โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[สัมภาษณ์] ‘Raine Cloud’ ท่วงทำนองของเมฆฝนกับเพลงเหงา ๆ เศร้า ๆ ที่ทำให้เรามีความสุข

BT Beartai

อัพเดต 25 เม.ย. 2566 เวลา 11.53 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2566 เวลา 05.14 น.
[สัมภาษณ์] ‘Raine Cloud’ ท่วงทำนองของเมฆฝนกับเพลงเหงา ๆ เศร้า ๆ ที่ทำให้เรามีความสุข

‘Raine Cloud’ คือศิลปินดูโอ้ เน – เนติรัฐ จันทร์โต กับ ตาว – อุกฤษฎ์ นรากุลรัศมี จากค่ายเวย์เฟอร์ เรคอร์ดส์ (Wayfer Records) ภายใต้สังกัดวอร์นเนอร์ มิวสิค ผู้มาพร้อมเพลงในสไตล์ที่พวกเขานิยามกันว่า ‘Boring Pop’ ที่ไม่น่าเบื่ออย่างชื่อแต่กลับพามาซึ่งท่วงทำนองนุ่มนวลชวนล่องลอยและเคลิบเคลิ้ม ผ่านบทเพลงที่ทำให้คนที่ฟังนึกจินตนาการตามไปถึงเรื่องราวที่ต้องการจะเล่าให้ฟังในภาษาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของพวกเขา

ล่าสุด Raine Cloud ได้ปล่อยซิงเกิล “Parfum” บทเพลงเคลิ้มเหงาที่พาใจเราล่องลอยไปกับท่วงทำนองอันละมุนคล้ายดังกลิ่นน้ำหอมที่กระจายฟุ้งและปลุกความทรงจำของเราให้ลอยฟุ้งขึ้นมา Beartai Buzz ได้มีโอกาสพูดคุยกับสองหนุ่ม เน-ตาว ‘Raine Cloud’ กับเรื่องราวของบทเพลงใหม่และเรื่องราวบนเส้นทางสายดนตรีของพวกเขา มาทำความรู้จัก ‘Raine Cloud’ ให้ดียิ่งขึ้นผ่านบทสนทนานี้กัน

‘Raine Cloud’ เน – เนติรัฐ จันทร์โต (ร้องนำ) กับ ตาว – อุกฤษฎ์ นรากุลรัศมี (กีตาร์)
‘Raine Cloud’ เน – เนติรัฐ จันทร์โต (ร้องนำ) กับ ตาว – อุกฤษฎ์ นรากุลรัศมี (กีตาร์)

ซิงเกิลล่าสุด “PARFUM” มีที่มายังไง มีแรงบันดาลใจจากอะไร

เน : เหมือนตามชื่อเลยครับคือตอนแรกไอเดียแรกเลยผมรู้สึกว่าผมอยากเขียนเพลงเศร้าก่อน แล้วเพราะว่าเหมือนเพลงที่ผ่านมาของ Raine Cloud มันไม่ค่อยมีเพลงเศร้าเท่าไหร่ เหมือนกับเป็นการออกตามหาอะไรซะมากกว่า แล้วผมก็นึกถึงคำว่า ‘ฟูมฟาย’ มาก่อนเลย และก็นึกต่อว่าอะไรมันทำให้ฟูมฟายได้บ้าง อะไรมัน ‘พา-ฟูมฟาย’ ได้บ้าง มันก็เลยเอ๊ะกับคำว่า ‘พาฟูม’ ก็เลยนึกไปถึงการเล่นคำระหว่างคำว่า Perfume (น้ำหอม) กับคำว่า ‘พา-ฟูม(ฟาย)’ ก็เลยหยิบคำนี้มา ซึ่งจริง ๆ มันประจวบเหมาะกับตอนที่ผมเคยเอาขวดน้ำหอมเก่าที่บ้านมาดม แล้วจังหวะนั้นผมเหมือนมีภาพแฟลชแบ็กมาเต็ม ด้วยความที่มันเป็นขวดน้ำหอมสมัยผมอยู่มหาลัยปีหนึ่งปีสอง ผมเคยใช้กลิ่นนี้แล้วผมเลิกใช้ไปนานแล้วก็จำกลิ่นมันไม่ได้แล้วด้วย แต่พอผมดมทีเดียวมันแบบเหมือนมีแฟลชแบ็กตอนที่เราเคยมีชีวิตในช่วงปีหนึ่งปีสองใช้ชีวิตกับกลุ่มเพื่อน ๆ ตอนนั้นชีวิตเราทำอะไรอยู่ มันมีภาพแฟลชแบ็กมาหมดเลย ผมก็เลยมีไอเดียว่าเฮ้ยความรู้สึกแบบนี้น่าจะเอาไปแต่งเป็นเพลงนะ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนยังไงจะเล่ายังไง จนกระทั่งได้ชื่อ “PARFUM” มาก็เลยตัดสินใจว่าเราจะเขียนเพลงด้วยแก่นของชื่อนี้แหละ

แล้วในส่วนของดนตรีมีวิธีทำยังไงบ้าง

ตาว : เพลงนี้จะเป็นเนขึ้นไอเดียมาก่อนว่าเป็นเพลงประมาณนี้นะเป็นเพลงเศร้า ๆ หน่อย เพราะว่าเพลงที่ผ่านมามันเหมือนจะเศร้าแต่เศร้าไม่สุด เพลงนี้เราก็เลยอยากทำให้มันออกมาเป็นเพลงเศร้าที่ชัดเจน ก็เลยดีไซน์บรรยากาศของเพลงให้มันมีความรู้สึก มีกลิ่นหอม มีความรู้สึกที่ฟุ้งกระจายบางอย่างเหมือนน้ำหอม ส่วนของดนตรีผมก็จะขึ้นริทึ่มมาก่อนครับ คิดจากกลองก่อนแล้วก็ค่อยมาคอร์ด จากนั้นก็มากีตาร์ครับ แล้วก็พยายามหาซาวด์หลาย ๆ อย่างที่มันช่วยสร้างบรรยากาศเช่นจากพวกซินธ์หรือพวก arpeggiator ใน DAW ในหัวผมตั้งใจจะสร้างบรรยากาศที่มันมีความฟุ้ง กระจาย ล่องลอยครับก็เลยพยายามหาซินธ์ที่มันมีเสียงสูง ๆ แล้วก็มามาใส่พวก arpeggiator ให้สื่อถึงความหอมฟุ้งกระจายตามคอนเซ็ปต์เพลง ถ้าลองตั้งใจฟังดูก็จะได้ยินเสียงซินธ์ยุ่บยั่บ ๆ อยู่ข้างหลังเต็มไปหมดเลยครับ ส่วนพาร์ตของกีตาร์เป็นสิ่งที่ตั้งใจตั้งแต่แรกเลยว่าจะต้องมี ไม่ว่าจะมาเป็นส่วนหลัก ๆ หรือจะเป็นส่วนเสริมก็ต้องมีกีตาร์ด้วย ส่วนเรื่องทางเดินคอร์ด ผมก็ลองเล่นไปและก็ฮัมเป็นคำมั่ว ๆ ไปก่อนครับ เพื่อที่จะดูว่ามันเข้ากับอารมณ์เพลงไหม มันได้อารมณ์แบบที่ต้องการแล้วรึยัง ก็ลองเอาไปให้เนฟีดแบ็กกลับมา และจากนั้นขั้นตอนสุดท้ายก็จะเป็นเนมาใส่เมโลดี้ใส่เนื้อร้องครับ

ในส่วนของเนื้อร้องมีวิธีการเขียนยังไง ตั้งชื่อก่อนไหม ?

เน : ผมจะไม่ตั้งชื่อก่อนครับ สำหรับผมแล้วมันแอบยากอยู่เหมือนกันเพราะบางทีผมจะเป็นคนเขียนเพลงจากเมนไอเดียก่อน คือขั้นแรกผมต้องได้เมนไอเดียสักอันหนึ่งก่อนเพื่อที่จะเขียนมัน และพอเรามีแกนจับยึดไว้ได้เราก็จะเขียนต่อจากแกนนั้นครับ สมมุติผมใช้คำว่าน้ำหอมเฉย ๆ เป็นตัวตั้งผมอาจจะเขียนไม่ได้ แต่ถ้าผมมีไอเดียว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับน้ำหอมผมก็จะเขียนได้เลย เขียนไปเรื่อย ๆ เกี่ยวกับสิ่งนี้ บรรยายไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยมานั่งคิดทีหลังหลังจากที่เราเขียนจบแล้ว ว่ามันมีคำไหนในเพลงหรือมีคำอื่นไหมที่มันเหมาะกับเพลงนี้ ซึ่งในเพลงนี้ก็คือคำว่า ‘พา-ฟูม(ฟาย)’ ก็เลยมาเป็น “PARFUM” นั่นเองครับ ส่วนวิธีการเขียนผมก็จะค่อย ๆ ไล่เขียนมาเรื่อย ๆ เป็นเรื่องราวแบบว่าตอนแรกนึกว่าลืมได้แล้วแต่จริง ๆ แล้วยังไม่ลืม แล้วก็มาพูดถึงเรื่องของสัมผัส มีการใช้คำที่สื่อถึงสัมผัสที่เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียง อะไรแบบนี้ ก็เล่าว่าความทรงจำของเรามันเหมือนมีรูป รส กลิ่น เสียง มีสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งเราลืมมันไปหมดแล้ว แต่แค่เพียงได้สัมผัสแค่กลิ่นน้ำหอมอย่างเดียว มันก็ทำให้สัมผัสทั้งหมดมันย้อนกลับมาหมดเลย

แล้วในส่วนของเอ็มวี ปกติแล้วเราจะมีส่วนในการครีเอตมากน้อยยังไง

ตาว : หลัง ๆ มาจะเป็นการประชุมกันมากกว่าครับ เหมือนแบบว่าเรามีไอเดียประมาณนี้ เราเห็นภาพประมาณนี้ ก็จะบรีฟกับทีมโปรดักชันไปอีกทีหนึ่งครับว่าเราอยากได้ประมาณไหน แล้วผู้กำกับว่าก็จะเอาไอเดียของเขากลับมาขายเราอีกทีหนึ่งว่าเขาจะไปเวย์นี้นะ มันก็เลยเป็นการทำงานแบบแชร์กันมากกว่าครับ แต่เมื่อก่อนผมจะเข้าไปคิดเยอะหน่อยเหมือนจะกำกับเองอยู่แล้ว แต่หลัง ๆ มาผมเริ่มอยากได้ไอเดียคนอื่นมาบ้างให้คนอื่น ๆ เข้ามาจอย เข้ามาสนุกด้วยกัน ก็จะได้ไอเดียคนอื่นเข้ามาผสมผสานกับเราครับ ส่วนในเอ็มวี “PARFUM” มันก็จะเล่าเกี่ยวกับกลิ่น แต่ไม่ใช่แค่กลิ่นน้ำหอม มันจะเป็นกลิ่นในชีวิตประจำวัน กลิ่นของความสัมพันธ์ของคน 2 คน ที่เคยอยู่ด้วยกัน ทำอะไรร่วมกัน มีช่วงเวลาร่วมกัน มันก็จะมีกลิ่นต่าง ๆ เกิดขึ้นในชีวิตในความสัมพันธ์ อย่างในเอ็มวีก็จะเห็นชามข้าว กลิ่นสบู่ กลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อ อะไรแบบนี้ครับ มันมีกลิ่นมากมายที่ไม่ใช่แค่กลิ่นน้ำหอม แต่มันเป็นกลิ่นที่อยู่ในชีวิตประจำวันและคนทุกคนต้องได้สัมผัสกับกลิ่นเหล่านี้ในชีวิตแต่ละวันของเรา

มาที่เรื่องราวของ Raine Cloud บ้าง จุดเริ่มต้นของวงนั้นเกิดขึ้นยังไง

เน : มันเริ่มมาจากที่ตอนนั้นผมกับตาวเราเรียนมาที่เดียวกันครับที่ศิลปากร แล้วพอเรียนจบต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ผมก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนตาวก็ทำงานอยู่ แล้วพอช่วงโควิดมันว่างประมาณนึงผมก็อยากทำเพลงก็เลยชวนตาวมาทำด้วยกัน แบบอยากทำเพลง ไม่อยากทำคนเดียวแล้ว อยากมีเพื่อนมาช่วยทำ ได้ทำด้วยกันขำ ๆ สนุก ๆ แล้วก็ลองส่งเดโม่ให้ตาวฟัง ตาวก็ส่งเดโมของตาวกลับมาให้ฟังด้วย ก็เลยแบบเฮ้ยทำเลย ๆ เลยเริ่มทำแบบไม่ได้คิดอะไร ส่วนชื่อวงก็มาจากการหาคำนาม 2 คำที่มันแทนตัวของผมกับตาว แล้วก็นึกไปถึงคำว่า “เรน” (Rain) กับ “คลาวด์” (Cloud) เป็น ‘เมฆฝน’ ซึ่งก็น่าจะเป็นอะไรที่จำง่ายแล้วก็เอามาทำคอนเทนต์อะไรต่อได้ด้วยอย่างเวลาเราอัปอะไรเราก็ใช้รูปหัวใจสีน้ำเงินหรืออีโมจิรูปเมฆฝนหรืออีโมจิรูปร่ม มันก็จะมีอะไรให้สนุก และชื่อของมันก็คล้องจองกับชื่อของเราด้วยครับ แบบ ‘เรนคลาวด์ – เนตาว’ อะไรแบบนี้นอกจากนี้ความเป็นเมฆฝนมันก็บอกมู้ดเพลงของเราได้ดี มันจะมีความซึมเหมือนฝนกำลังจะตก ก็เลยคิดว่ามันเป็นชื่อที่ดีที่เหมาะแล้วล่ะ ทีนี้คำว่า Raine มันจะมีตัว e อยู่ด้วยใช่ไหมครับ ซึ่งมันมาจากตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย มันจะมีถนนเส้นหนึ่งที่ผมจะต้องนั่งรถผ่านทุกวันชื่อว่า ‘Raine Square’ ผมก็เอ้ยมันแปลกมีตัว e ด้วย แล้วมันดูเท่ดี ผมก็เลยเอามันมาใช้ แถมมันยังมีชื่อผมในนั้นคือ ‘Ne เน’ ด้วย ก็เลยเอาแบบนี้ล่ะ

วัยเด็กของเน-ตาวเป็นยังไง เริ่มรู้ตัวว่าชอบดนตรีตั้งแต่ตอนไหน

เน : จริง ๆ แล้วผมน่าจะเริ่มรู้ตัวประมาณประถมประมาณป.4 -5 ครับ ผมเห็นเพื่อนเล่นกลองชุดตอนที่ไปค่ายลูกเสือกัน แล้วมันดูเท่มากเลย มันตีเพลง “ยาพิษ” ของ Bodyslam แล้วมันเท่มาก เราโดนกับสิ่งนี้เลย เลยคิดอยากเล่นดนตรี แต่ก็คิดอยู่ว่าจะเล่นอะไรดี ในหัวตอนนั้นก็จะมีกีตาร์กับกลองชุดครับ ผมรู้สึกว่ากีต้าร์ดูเท่ดี ก็เลยขอแม่เรียนกีตาร์ไฟฟ้า อยากเท่อยากโซโล แต่แม่ส่งไปเรียนกีตาร์คลาสสิกแทนครับ (หัวเราะ) ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ มันไม่เท่ ก็เลยหยุดเล่นไป พอมาช่วงเริ่มโตขึ้นมาหน่อยสักประมาณม.4 – 5 ก็มีเพื่อนชวนไปทำวง เพื่อนบอกว่าขาดมือเบสพอดี แล้วผมก็พอเล่นได้ก็เลยไปเล่นกับเพื่อน หลังจากนั้นก็เหมือนเราเริ่มชอบจริงจังแล้วพอมาเรียนมหาลัยก็อยู่คณะดนตรีแต่เราเรียนเป็นธุรกิจดนตรีแล้วก็มาเจอตาวเลยครับ ก็เป็นเพื่อนกันมายาวเลย

เน – เนติรัฐ จันทร์โต
เน – เนติรัฐ จันทร์โต

ตาว : ของผมถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณช่วงป.3 – 4 เหมือนตอนนั้นยังไม่ได้อินกับดนตรีอะไรเลย ก็คือคุณแม่อยากให้ลองเล่นดนตรีให้เป็นสักอย่าง คุณแม่ก็เลยจ้างครูมาสอนที่บ้านตอนนั้นจะสอนกีต้าร์คลาสสิกครับ สอนอ่านโน้ตด้วย แต่ตอนนั้นผมก็ไม่อิน ก็รู้สึกเบื่อ แต่จริง ๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องดีตอนโตนะครับ (เน : เออจริงตอนนั้นพวกเราน่าจะตั้งใจเรียนกันนะ (หัวเราะ) ) ตอนนั้นจริง ๆ อยากเล่นกีต้าร์ไฟฟ้า อยากเล่นเพลงร็อกมัน ๆ ครับ ตอนนั้นผมชอบพี่วิน-โปเตโต้มาก อยากเป็นประมาณนั้นบ้างอยากโซโล อยากเล่นอะไรที่มัน ๆ แบบสะบัดหัว ๆ พอเรียนไปได้ประมาณเดือนสองเดือนก็เลิก พอมาช่วง ม.1 เพื่อนเอากีตาร์โปร่งมาเล่นที่โรงเรียน แล้วเราก็คิดว่ามันเท่ดีก็เลยชวนกันฟอร์มวง ก็รวมเพื่อนกันมา 4 คนแต่ขาดมือเบส ก็แข่งกันกับเพื่อนว่าใครชนะได้เป็นมือกีตาร์ ใครแพ้ต้องมาเล่นเบส ผมเลยต้องไปเรียนกีตาร์อีกครั้งเพื่อจะมาแข่งกับเพื่อน ก็เล่นเพลงร็อกแบบ Metallica อะไรแบบนี้เลย แล้วก็มาขิงเพื่อนว่าเราเล่นเพลงนี้ได้นะ ถ้าเพื่อนแกะเพลงนี้เล่นไม่ได้จะมาเล่นกีตาร์แทนนะอะไรแบบนี้ จากนั้นก็ยาวมาจนถึง ม. 6 แล้วเข้ามหาลัย ก็มาเจอเนครับ

ตาว – อุกฤษฎ์ นรากุลรัศมี
ตาว – อุกฤษฎ์ นรากุลรัศมี

แล้วอะไรที่ทำให้เจอกันแล้วรู้สึกว่าถูกชะตาอยากมาทำเพลงด้วยกัน

เน : จริง ๆ ตั้งแต่ตอนสมัยมหาลัยเราเคยทำวงด้วยกันมาก่อนครับ แต่ผมเล่นเบส ตาวเล่นกีตาร์ แล้วก็มีเพื่อนที่เป็นนักร้องคนนึงอยู่แล้ว เราเลยรู้จักและสนิทกันประมาณนึ แต่ทีนี้เหมือนมันมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้วงเราต้องแยกทางกันไป แต่ใจผมก็รู้สึกว่าผมยังอยากทำเพลงอยู่ก็เลยไปหัดเรียนทำเพลงเอง หลังจากเรียนจบแล้วก็ไปเทคคอร์สข้างนอก แบบเฮ้ยใช้โปรแกรมยังไงวะ อัดเพลงยังไง เขียนเพลงยังไง ก็ลองมาเรื่อย ๆ จนถึงจุดหนึ่ง ประมาณปีนึงผมก็รู้สึกว่าทำคนเดียวมันคิดเยอะว่ะ มันไม่สนุกเลย มันต้องการเพื่อนแล้วล่ะผมก็เลยถามตาวว่ามาทำด้วยกันไหม ตาวเขาก็โอเคก็เลยมาทำด้วยกันครับ

ตาว : ตอนนั้นผมก็เหมือนกันครับพอเรียนก็ยังสนใจเรื่องการทำเพลงเหมือนกัน ก็มีไปเรียน ไปลองทำเพลงของตัวเองบ้างเหมือนกัน ประจวบเหมาะพอดีก็เลยมาทำด้วยกันกับเนครับ

จากเริ่มต้นทำเพลงกันเองตอนนี้เป็นศิลปินในสังกัดค่ายเวย์เฟอร์เรคคอร์ดส (Wayfer Records) แล้ว เรื่องราวเป็นมายังไง

เน : มันเริ่มเมื่อประมาณปีที่แล้วครับ คือตอนนี้เรามาอยู่กับค่ายจะครบปีแล้ว ตอนนั้นมีแมสเซจจากพี่คนหนึ่งชื่อพี่ลูกน้ำครับ เป็น A&R ของวอร์นเนอร์ก็ทักมาใน inbox ของ Raine Cloud บอกว่าชอบเพลงของเรานะสนใจมาคุยกับวอร์เนอร์ไหม ก็เลยได้ลองเข้าไปคุยครับ ซึ่งตอนที่พี่เขาทักมาผมก็ดีใจมาก โทรหาตาวเลยเฮ้ยมีพี่เขาสนใจเราเข้าไปคุยกันไหม

ตาว : ตอนแรกตอบช้าด้วยนะครับ เหมือนไม่ได้เข้าไปเปิดข้อความ เลยมาเป็นวัน

เน : ใช่ ๆ ตอนนั้นเหมือนผมทำงานอยู่ ตาวก็ทำงาน เลยไม่มีใครได้เห็นข้อความเลย ก็แบบว่าฉิบหายละ (หัวเราะ) รีบตอบพี่เขาไปเลย ทีนี้พอมาได้คุยกัน มาทำความรู้จักกับค่าย คุยกันว่าเราทำเพลงยังไง มีแนวทางยังไงกัน ซึ่งทัศนคติของเรากับค่ายก็ตรงกัน มันก็เลยลงตัวและได้เซ็นสัญญากันครับ มันประจวบเหมาะกับเราที่ตอนนั้นลองทำเองทุกอย่างแล้ว ทั้งเพลง ทั้งเอ็มวี คิดคอนเทนต์พีอาร์ ลองทำมาหมดแล้ว มันมีความรู้สึกว่ามันมีความล้าบ้าง เพราะเราทำงานแต่กับตัวเรา เราเลยต้องการทีมสำหรับเราในตอนนั้นก็เลยคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่พอดีสำหรับเราแล้วก็เลยตัดสินใจว่าโอเคเราจะเซ็นสัญญากับวอร์นเนอร์

เน-ตาว นิยามแนวเพลงของ Raine Cloud ไว้ยังไง

เน : แนวเพลงมันถูกสร้างมาใกล้ ๆ กับตอนที่ทำวงและคิดชื่อขึ้นมาได้เลยครับ พอเราเริ่มปล่อยเพลงหนึ่งเพลงสอง ผมก็ส่งให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็คอมเมนต์กลับมาแบบตลก ๆ ว่าเพลงอะไรวะน่าเบื่อดีแบบฟังแล้วดูง่วง ผมก็เลยเฮ้ยน่าเบื่อง่วง มันน่าจะมีคำอะไรนิยามมันได้ ก็เลยคิดแบบขำ ๆ ไปเลยว่าแนว ‘Boring Pop’ ครับ ซึ่งมันฟังแล้วก็ดูน่ารักดีและก็เข้ากับแนวเพลงของเราด้วย ซึ่งคำว่า Boring Pop ในความหมายของเราจริง ๆ แล้วมันอาจจะเป็น Happy Pop ก็ได้

จากที่เล่ามาเหมือนทั้งคู่ก็ชอบเพลงร็อกมาตั้งแต่เด็ก แล้วตอนนี้อยากทำเพลงที่มันเดือดขึ้นมาหน่อยไหม แบบสะบัดหัว ๆ โยก ๆ หน่อย

เน : อยากทำครับ ๆ จริง ๆ แล้วผมชอบแหย่ตาวนะครับว่าอยากทำเพลงร็อก อยากมีเพลงที่เวลาไปเล่นแล้วมันฟีลสนุก ๆ หน่อย ซึ่งผมว่าเดี๋ยวมันก็คงต้องออกมาสักเพลงแน่ครับ ถ้าให้นึกว่ามันน่าจะออกมาในแนวไหนก็คงคล้าย ๆ กับเพลง “Cologne” ของ beabadoobee นะครับ ที่เขาร้องเสียงเบา ๆ แต่ว่ามันมีดนตรีหนัก ๆ อยู่ข้างหลัง อาจจะคล้าย ๆ แบบนี้แต่จะไม่ได้เหมือนขนาดนั้นนะครับ จริง ๆ เราสองคนก็โตมากับเพลงร็อก และสมัยมหาลัย เราก็ทำวงแบบวงร็อกเลยเป็นร็อกแอนด์โรลส์ เป็นบลูส์ร็อก โอลดี้ร็อกอะไรแบบนี้เลยครับก็แบบว่าสนุกดีครับ

ปกติเน-ตาวชอบฟังเพลงแนวไหนและมีใครเป็นศิลปินคนโปรดบ้าง

ตาว : ช่วงนี้ผมเหมือนจะจำศิลปินที่ผมฟังไม่ได้ แต่ผมจะชอบฟังเป็นเพลย์ลิสต์ครับใน spotify อะไรแบบนี้ ถ้าผมชอบเพลงไหน ถูกจริตกับเพลงไหนก็จะกดไลก์ไว้ครับ แล้วก็จะกลับมาฟังอีกแต่ก็จำชื่อศิลปินไม่ได้ ซึ่งช่วงนี้ที่อิน ๆ หน่อยก็จะเป็นพวกอาร์แอนด์บี K-Indy อะไรแบบนี้ครับ

เน : เหมือนตอนนี้เทรนด์การฟังของคนเรามันจะเปลี่ยนไปแล้ว ผมว่า spotify นี่ล่ะคือตัวเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงของคนเราเลย มันทำให้เราชอบที่จะฟังเพลงเป็นเพลย์ลิสต์ ซึ่งเหมือนมันถูกออกแบบมาให้ custom กับผู้ฟังแต่ละคนเหมือนสร้างสร้อยคอให้กับเราแต่ละเพลงก็เชื่อมต่อกันเข้าไป มันเลยเป็นสร้อยคอเฉพาะตัวของเราซึ่งบางทีเราก็อาจจำไม่ได้แล้วว่าในแต่ละข้อของสร้อยคอเรามีศิลปินคนไหนบ้าง ซึ่งการจำชื่อศิลปินหรือไอดอลของเรามันก็จะถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ปีนี้เดือนนี้ผมอาจจะชอบคนนี้ เดือนหน้าก็อาจจะชอบอีกคนนึง แต่สำหรับผมแล้วมันก็มีวงที่เหมือนโตมาด้วยกันอยู่นะครับ ซึ่งก็คือวง The 1975 ชอบมากครับ มีมาเล่นที่ไทยผมก็ไปดูทุกครั้ง อย่างล่าสุดนี่ก็ไปดู ก็เลยรู้ว่าวงนี้แหละ สิ่งนี้แหละ ที่อยู่กับเรามาตลอด ที่เราอินมาตลอด ซึ่งผมกับตาวก็จะฟังเพลงที่มีเทสบางอย่างที่ใกล้ ๆ กันครับ มันมีทั้งจุดร่วมที่เหมือนกันและจุดที่ไม่เหมือนกันอยู่ อย่างตาวไม่ฟังฮิปฮอปแต่ผมฟังฮิปฮอปอะไรแบบนี้ แต่มันจะมีอะไรบางอย่างที่เรามีจุดร่วมกันอยู่ พอทำเพลงออกมามันก็จะมีส่วนผสมที่มีทั้งความเหมือนและต่างอยู่ด้วยกันครับ

ตอนนี้วางเป้าหมายไว้ยังไงบ้าง จะมีออกอัลบั้มเร็ว ๆ นี้ไหม

เน : เรื่องอัลบั้มนี่เพื่อน ๆ ผมถามบ่อย ซึ่งผมก็รู้สึกว่าจริง ๆ แล้วเรายังแฮปปี้กับการปล่อยเป็นซิงเกิลอยู่ ก็จะลองปล่อยไปเรื่อย ๆ อย่างปีนี้ก็อาจจะออกมาอีกสัก 3 ซิงเกิลอะไรแบบนี้ครับ แล้วถ้าเราเริ่มมีแฟนเบสมากขึ้น ปริมาณมันกว้างขึ้นใหญ่ขึ้น ผมก็คงจะมองหาอัลบั้มแล้วว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอันเพื่อที่จะส่งให้กับกลุ่มคนฟังของเราครับ

ตาว : ใช่ครับตอนนี้เราก็อาจจะมองเป็นซิงเกิลไปก่อนแต่ในอนาคตยังไงมันจะต้องไปจบที่อัลบั้มแน่นอนครับ

Raine Cloud อยากบอกอะไรกับแฟน ๆ บ้าง

เน : จริง ๆ แล้วตอนที่เราเริ่มทำเพลงกันมา ก็ไม่ได้คิดว่าอยากให้มีคนมาชอบเราหรือมีคนมาติดตาม แต่จนถึงวันนี้แล้วรู้สึกว่ามันมีคนมาติดตามเราจริง ๆ มีคนมาฟังเพลงของเรา รู้จักเรามากขึ้นจริง ๆ ผมเลยรู้สึกขอบคุณมาก ๆ คิดว่าแค่คำขอบคุณคงไม่มากพอ มันเหมือนเป็นพลังที่ทำให้เรามีแรงทำงานออกมาเรื่อย ๆ แล้วก็ อยากจะมีงานให้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้ออกไปเจอคนที่ฟังเพลงของเรา ก็ดีใจมากครับที่ได้เจอได้รู้จักกับทุกคนครับ

ตาว : ขอบคุณครับ ขอบคุณทุก ๆ คนที่ชอบผลงานของเรา ตอนนี้เราก็มีค่ายแล้ว ก็จะไปถึงหูคนฟังได้ง่ายขึ้น อยากขอบคุณจากใจจริง ๆ ครับ ทั้งคนที่ฟังเพลงของเราหรือว่าคนที่เคยมาดูเราเล่นสด และก็ขอขอบคุณในทุก ๆ ยอดวิวจริง ๆ ครับ ขอบคุณในทุก ๆ กำลังใจนะครับ แล้วเราจะทำผลงานเพลงใหม่ ๆ ออกมาให้ทุก ๆ คนได้ฟังกันนะครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...