สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : พื้นที่แห่งเสรีภาพ เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่เคารพความต่าง
สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ : พื้นที่แห่งเสรีภาพ เพื่อสร้างพลเมืองโลกที่เคารพความต่าง
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่หมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งด้านความเชื่อ ค่านิยม ตัวตน และความแตกต่างระหว่างช่วงวัยแต่ปัญหาที่มาพร้อมกับความหลากหลายเหล่านี้ก็คือ สังคมเริ่มปริแยกออกจากกัน เกิดความขัดแย้งระหว่างขั้วทางความคิดที่รุนแรงขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ต่างสนใจเรื่องราวของตัวเองมากขึ้น ทำให้การเคารพผู้อื่นอาจถูกมองข้ามไปดังนั้น การสร้างพลเมืองในยุคหน้าที่มีอิสระในการออกความคิดเห็นและเคารพสิทธิ์ของผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมก็จะทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น
กระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะสามารถปลูกฝังความคิด และสร้างบุคคลที่เคารพความเห็นต่างในสังคมได้อย่างไร ‘ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสงอรุณ’รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและทะเบียนและ ‘อ.ศราวุธ จอมนำ’ รองผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการเรียนรู้ อาจารย์ 2 ท่านจากสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้เกียรติมาเล่าถึงกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียน ให้แก่คอลัมน์ Next Ed : การศึกษาเพื่อโลกยุคหน้าของ Dek-D ฟังดังนี้
พลเมืองผู้ตื่นรู้ เริ่มต้นจากการก่อตั้งโรงเรียน
การก่อตั้งโรงเรียนอยู่บนโจทย์ที่ว่า ต้องมีความแตกต่างจากโรงเรียนสาธิตอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยมีปณิธานตั้งแต่ต้นว่าจะเป็นโรงเรียนที่ ‘ร่วมสร้างสังคมแห่งความเคารพและการเรียนรู้ร่วมกัน’เป็นแกนหลัก โดยเน้นให้ผู้เรียนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียน และสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียนให้มากที่สุดนั่นคือ ผู้เรียนอยากเรียนรู้อะไร กระหายองค์ความรู้ใด โรงเรียนต้องพร้อมสนับสนุนในทุกด้าน เพื่อให้เขามีทักษะแห่งอนาคตที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้
อีกหนึ่งจุดที่โรงเรียนแห่งนี้แตกต่างไปจากโรงเรียนอื่นๆ ก็คือ การไม่มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด ทั้งการแต่งกายและทรงผม ให้อิสระเสรีแก่เด็กได้เป็นคนเลือกเองว่า เขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม ทำให้เขาตระหนักรู้ว่าอะไรที่ควรทำ อะไรที่ทำแล้วมันเป็นสิทธิ์ของเขาเอง แต่ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ซึ่งการที่ไม่ไปจำกัดกรอบความคิดจะส่งผลให้เขาเติบโตไปเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ หรือ Active Citizen ที่ดีได้ในอนาคต
ทั้งนี้ โรงเรียนยังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทุกภาคส่วน นอกจากผู้เรียนแล้ว ผู้ปกครองเองก็ต้องทำงานร่วมกับโรงเรียนผ่านกิจกรรมครอบครัวสาธิต เป็นการให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะข้อคิดเห็นดีๆ ที่เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียน รวมถึงโรงเรียนเองก็เป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ปกครองสำหรับวิธีการเลี้ยงดูลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นอีกด้วย
ม.ต้นเน้นหลากหลาย ม.ปลายเน้นลงลึก
‘ม.ต้นเน้นหลากหลาย ม.ปลายเน้นลงลึก’ คติพจน์ประจำโรงเรียนที่สื่อถึงการให้ความสำคัญด้านการเรียนรู้ของผู้ที่เรียนในแต่ละช่วงวัยได้อย่างชัดเจน สำหรับการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.ต้นมุ่งหมายที่จะสร้างให้นักเรียนเป็น Active Learner โดยเน้นการทำกิจกรรมเป็นหลัก เพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านรายวิชาที่น่าสนใจ และได้สัมผัสกับประสบการณ์ตรง ตลอดจนรู้จักตั้งคำถาม และรู้เท่าทันโลกภายนอกเป็นแบบไหน การเรียนรู้ภายในโรงเรียนก็เป็นแบบนั้น เพื่อเป็นการดึงดูดให้เขาพร้อมที่จะลงแรงไปกับการเรียนอย่างเต็มที่ และสามารถนำสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ไปปรับใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวันทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ทั้งนี้ ทางโรงเรียนเองก็ต้องมีกลยุทธ์รับมือกับผู้เรียนในระดับชั้น ม.ต้น ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเขายังเป็นมือใหม่สำหรับวิธีการเรียนรูปแบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้เขาอาจเคยเรียนรู้ผ่านวิธีสั่งการที่ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น ไม่เคยได้คิดเองเลย พอมาเรียนเขาต้องปรับตัว และคิดเองทุกอย่าง เริ่มจากการได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ สนใจอะไร อยากรู้อะไร ก็หาคำตอบด้วยตัวเอง หรือเข้าหาครูก่อนโดยที่ไม่จำเป็นต้องรอครูเสมอไป ส่งผลให้เขากลายเป็น Active Learnerซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปต่อยอดสำหรับการเรียนรู้ในระดับชั้น ม.ปลาย ต่อไป
ในส่วนของระดับชั้น ม.ปลายการเรียนการสอนของ เรียกได้ว่า มีความแตกต่างจากโรงเรียนโดยทั่วไป เพราะไม่มีสายวิทย์ สายศิลป์ แต่จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เข้าใจและเชื่อมโยงพื้นฐานความรู้ที่หลากหลาย และต่อยอดลงลึกในศาสตร์ที่ตัวเองสนใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนแต่ละคนเป็น Self Directed Learner คือสามารถวางแผนและกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ตามความความสนใจหรือตามอนาคตที่ตัวเองอยากได้โดยมีครูที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำและร่วมวางแผนการเรียน
จากเดิมที่เขามีพื้นฐานการเป็น Active Learner อยู่แล้ว ในระดับชั้น ม.ปลาย เขาจะได้สามารถเป็น Self Directed Learner ที่มีความรับผิดชอบ มีความเอาใจใส่ต่อสิ่งที่เขาเลือกด้วยตัวเอง ทั้งการวางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลความก้าวหน้าของการเรียนด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพราะฉะนั้นไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน งานหนักแค่ไหน เขาพร้อมลุยอย่างเต็มที่
Job Shadow เรียนรู้อาชีพเพื่อเลือกอนาคตของตัวเอง
ในเมื่อไม่มีแผนการเรียนแบบโรงเรียนอื่นๆ แล้วเขาจะรู้ตัวเองได้อย่างไรว่าจะเลือกเรียนอะไรต่อไปในระดับมหาวิทยาลัย หลักสูตรของระดับชั้น ม.ปลาย จะมีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า ‘Job Shadow’ต้องเรียนใน ม.4 เทอม 2 เป็นวิชาที่ทำให้ทุกคนจะได้เห็นว่า อาชีพบนโลกนี้เป็นอย่างไรบ้าง ทั้งอาชีพกำลังจะหาย อาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเขาต้องลงไปอยู่กับผู้ประกอบอาชีพนั้นๆ เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้เขาได้เห็นว่าการประกอบอาชีพจริงๆ เป็นอย่างไร และทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพตลาดแรงงานในอนาคตได้ ซึ่งช่วงเวลานี้จะทำให้เขาได้ทบทวนตัวเองว่า ตกลงแล้วเขาสนใจ มองชีวิตตัวเองหลังจากจบ ม.6 ว่าอย่างไรบ้าง
จังหวะนี้ครูที่ปรึกษาก็จะเข้ามามีส่วนร่วม พูดคุยกับผู้เรียนว่าหลังจากจบ ม.6 ชีวิตของเขาจะไปในทิศทางไหน เป้าหมายคืออะไร ช่วยเขาวางแผนว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะทำให้เขาไปสู่เป้าหมายได้ต้องเรียนอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ใช้ทักษะไหนบ้าง แล้วมาดูวิชาต่างๆ ในหลักสูตรว่า เขาควรเลือกเรียนอะไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้
วิธีสอบที่ไม่ใช้การทำข้อสอบ ทำให้นักเรียนแข่งขันกับตัวเอง
ทางโรงเรียนนิยามเอาไว้ว่า การประเมินผล คือ กระบวนการเรียนรู้ที่มีความหมายเชิงบวก และผลการประเมินที่ดี ต้องเป็นผลที่ตรงกับความสามารถจริงๆ ของเด็ก ไม่ได้เน้นว่าต้องมีเทศกาลสอบกลางภาค ปลายภาค ไม่ใช้วิธีการสอบเก็บคะแนน และไม่มีการออกเกรดดังนั้น จึงใช้วิธีการประเมินผลที่เรียกว่า ‘Competency based’ที่จะประเมินผ่านความสามารถ หรือพัฒนาการของตัวผู้เรียน
ในแต่ละรายวิชาครูจะทำการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ว่า หลังจากที่เรียนจบวิชานี้แล้วผู้เรียนจะต้องทำอะไรเป็นบ้าง ซึ่งพอถึงเวลาประเมินผลเขาจะค่อนข้างอยากรู้ว่า ตกลงแล้วเขาสามารถทำตามจุดประสงค์การเรียนรู้ได้หรือยัง ถ้ายังจะต้องปรับปรุงและพัฒนาด้านไหนเพิ่มอีกสำหรับการประเมินผลก็มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสังเกตการณ์, ถามตอบในห้องเรียน, ออกแบบชิ้นงาน, ทำโปรเจ็กต์, เขียน Essay, ให้บทความไปอ่านแล้วสังเคราะห์ออกมา หรือให้ทำแบบฝึกหัด
พอไม่มีการสอบในรูปแบบท่องจำ ไม่มีการตัดเกรด เขาก็จะได้ไม่ต้องเอาคะแนนไปเทียบกับเพื่อน ลดการแข่งขันกับเพื่อน แต่เป็นการแข่งขันกับตัวเองแทน ซึ่งเด็กทุกคนจะรู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนสามารถทำเรื่องไหนได้ดีบ้าง ส่วนตัวเขาเองก็จะรู้ว่าเราก็มีเรื่องที่ทำได้ดีเหมือนกัน ซึ่งวิธีการประเมินแบบนี้มันช่วยลดความกดดัน ความเครียด ให้กับตัวผู้เรียน และเขาเองก็จะได้เตรียมพร้อม และโฟกัสกับทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคตอย่างเต็มที่ได้เข้าใจความถนัด และความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง
อัตราการสอบติดมหาวิทยาลัย
ปีนี้เป็นเด็ก ม.6 รุ่นแรกของโรงเรียน (ปีการศึกษา 2565)โดยเกือบ 50% ของนักเรียนรุ่นแรก สอบติดรอบ Portfolio ไปแล้ว และมีหลายคนที่ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ และเป็นปีแรกที่โรงเรียนจะได้รู้ผลว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่มันตอบโจทย์ตามจุดประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ไหมอีกด้วย ก่อนจบทางโรงเรียนจะให้ผู้เรียนชั้น ม.6 ทำโปรเจ็กต์จบตามความสนใจของแต่ละคน โดยจะเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่เขาจะนำไปใส่ไว้ใน Portfolio ตอนไปสอบสัมภาษณ์เขาก็สามารถเล่าได้แบบเป็นธรรมชาติ เพราะเขาเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สอบติด
หลายคนคิดว่า เข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนสาธิต มธ. แล้วจะต้องได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แน่เลย จริงๆ แล้วความคิดเหล่านี้ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะถ้าเกิดว่าตัวผู้เรียนมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดเอาไว้ ยังไงก็ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อได้อยู่ดี
โรงเรียนเลือกเด็ก - ผู้ปกครองและเด็กก็มีสิทธิ์เลือกโรงเรียน
โรงเรียนให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้เรียนและผู้ปกครองโดยใช้วิธีคัดเลือกด้วยการส่ง Portfolio (แฟ้มสะสมผลงาน), เขียน Statement of Purpose (เรียงความแนะนำตัว) ควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์เพื่อดูทัศนคติ เพราะอยากรู้ว่า เด็กอยากเรียนรู้อะไร มีวิธีจัดการตัวเองยังไง รู้จักหลักสูตรของโรงเรียนมากน้อยเพียงใด เพราะเด็กที่มาจากข้างนอกอาจเข้ามาด้วยภาพลักษณ์ที่ไม่มียูนิฟอร์ม ไม่มีเคารพธงชาติ ดังนั้น เขาต้องศึกษาเรื่องหลักสูตรด้วยว่า ตลอด 3 ปี หรือ 6 ปี ที่อยู่โรงเรียนนี้ มีรายละเอียด และมีความสำคัญอย่างไรบ้าง
โรงเรียนไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเด็กแค่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เด็กและผู้ปกครองเองก็มีสิทธิ์เลือกโรงเรียนเหมือนกัน นอกจากการส่ง Portfolio, Statement of Purpose และสัมภาษณ์แล้ว เด็กและผู้ปกครองยังต้องเข้าร่วมกิจกรรม ‘ครอบครัวสาธิต’ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน เพื่อให้ทั้งโรงเรียน เด็ก และผู้ปกครอง ทำความรู้จักและทำความเข้าใจกันมากขึ้นโดยที่เด็กๆ จะได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนนี้จริงๆ เขาจะได้รู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้างเมื่อเข้ามาเรียน เป็นการปูพื้นฐานความพร้อมก่อนเปิดเทอม
ส่วนผู้ปกครองโรงเรียนคาดหวังและให้ความสำคัญเกี่ยวกับวิธีการคิด การเลี้ยงลูก หรือมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาของผู้ปกครองอยากรู้ว่า เขามองเห็นโรงเรียนแบบไหน คาดหวังกับโรงเรียน หรือระบบการศึกษาอย่างไรถ้าเกิดว่าคุยกันถูกคอ มีแนวคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกันก็สามารถไปต่อด้วยกันได้ ดังนั้น กิจกรรมนี้จะทำให้ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองได้รู้ว่า พวกเขาเหมาะกับกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียนไหม ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ต้องการก็สามารถถอนตัวออกไปได้
ปัจจจุบันสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนักเรียนประมาณ 700 คน และคุณครูประมาณ 70 คน และจะเปิดรับนักเรียน 140 คนต่อรุ่น จำนวนคนที่สมัครก็ประมาณ 280 คน แต่ด้วยความที่โรงเรียนมีกระบวนการคัดเลือกหลายขั้นตอน ผู้ปกครองที่รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเขา ไม่ใช่ตัวลูก เขาก็จะเลือกไม่ยืนยันสิทธิ์ไปเอง
ระบบการศึกษาที่ดีเป็นแบบนี้ก็ได้นะ
จากการเรียนรู้แบบที่ผู้เรียนมีสิทธิ์กำหนดเส้นทางการเรียนรู้ด้วยตัวเอง พิสูจน์แล้วว่าเด็กสามารถประสบความสำเร็จตามเส้นทางที่เขาเลือกเองได้โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาออกคำสั่งบอกให้เขาลงมือทำ ไม่ต้องมีกฎระเบียบที่เคร่งครัด คลายความกดดันหลายๆ อย่าง ทำให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียนรู้ หลังจากนี้เขาก็สามารถทำงานกับตัวเองได้มากขึ้น มีความสนใจอะไรก็สามารถเดินต่อไปตามเส้นทางที่เขาเลือก ตอนนี้สาธิตธรรมศาสตร์ก็กำลังเริ่มทอผ้าผืนใหม่ให้สังคมได้เห็นว่า การทำแบบนี้มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้มากพอสมควร เราอยากจะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ที่อื่นๆ ก็ทำได้เหมือนกันแต่ต้องทำให้สอดคล้องกับบริบทของเขา
จากระบบการศึกษาที่แตกต่าง หลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน วิธีการประเมินที่ไม่ใช่การทำข้อสอบ การตัดเกรดแบบเดิมๆ รวมไปถึงการให้พื้นที่อิสระ ปลดล็อกข้อบังคับหลายๆ อย่าง ทำให้โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถสร้างนวัตกร สร้างเยาวชนที่กล้าคิด กล้าริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ที่เปิดกว้าง รวมทั้งเป็นพลเมืองโลกที่ตื่นรู้ เห็นความสำคัญของการเคารพความแตกต่างที่สามารถขับเคลื่อนสังคมให้คุณภาพต่อไป