โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรียนรู้ 5 แนวคิดแบบญี่ปุ่น เพื่อมนุษย์ ธรรมชาติ ความสุข และชีวิตที่มีคุณค่า

ONCE

อัพเดต 30 มี.ค. 2566 เวลา 02.45 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. 2566 เวลา 01.16 น.

ข้อมูลของ Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลด้านการตลาดระดับโลก ระบุว่า เทรนด์ของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นและจะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 นอกจากจะเป็นการใส่ใจรูปลักษณ์ภายนอกของสินค้าแล้ว ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับ ‘การบริการ’ และ ‘ประสบการณ์’ ควบคู่ไปด้วย

หนึ่งในประเทศที่โดดเด่นเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นญี่ปุ่น สำหรับบางธุรกิจพวกเขาก้าวข้ามกลยุทธ์การตลาดตัวเลขยุบยิบ แต่กลับลงรายละเอียดสุดๆ ไปกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และปกป้องความรู้สึกของลูกค้าเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกเมื่อวัฒนธรรมบริการหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ในสไตล์ชาวอาทิตย์อุทัย นอกจากได้รับความนิยมมายาวนาน ยังสร้างความประทับใจ ประสบการณ์และความทรงจำที่ดีในแบบเฉพาะตัวอีกด้วย

ปรัชญา ‘โอโมเทะ นาชิ’ (Omotenashi) หัวใจนักบริการ ฟัง เข้าใจและคิดถึงผู้อื่น

‘Omotenashi’ มีรากศัพท์มาจากคำว่า (Omote – โอโมเทะ ที่แปลว่าเบื้องหน้าและ Nashi – นาชิ ที่แปลว่า ไม่มี) ความหมายรวมๆ จึงหมายถึง การบริการแบบที่ไม่มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง หรือบริการอย่างบริสุทธิ์ใจ คำๆ นี้โดดเด่นนับตั้งแต่ถูกนำมาใช้เพื่อเสนอตัวเข้าชิงการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในคีย์สำคัญ ทำให้ญี่ปุ่นได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในที่สุด กระทั่งเตรียมจะบรรจุใช้เป็น ‘คำขวัญ’ ในการเปิดประเทศต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกซึ่งจะหลั่งไหลเข้ามาร่วมงาน ‘Olympic Tokyo 2020’ ตามที่เตรียมการณ์ไว้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ‘Omotenashi’ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวัดมาตรฐาน การบริการของบริษัทต่างๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านหนังสือ ซุปเปอร์มาเก็ต โรงแรม การท่องเที่ยว ฯลฯ โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ

ตราสีแดง (ไม่มีดาว) มีแรงจูงใจและความพยายามในการปรับปรุงการบริการ
ตราสีทอง (1 ดาว) มีการให้บริการตามความคาดหวังของลูกค้า
ตราสีกรม (2 ดาว) มีการบริการที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์เป็นที่สะดุดตา
ตราสีม่วง (3 ดาว) มีการให้บริการ ที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า

ดังเช่น ป้ายที่สนามบินนาริตะ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘ยินดีต้อนรับสู่ญี่ปุ่น’ แต่ภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า ‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน’ หรือปรัชญาญี่ปุ่นในกำมือ ที่เข้าไปอยู่ในหัวใจของ ร้านซูชิชื่อดังของคุณปู่ชิโร่ ระดับมิชลินสตาร์ที่ใส่ใจในรายละเอียดถึงขั้นปั้นซูชิให้กับคุณผู้หญิงด้วยคำเล็กๆ เพื่อจะได้ทานง่าย มีการนวดปลาหมึกก่อนเพื่อให้ปลาหมึกนุ่มหรือการเสิร์ฟซูชิในขณะที่ยังร้อนเท่านั้น เพื่อให้มีกลิ่นหอมออกมาชวนน่ารับประทาน

แม้แต่กรณีที่รถแท็กซี่ญี่ปุ่นถูกออกแบบให้สามารถ เปิดประตูเองได้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในเวลาเร่งด่วนหรือตอนถือของพะรุงพะรัง นอกจากนี้ ในร้านกินดื่มหลายร้าน บาร์เทนเดอร์มักจะจดจำสิ่งที่คุณดื่ม โดยไม่ถามซ้ำและวางแก้วไว้ที่ตำแหน่งที่คุณสะดวกเสมอ เรียกได้ว่ามีความสังเกตและใส่ใจลูกค้าเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นบริการมัดใจลูกค้าและสร้างความประทับใจมิรู้ลืม

ปรัชญา ‘วาบิ ซาบิ’ (Wabi Sabi) พบกันครึ่งทางระหว่างธรรมชาติและความไม่สมบูรณ์แบบ

ความงามของสรรพสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่คงทนถาวรและไม่ยั่งยืนของสิ่งรอบตัว สงบเงี่ยม อ่อนน้อมและไม่ยึดติดในแบบแผน นี่คือนิยามของปรัชญา ‘วาบิ ซาบิ’ ซึ่งเป็นทั้งวัฒนธรรม ค่านิยมแนวคิดและปรัชญา ทั้งยังเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้คนญี่ปุ่นชื่นชอบและเห็นคุณค่าของความเรียบง่าย คอนเซ็ปต์หลักๆ คือการยึดถือความสุขทางใจ มากกว่าการยึดติดความงามทางวัตถุ จึงไม่แปลกเมื่อพบแนวคิด ‘วาบิ ซาบิ’สะท้อนผ่านงานออกแบบ สถาปัตยกรรม ศิลปะ หรือแม้แต่งานจัดสวน

ปรัชญาของ ‘วาบิ ซาบิ’ ประยุกต์เข้ากับงานเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ เป็นความงามที่มีร่องรอยตำหนิ ตามกาลเวลา อาทิ ถ้วยชารูปทรงบิดเบี้ยวที่ปั้นด้วยมือ เคาน์เตอร์ซูชิทำจากไม้แผ่นใหญ่ไม่ขัดมันหรือกำแพงปูนที่สีหลุดลอกจนเห็นอิฐด้านใน ต้นไม้ที่ไร้ใบเหลือเพียงกิ่งก้านโชว์รูปทรง การจัดสวนแบบสมถะ มอสเขียวห่อคลุมก้อนหินรูปทรงแปลกตา หรือทางเดินหินตะปุ่มตะป่ำในสวนสวย

สื่อหลายแขนงยังยกให้ปรัชญานี้ เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เช่น www.italianbark.com เว็บไซต์ที่นำเสนอการออกแบบตกแต่งของอิตาลี ชี้ว่า ‘วาบิซาบิ’ เป็น Interior Trends แห่งปี 2018 ขณะที่งาน Milan Design Week 2018 นำเสนอเฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก แถมยังถูกนำไปปรับใช้และแทรกตัวอยู่ในงานตกแต่งสไตล์ต่างๆ ทั้งในร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรมฯลฯ จนกลายเป็นงานดีไซน์อันทรงคุณค่า

ปรัชญา ‘คินสึงิ’ (Kintsugi) ชดเชยความทุกข์ด้วยความสุข

‘คินสึงิ’ เป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงนิกายเซน หนึ่งในเทคนิคดั้งเดิม ที่ทำให้ผู้คนสนใจประวัติศาสตร์โบราณตั้งแต่ยุคสมัยโจมงสืบเนื่องมาถึงสมัยมุโรมาจิ ถือเป็นการรังสรรค์งานศิลปะที่มาจากการซ่อมแซม สิ่งของชำรุด ร่องรอยและรอยร้าวต่างๆ ให้ได้รับการประสานด้วยรักหรือยางไม้ ทาทาบด้วยเส้นสายสีทอง (หรือโลหะชนิดอื่น) เชื่อมตรงรอยต่อกลายเป็นจุดเด่นอันน่าอัศจรรย์

กลายเป็นปรัชญาและความเชื่อที่ว่า ถ้วยชามแตกบิ่นนั้นไม่ควรทิ้งขว้าง แต่ควรซ่อมเพื่อให้พวกมันกลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง เพราะในการดำเนินชีวิตของเราทุกคนล้วนหลีกหนีความเจ็บปวดไม่พ้นทั้งทางกายและทางใจ ถือเป็นมรดกล้ำค่าจากประเทศญี่ปุ่นที่ได้ส่งข้อความอันงดงามไปถึงทุกคนในโลกนี้ว่า เราไม่ควรโยนทิ้งสิ่งของ ที่พังและสอนให้ผู้คนรู้ซึ้งถึงความสำคัญของความยืดหยุ่น

เมื่อใดก็ตามที่ประสบกับปัญหาและความเจ็บปวด จะต้องพยายามอย่างดีที่สุดที่จะรับมือและยืนหยัดขึ้นอย่างแข็งแกร่ง วิธีคิดของ ‘คินสึงิ’ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องการเยียวยา มีหลายบริษัททั่วโลกที่นำเอาเทคนิค ‘คินสึงิ’ ของญี่ปุ่นนี้ไปใช้งานในการออกแบบผนัง กำแพงวอลเปเปอร์ ลวดลายกระเบื้อง ชุดถ้วยโถโอชา หรือแม้แต่คอนเซ็ปต์ของนิทรรศการและอีเว้นท์ต่างๆ ทั้งในเอเชียและโลกตะวันตก รวมถึงยึดเหนี่ยวไว้เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมขององค์กรด้วย

ปรัชญา ‘อิคิไก’ (Ikigai) ความหมายของการมีชีวิตอยู่

ภูมิปัญญาเก่าแก่ของญี่ปุ่นอย่าง ‘อิคิไก’ กำลังเป็นที่สนใจและเป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะหนุ่มสาวรุ่นใหม่แถมยังโด่งดังมากในโลกออนไลน์ แวดวงนักเขียนและวรรณกรรมแต่สำหรับคนญี่ปุ่น ‘อิคิไก’ เป็นเพียงคำธรรมดา ที่ผู้คนใช้กันทั่วไปในชีวิตเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งพิเศษที่จะต้องค้นหา เพราะเป็นแนวคิดที่ฝังลึกในวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต

ว่ากันว่า ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะเห็นคนชราจับกลุ่มกันบริเวณสวนสาธารณะในเขตชุมชนพักอาศัยตอน หกโมงครึ่ง ทุกคนจะมายืนประจำตำแหน่งของตนเอง เพราะนั่นคือเวลาที่สถานีวิทยุ NHK Radio สถานีวิทยุที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เปิดเพลงเรดิโอไทโซในทุกๆ เช้า “นี่คืออิคิไกของพวกเขา” หรือแม้แต่การหยิบเรื่องเล่าโดย ‘เคน โมหงิ’ นักประสาทวิทยาเจ้าของงาน ‘The Little Book of Ikigai : The secret Japanese way to live a happy and long life’ ซึ่งเกี่ยวกับวิถีของพ่อค้าปลาทูน่าในตลาดปลาสึคิจิใจกลางเมืองโตเกียว ผู้คุ้นเคยกับการตื่นตีสองของทุกวัน เพื่อคัดเลือกปลาทูน่าตัวที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่คือร้านซูชิชั้นนำในโตเกียว

อีกเรื่องคือ วินัยและวิถีปฏิบัติ ของหัวหน้าทีมปรุงเหล้าบริษัทซันโตรีชื่อดัง เขาคลุกคลีอยู่กับการกินอาหารแบบเดียวอย่าง อุด้งน้ำในมื้อเที่ยงของทุกวัน เพื่อควบคุมลิ้นให้ทำหน้าที่เป็นต่อมรับรสที่เที่ยงตรง เขาทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน จนเรียกได้ว่า ทั้งหมดล้วนแต่มีอิคิไก ที่แตกต่างกันและมีความสุขกับชีวิตในแบบของตนเอง ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้ได้กับสารพัดกิจการ ธุรกิจท่องเที่ยว และบริการนั้นๆ ตามความพอใจ

ปรัชญา ‘โคดาวาริ’ (Kodawari) สแตนดาร์ดแบบญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น

นี่คือศาสตร์แห่งการพัฒนาหรือการรักษามาตรฐาน ที่ชาวญี่ปุ่นยึดถือเป็นคำมั่นสัญญาอันแน่วแน่ในการให้บริการแก่ลูกค้า อาทิ การเดินทางด้วยรถไฟชินคันเซน ที่มีการยกระดับมาตรฐานตั้งแต่ความสะดวกสบาย ตรงต่อเวลา และประสิทธิภาพของการเสิร์ฟอาหารสุดเนี้ยบ

สำหรับรถไฟหัวจรวดรุ่นล่าสุดได้พัฒนาเรื่องของความปลอดภัย ที่ให้คำมั่นว่าใช้การได้ด้วยแบตเตอรี่ หากเกิดเหตุฉุกเฉินแผ่นดินไหวหรือไฟดับ ก็จะพาไปยังจุดที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเก้าอี้ใหม่เอนเบาะที่นุ่มขึ้น ปลั๊กไฟสำหรับทุกที่นั่ง ไวไฟฟรีทั่วคัน มีพื้นที่สำหรับวางกระเป๋าเดินทางเยอะขึ้น ส่วนบริการสาธารณะก็มีห้องน้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกของสุขภัณฑ์

อีกตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่นำเอาปรัชญา ‘โคดาวาริ’ เข้าไปอยู่ในการสร้างแบรนด์คือ ‘Shimano’ ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานในเมืองซะไค โอซาก้า จากร้านเล็กๆ แต่มีความมุ่งมั่นพัฒนา ขยันสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จนสามารถก้าวสู่ตาดอินเตอร์ และมีสิทธิบัตรนวัตกรรมจักรยานมากที่สุดในโลก แซงหน้าแบรนด์ดังจากอิตาลีและอเมริกาแบบไม่เห็นฝุ่น เหล่านี้ต่างเป็นวิธีคิดแบบ ‘โคดาวาริ’ อันจริงจังของชาวแดนปลาดิบที่สมควรได้รับการชื่นชม

เราเชื่อว่าทุกหลักคิด ต่างมีความเฉพาะตัวและรากฐานในการดำเนินธุรกิจและยึดถือปฏิบัติต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สอนหรือฝึกปฏิบัติกันได้ง่ายๆ หากแต่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนและฝังรากลึกลงไปในจิตใจจริงๆ ทำให้ใครหลายคนที่เคยใช้สินค้าและบริการจากแดนปลาดิบ ล้วนประทับใจในประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากที่อื่น

อ้างอิง

https://guide.michelin.com/sg/en/article/features/omotenashi
https://theculturetrip.com
https://www.baramizi.co.th
http://www.designedasia.com
https://kuramochiglobal.com
http://www.tcdc.or.th
https://readthecloud.co/ikigai-ken-mogi
www.jrailpass.com/blog/shinkasen-n700s

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...