ครบรอบ 1 ปี สงครามรัสเซีย-ยูเครน การต่อสู้ยังไม่จบ แต่ธรรมชาติยิ่งแย่
ครบรอบสงครามรัสเซีย-ยูเครน 1 ปี ยังไม่มีใครชนะ แต่ผู้แพ้คือสิ่งแวดล้อม เหยื่อที่ไม่เคยได้รับความสนใจและถูกทำร้ายมาตลอด ระบบนิเวศอันโดดเด่นอายุ 100 ล้านปีกลับถูกระเบิดอย่างไร้ความเมตตาใน 1 ปี สงครามนี้ก่อมลพิษและสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดอะไรให้ธรรมชาติบ้าง?
ควันพิษ แม่น้ำที่ปนเปื้อน ดินที่ไม่คุณภาพ ต้นไม้เหลือแต่ตอ ไม้ที่ไหม้เกรียม เขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่เต็มไปด้วยหลุมระเบิด ความเสียเหล่านี้กำลังถูกรวบรวมเป็นข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นว่า ธรรมชาติ ก็คือเหยื่ออีกรายหนึ่งที่ไม่มีปากมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ และผู้รุกรานจะต้องถูกลงโทษในฐานะก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม
การสืบส่วนอย่างถี่ถ้วนโดยนักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่ และนักกฎหมายกำลังดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นครั้งแรกในโลกของเราที่มีการพิจารณาเกี่ยวกับผลทางสิ่งแวดล้อมจากที่เคยคิดว่าไม่สามารถคำนวณได้ มูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาท นั่นเป็นเรื่องจำนวนเงิน แต่สิ่งที่เป็นบาดแผลใหญ่คือลักษณะธรรมชาติอันโดดเด่นที่อาจไม่มีวันกลับคืน
ระเบิดกว่า 320,104 ลูกและจะมากขึ้นไปอีกถูกใช้ทำลายพื้นดิน ป่า ไม้ รวมไปถึงภูมิประเทศ เศษโลหะกว่า 230,000 ตันจากรถถังและอุปกรณ์ทางทหารอื่น ๆ กลายเป็นขยะ เขตอนุรักษ์ธรรมชาติ 160 แห่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ 16 แห่ง และชีวมณฑลอันโดดเด่นถูกคุกคามทำลายล้างอย่างหนัก มันผลักดันให้สัตว์และพืชกว่า 880 ชนิดเข้าใกล้คำว่าสูญพันธุ์ รวมไปถึงทุ่นระเบิดใต้ทะเลกำลังเสี่ยงต่อชีวิตสัตว์น้ำในนั้น
และ 1 ใน 3 ของที่ดินยูเครนไม่มีความพร้อมต่อการเพาะปลูกอีกต่อไป นั่นหมายความว่าจะต้องมีการถางป่าเพื่อพื้นที่สร้างปลูกพืช มันอาจดูเหมือนโฆษณาชวนเชื่อในสมัยสงครามโลก แต่ธรรมชาติกำลังกรีดร้องด้วยความจริง ไม่เพียงแค่ทหารเท่านั้นที่ใช้ความกล้าในการต่อสู้ ในตอนนี้ประชาชน มหาวิทยาลัย และองค์กรอนุรักษ์กำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
รวมถึง Kateryna Polyanska นักนิเวศวิทยาอายุ 20 ปีที่เดินทางไปทั่วยูเครน เพื่อเก็บตัวอย่างจากหลุมระเบิดและถ่ายภาพความเสียหาย หลายครั้งก็พบสัตว์ตัวน้อยถูกฆ่าตายระหว่างทาง บางพื้นที่ถูกไหม้เกรียม และหนึ่งในการทำลายธรรมชาติที่น่าตกใจที่สุดก็คือการทิ้งระเบิดที่เนินหินชอร์คโบราณ มันเป็นระบบนิเวศที่ไม่เหมือนใคร ก่อตัวขึ้นเมื่อ 100 ล้านปีที่แล้ว แต่แล้วมนุษย์ก็ทำลายมันในสงคราม 1 ปี
“สงครามไม่ใช่แค่ผลกระทบโดยตรง แต่ยังเป็นการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราด้วย” เธอกล่าว Polyanska ทำงานให้กับองค์กร Environmental People Law ซึ่งรวบรวมนักวิทยาศาสตร์และนักกฎหมาย ภาคประชาสังคมและหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เพื่อเก็บหลักฐานเอาผิดรัสเซียในศาลระหว่างประเทศ
นอกจากพื้นดินแล้ว สงครามยังสร้างมลพิษในอากาศ การโจมตีศูนย์กลางโรงงานอุตสาหกรรมได้ปล่อยควันสารเคมีที่เป็นพิษสู่อากาศ ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนมอนออกไซด์ หรือไนโตรเจนออกไซด์ และมันก็ได้เผาป่าไปกว่า 100,000 ไร่ ขณะที่ Yuliia Ovchynnykova ส.ส. ยูเครนและคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐสภา กล่าวเสริมว่า พื้นที่ป่ากว่า 12,500,000 ไร่ ถูกทำลาย จนระบบนิเวศไม่อาจค้ำจุนชีวิตได้อีกต่อไป
ไม่เพียงแค่นั้น ในช่วงสงคราม ขยะจะกองพะเนินและไม่มีใครจัดการตามปกติ น้ำเสียจะไหลลงสู่ดินและน้ำใต้ดิน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย สิ่งปฏิกูลที่ไม่ผ่านการบำบัดจะหลุดรอดสู่ธรรมชาติ รวมไปถึงขยะทางเคมีต่าง ๆ ทำให้มีการปนเปื้อนมากขึ้น และไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่มนุษย์ก็จะสัมผัสมันได้มากขึ้น
การทำร้ายสิ่งแวดล้อมด้านนี้ส่วนใหญ่ไม่มีรายงานในสื่อ ข่าว หรือหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะธรรมชาติไม่มีใครให้ติดต่อหรือร้องขอความช่วยเหลือ สิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นเหยื่อเงียบในสงคราม
ท้ายที่สุด สงครามนี้ยังไม่มีใครชนะ และยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ ในตอนนี้เรารู้แล้วว่าใครคือผู้แพ้ ไม่ว่าจะสงครามไหน ธรรมชาติก็คือผู้แพ้ที่ถูกทำให้เป็นแผลที่อาจจะรักษาไม่หาย และไม่ใช่แค่เพียงมนุษย์เท่านั้น แต่ทุกชีวิตทั้งสัตว์และพืชต่างก็มีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดสารพิษ
เราหวังว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงโดยเร็ว เพื่อเริ่มการฟื้นฟู ยิ่งเร็วยิ่งดี
ข้อมูลจาก
Ukraine wants to make Russia pay for environmental toll of war | CBC News
The ‘silent victim’: Ukraine counts war’s cost for nature | Ukraine | The Guardian
The toxic legacy of the Ukraine war - BBC Future
The war in Ukraine is an environmental catastrophe | The Union
Photo : Reuters/EPA/TheObservers