โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โดนโจรไซเบอร์หลอกโอนเงิน ต้องทำอย่างไร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 มี.ค. 2566 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2566 เวลา 02.47 น.

สแกน พระราชกำหนดป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ ฉบับใหม่ ผู้เสียหายต้องแจ้งธนาคารก่อนแจ้งตำรวจ ให้อำนาจแจ้งความทุกช่องทาง สกัดเงินออกนอกประเทศ วอนประชาชนที่เปิดบัญชีม้าให้ไปยกเลิกก่อนโดนแจ้งจับจำคุก 2-5 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000-500,000 บาท

วันที่ 19 มีนาคม 2566 เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งได้ปลดล็อกอำนาจให้ประชาชนผู้เสียหาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาสกัดเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชน

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้เรียบเรียงข้อกฎหมายนี้ใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ ให้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนที่ พรก. ฉบับนี้ให้อำนาจไว้

ขั้นตอนแรก แจ้งธนาคารที่ใช้บริการให้เร็วที่สุด

หากมีความสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง หรือการโดนแฮกหรือโดน “ดูดเงิน” ให้ติดต่อธนาคาร “ทันที” ทั้งทางโทรศัพท์มือถือ สาขา หรือแอปพลิเคชั่น

จากนั้นธนาคารจะระงับธุรกรรมดังกล่าวเป็นเวลา 7 วัน โดยสมาคมธนาคารไทย ได้ร่วมมือกันแบ่งปันข้อมูลบัญชีผู้กระทำผิดข้ามธนาคารโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดังนั้นหากมีการแจ้งและรับเรื่องเร็วและระงับธุรกรรมได้ทันท่วงที เงินของผู้เสียหายจะยังไม่ออกจากประเทศไทยไป และสามารถติดตามกลับได้

อย่างไรก็ตาม ระบบการระงับธุรรกรรมยังไม่เป็นอัตโนมัติ จึงยังมีความล่าช้าในการปิดเส้นทางการเงินกรณีที่มิจฉาชีพโอนเงินข้ามไปต่างธนาคาร ซึ่งระบบออโตเมชันจะเสร็จสมบูรณ์เร็วๆ นี้

ขั้นตอนที่สอง แจ้งความร้องทุกข์ภายใน 72 ชั่วโมง

กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจธนาคารระงับธุรกรรมไว้ “ชั่วคราว” ได้ “ทันที” ต่างจากอดีตที่การระงับธุรกรรมต้องขอคำสั่งหรือใบแจ้งความจากเจ้าหน้าที่ทางกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

ดังนั้น การให้อำนาจแก่ผู้ร้องทุกข็และธนาคารระงับธุรกรรมเพื่อยื้อเวลาให้ผู้เสียหายได้เข้าไปร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศ แม้เหตุไม่ได้เกิด ณ ท้องที่นั้นๆ จากเดิมที่มักประสบปัญหาว่าเจ้าพนักงานปฏิเสธการร้องทุกข์เนื่องจากการกระทำผิดเกิดคนละท้องที่ สร้างความลำบากให้กับประชาชนในการเดินทางไปแจ้งความ

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถแจ้งความร้องทุกข์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (thaipoliceonline.com)

จากนั้นพนักงานสอบสวน จะเข้าไปตรวจสอบและพิสูจน์ตัวตนของผู้ร้องทุกข์ว่าเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ เป็นเจ้าของบัญชีจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งและแจ้งความเท็จ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน

จากนั้นหลักฐานจากจากการร้องทุกข์จะสามารถนำไปแจ้งระงับธุรกรรมถาวรในบัญชีธนาคาร (กรณีที่เงินยังไม่ออกไปนอกระบบธนาคาร) และบัญชีมิจฉาชีพปลายทางจะถูกขึ้นเป็นบัญชีดำและเพิกถอนต่อไป

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. (ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์) กล่าวว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว ให้อำนาจผู้เสียหายสามารถแจ้งความกับพนักงานสอบสวนได้ทั่วประเทศ หรือผ่านระบบการรับแจ้งความออนไลน์ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเตรียมความพร้อมในส่วนพนักงานสอบสวนและระบบการรับแจ้งความออนไลน์ ให้รองรับ

“ประการแรกเราได้ออกหนังสือแจ้งเวียนแก่ทุกสถานีทั่วประเทศ ประการที่สองกฎหมายให้อำนาจผู้แจ้งความตามสมัครใจ และประการสุดท้าย ผบ.ตร.ได้ให้งบประมาณในการอบรมและพัฒนาตำรวจทั่วประเทศแล้ว”

ก่อนนี้ การแจ้งความร้องทุกข์มีความยากลำบาก เพราะเจ้าหน้าที่สอบสวนไม่สามารถทำงานข้ามเขตท้องที่ได้ แต่ได้มีการกำชับแล้วว่าให้รับเรื่องแจ้งความอาชญากรรมออนไลน์ไว้ทั้งหมด แล้วให้เจ้าพนักงานสอบสวน ไปพิสูจน์ตัวตนว่าเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ตามเขตท้อฃที่ที่รับผิดชอบ แต่ย้ำว่าผู้เสียเเจ้งความที่ไหนก็ได้

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวด้วยว่าจากการที่ ผบ.ตร. ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกท้องที่แล้ว ดังนั้นหากเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้งความอาชญากรรมออนไลน์ถือว่ามีความผิด ดังเช่นที่เกิดก่อนหน้านี้ที่ สน.สามเสน

นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้กวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดฐานเปิดบัญชีม้าและซิมม้า รวมถึงผู้เป็นธุระจัดหาหรือโฆษณาบัญชีม้าและซิมม้ามาดำเนินคดีต่อไป

เตือนคนรับจ้างเปิดบัญชีม้า-ซิมม้า มี “แบล็คลิสต์” แล้วนับหมื่นราย

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า จากการแบ่งปันข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ 7 หน่วยงาน ทำให้พบเห็นความผิดปกติในการทำธุรกรรม หรือบัญชีที่เข้าข่าย “บัญชีม้า” ที่อาศัยคนอื่นเปิดบัญชีบังหน้า ซึ่งได้มีการขึ้นบัญชีดำแล้วหลายหมื่นราย

ตามมาตรา 9 ของ พรก.นี้ การเปิดหรือยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือหมายเลขโทรศัพท์ของตนเอง (“บัญชีม้า” เพื่อใช้กระทําความผิด) มีโทษจําคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท

ส่วนบทลงโทษตามมาตรา 10 และ 11 การเป็นธุระจัดหาหรือโฆษณาเพื่อให้มีการ ซื้อ ขาย เช่า ยืม บัญชีเงินฝาก/หมายเลขโทรศัทพ์ (เพื่อใช้กระทําความผิด) มีโทษจําคุก 2 – 5 ปี หรือปรับ 200,000 – 500,000 บาท

“ขอเตือนพี่น้องประชาชนที่รับจ้างเปิดบัญชีม้า ซิมม้า ให้รีบไปยกเลิกหรือปิดบัญชีเสีย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีไว้เพื่อสนับสนุนอาชญากรรมไซเบอร์”

อย่างไรก็ตาม หากมีการเรียกดำเนินคดี การพิสูจน์ความผิดจะดูว่ามีการนำบัญชีนั้นมีคงามเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม หรือแม้แต่มีการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตนย่อมส่งผลต่อความรับผิดของเจ้าของบัญชี

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์สำหรับการทำธุรกรรมบนแอปพลิเคชั่น รวมถึงการกำหนดการโอนเงินขั้นต่ำ จะทำให้ทางการสามารถตรวจจับความผิดปกติในการทำธุรกรรมได้ดียิ่งขึ้น และจะมีการพบบัญชีม้ามากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่นการโอนเงินเกินวันละ 20,000 ต้องแสกนใบหน้า มิจฉาชีพอาจไปใช้วิธีค่อยๆ โอนที่ละเล็กละน้อยแต่ก็ถี่ขึ้น ซึ่งข้อมูลการโอนถี่ๆ ที่ผิดปกติเหล่านี้จะถูกตรวจจับและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานจำนวนมากเพื่อระบุพฤติการณ์ว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ เพื่อยับยั้งการโอนเงินออกนอกระบบธนาคารไทยให้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.วรวัฒน์ ย้ำว่า ปัญหาสำคัญของการป้องกันเงินไหลออก คือ ความรวดเร็วในการแจ้งระงับธุรกรรม แม้ธนาคารจะมีระบบที่รวดเร็วแต่ประชาชนอาจจะรู้ตัวช้าและเงินได้โยกย้ายออกไปแล้ว

นายวิทยา นีติธรรม ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กล่าวว่า ได้มีการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการปฏิบัติตามพระราชกำหนดฉบับนี้ โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการรองรับข้อมูลที่ได้จากธนาคารและสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามพระราชกำหนดฉบับนี้

และสำนักงาน ปปง. ยังได้ร่วมประชุมกับสมาคมธนาคารไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาโดยตลอดในเรื่องของระบบการรับส่งข้อมูลให้มีประสิทธิภาพและความรวดเร็ว นอกจากนี้ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจัดทำรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือการฟอกเงินจัดส่งให้กับธนาคารเพื่อเฝ้าระวังและระงับช่องทางการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

“กรณีตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายบัญชีม้าหรือคาดว่าจะเป็นบัญชีม้าเพื่อไม่ให้ถูกใช้ในการกระทำความผิดต่อไป สำนักงาน ปปง. อยากให้ความมั่นใจกับทุกภาคส่วนว่าจะให้ความร่วมมือและดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้หมดไป”

สรุปสาระสำคัญ พรก.ป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ พ.ศ.2566

พ.ร.ก.นี้ เป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐกว่า 7 องค์กรในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกำหนดแนวทางป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตลอดจนผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอเปอร์เรเตอร์)

โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นหัวหอกในการนำมาตรการต่างๆ เข้าสู่ ครม. เพื่อออกเป็นพระราชกำหนดบังคับใช้ โดยสาระสำคัญ คือการอนุญาติให้หน่วยงานต่างๆ เข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน “ตามสมควร” เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายหรืออาชญากรรมไซเบอร์

มาตรา 4 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการกระทําความผิดอาชญากรรมเทคโนโลยีสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์/อินเทอร์เน็ต และผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง สามารถเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้สะดวกรวดเร็ว ผ่านระบบ/กระบวนการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้หน่วยงานรัฐ เช่น ตํารวจสามารถ นําข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ทันท่วงที

เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคาร ไม่มีอํานาจในการเปิดเผยแลกเปลี่ยนข้อมูลของ
ประชาชน ทําให้ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายนี้จะสร้างระบบให้หน่วยงานต่างๆ ทํางานร่วมกันได้อย่างสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

มาตรา 5 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการกระทําความผิดฯ ตํารวจ DSI หรือ ปปง. สามารถขอรับข้อมูลที่
เกี่ยวข้องจากผู้ให้บริการโทรศัพท์/อินเทอร์เน็ตได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

เนื่องจากที่ผ่านมาการขอรับข้อมูลจากผู้ให้บริการใช้ระยะเวลานาน ติดขัดกฎระเบียบต่างๆ ทําให้แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ไม่ทันท่วงที พ.ร.ก. นี้ จะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการขอข้อมูลได้เป็นอย่างมาก

มาตรา 6 หากมีเหตุอันควรสงสัยว่า บัญชีใดเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดฯ ธนาคารสามารถระงับการทํา
ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีดังกล่าวได้ทันที (ระงับไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน) และสามารถแจ้งต่อให้ธนาคารอื่นระงับ
ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

นอกจากนี้ หาก ตํารวจ หรือ ปปง. เป็นผู้พบเหตุฯ ก็สามารถแจ้งธนาคารให้ระงับการทําธุรกรรมได้ทันทีเช่นกัน ทั้งนี้ หากพ้น 7 วันแล้ว ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้ ให้ธนาคารยกเลิกการระงับการทําธุรกรรมดังกล่าว

ที่ผ่านมาธนาคารตํารวจ และ ปปง. จะสามารถระงับบัญชีได้ก็ต่อเมื่อมีผู้เสียหายแจ้งความ และมีขั้นตอนต่างๆ ทําให้ไม่สามารถระงับบัญชีต้องสงสัยได้ทันท่วงที พ.ร.ก. นี้ จะช่วยให้ธนาคารตํารวจ และ ปปง. ทํางานเชิงรุกเพื่อตรวจจับและระงับบัญชีต้องสงสัยได้ก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นการตัดช่องทางกระทําความผิดของอาชญากร)

มาตรา 7 หากประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียหายเป็นผู้แจ้งว่า บัญชีใดอาจเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด ธนาคารสามารถระงับบัญชีนั้นได้ทันที (ระงับไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน) และธนาคารสามารถแจ้งข้อมูลต่อให้ธนาคารอื่นทราบเพื่อระงับบัญชีอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยประชาชนผู้เสียหายต้องไปแจ้งความภายในภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อเป็นหลักฐาน และพนักงานสอบสวนจะต้องดําเนินการเกี่ยวกับบัญชีดังกล่าวภายใน 7 วัน หากไม่มีคําสั่งให้ระงับการทําธุรกรรมไว้ต่อไป ให้ธนาคารยกเลิกการระงับการทําธุรกรรมของบัญชีนั้น

ที่ผ่านมาธนาคารประสบปัญหาในการแจ้งระงับบัญชีต้องสงสัย เนื่องจากมีขั้นตอนมากโดยต้องรอให้ประชาชนแจ้งความร้องทุกข์ และมีคําสั่งจากเจ้าหน้าที่ตํารวจให้ระงับบัญชีหรือการทําธุรกรรมนั้น
เสียก่อน ทําให้ธนาคารไม่สามารถระงับบัญชีต้องสงสัยได้ทันท่วงที

พ.ร.ก. นี้ จะช่วยให้ธนาคารสามารถระงับบัญชีหรือธุรกรรมต้องสงสัยได้ทันทีที่ได้รับแจ้งจากประชาชน ทําให้ประชาชนแจ้งระงับบัญชีต้องสงสัยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

มาตรา 8 สามารถแจ้งธนาคารทางโทรศัพท์หรือทางอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ (ไม่ต้องทําหนังสือเป็นทางการหรือกรอกแบบฟอร์ม) นอกจากนี้ การแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งที่กองบัญชาการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือสถานีตํารวจใดก็ได้ทั่วประเทศ (ไปที่สถานีตํารวจ หรือแจ้งทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้)

มาตรา 9 การเปิดหรือยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือหมายเลขโทรศัพท์ของตนเอง (เพื่อใช้กระทําความผิด) มีโทษจําคุก 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท

มาตรา 10 และ 11 การเป็นธุระจัดหาหรือโฆษณาเพื่อให้มีการ ซื้อ ขาย เช่า ยืม บัญชีเงินฝาก/หมายเลขโทรศัทพ์(เพื่อใช้กระทําความผิด) มีโทษจําคุก 2 – 5 ปี หรือปรับ 200,000 – 500,000 บาท

การเรียบเรียงนี้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบโดยย่อเท่านั้น หากต้องการอ้างอิงข้อกฎหมายควรศึกษาจากพระราชกําหนดฯ ฉบับทางการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...