี 2563 เหลือเพียง 1.8 คน เพราะจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8 ล้านคน ในขณะที่คนในวัยทำงานจะลดลงประมาณ 7 ล้านคน

5.ตัวเลขจำนวนประชากรที่เป็นข้อมูลของสภาพัฒน์ โดยอ้างแหล่งที่มาจากกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าประชากรของไทยลดลงในปี 2563 เท่ากับ 66.18 ล้านคน ต่ำกว่าจำนวนประชากรในปี 2562 คือ 66.56 ล้านคน ดังปรากฏในตาราง

ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการระบาดของ COVID-19 ในปี 2564 นี้ ไม่ได้ดีไปกว่าปี 2563 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ประชากรของประเทศไทยจะลดลงไปอีกในปีนี้ ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ ที่ประเมินว่าประชากรของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นไปจนถึงปี 2573

ปัญหาการลดลงของประชากรนั้นจะต้องรีบแก้ไข เพราะเวลาน่าจะเหลือน้อยมากแล้ว การทำให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต และการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอาจเป็นการชะลอปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ย่อมจะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ ความต้องการมีลูกที่ลดลงอย่างมาก และน่าจะเป็นแนวโน้มเช่นนี้ต่อไปอีกนาน หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นระบบออกมาแก้ไข ซึ่งผมจะขอเขียนถึงแนวทางส่งเสริมให้อัตราการเกิดใหม่สูงขึ้นในตอนต่อไปครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...