ภรรยาและลูก “ลุงบุญชู” แรงงานไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้ ขอเดินทางไปอำลาครั้งสุดท้าย พร้อมนำอัฐิกลับบ้าน
ภรรยาและลูก ‘ลุงบุญชู’ แรงงานไทยเสียชีวิตในเกาหลีใต้ ขอเดินทางไปอำลาครั้งสุดท้าย พร้อมนำอัฐิกลับบ้าน
วันที่ 9 มีนาคม 2565 จากกรณีที่มีการพบศพนายบุญูชู ประวะเสนัง อายุ 67 ปี ชาว จ.ขอนแก่น แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้แบบผิดกฎหมาย มานานกว่า 10 ปี ที่ฟาร์มหมู ในประเทศเกาหลีใต้ ถูกพบศพบริเวณเชิงเขา ห่างจากที่พัก 200 เมตร ต่อมาตำรวจได้จับกุมเจ้าของฟาร์มหมู ในข้อหา ซ่อนเร้นอำพรางศพ หลังพบหลักฐานกล้องวงจรปิด ผลชันสูตรไม่พบเป็นการฆาตกรรม ตำรวจคาดเหตุที่เจ้าของฟาร์มนำศพไปทิ้ง เพราะกลัวความผิดนำคนเข้าเมืองผิดกฎหมายเข้าทำงาน ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันนี้ นางมะลิ ประวะเสนัง ภรรยาของนายบุญชู เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า แม้ขณะนี้สภาพจิตใจของตนและคนในครอบครัวจะยังไม่เข้มแข็งพอ แต่ทุกคนก็ต้องอดกลั้นเก็บความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเอาไว้ก่อน เพราะขณะนี้จะต้องเตรียมตัวเดินทางไปที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อพบหน้าและร่างไร้วิญญาณของนายบุญชู สามีของตน ที่ถือเป็นเสาหลักของบ้าน โดยตนและนายเบจพล ประวะเสนัง อายุ 34 ปี ลูกชาย จะเดินทางไปที่ประเทศเกาหลีในวันที่ 11 มี.ค.นี้ เพื่อไปพบกันในวาระสุดท้าย
ซึ่งลูกชายตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ที่ต้องมาสูญเสียพ่อที่ทำงานหนักเพื่อครอบครัวไป ซึ่งลึกๆ ในใจแล้วก็ต้องการที่จะนำร่างของนายบุญชู กลับมาประกอบพิธีฌาปกิจส่งดวงวิญาณที่ประเทศไทย แต่พอทราบว่า การนำร่างกลับมาไทยนั้นต้องใช้เงินสูงถึง 11 ล้านวอน หรือกว่า 3 แสนบาท ซึ่งตอนแรกที่ทราบเรื่องค่าใช้จ่าย ตนคิดไว้ว่าจะขายที่ดินและวัว ควายทั้งหมด เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการนำร่างของสามีกลับมาที่ไทย
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว คาดว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะขายที่ดินและวัว ควายได้ ทำให้ทางครอบครัวต้องทำใจ และจำยอมที่จะพาสามีกลับบ้านเกิดที่ประเทศไทยในสภาพเถ้ากระดูก แต่อย่างน้อยๆ ตนและลูกก็ตั้งใจว่าจะเดินทางไปขอขมา กราบศพ และทำพิธีฌาปกิจของสามีด้วยตัวเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคนไทยในเกาหลีอาสาที่จะช่วยในเรื่องของการทำพิธีฌาปกิจ แล้วให้ทางครอบครัวรอรับอัฐิ เพราะกลัวว่าทางครอบครัวจะลำบากในการเดินทางก็ตาม
ทั้งนี้ การเดินทางไปเกาหลีใต้ ก็มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางการไทยและคนไทยในเกาหลีใต้ ที่ให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้ โดยเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นคงไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว เพราะรอต่อไปไม่ได้ ตอนนี้ก็ต้องใช้เงินเท่าที่มี ซึ่งคาดว่าน่าจะเพียงพอในการเดินทางไปครั้งนี้ รวมทั้งจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่นได้พอสมควร ส่วนจะได้นำอัฐิของสามีกลับมาที่ประเทศไทยเมื่อไหร่ยังให้คำตอบไม่ได้ เนื่องจากต้องจัดการเรื่องต่างๆ ที่นั่นให้แล้วเสร็จเสียก่อน
นางมะลิเล่าอีกว่า สามีของตนเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ เป็นคนที่ขยันทำมาหากิน และรักครอบครัวมาก เคยเดินทางไปทำงานต่างแดนหลายประเทศ เช่น ซาอุฯ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยจะส่งเงินกลับมาบ้านเพื่อดูแลลูกเมียไม่ขาด ก่อนหน้านี้ครอบครัวได้ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ แต่ต่อมาประสบปัญหาไข้หวัดนก ทำให้ขาดทุน ครอบครัวมีหนี้สินนับล้านบาท ทำให้สามีพยายามหารายได้เพื่อใช้หนี้และใช้จ่ายในครอบครัว ทนทำงานนานหลายปี แต่ก็ไม่สามารถปลดหนี้ได้ ทำให้สามีตัดสินใจจะไปทำงานต่างประเทศ ในสมัย 10 ปีที่แล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านไปทำงานที่เกาหลีกันหลายคน แต่ละคนส่งเงินกลับบ้าน ใช้หนี้สินหมด ทำให้สามีตัดสินใจไปทำงานเกาหลีเหมือนแรงงานคนอื่นๆ
ในช่วงที่ไปทำงานได้แต่วิดีโอคอลพูดคุยไถ่ถามทุกข์สุขกันทุกวัน วันละหลายครั้ง ทุกครั้งที่โทรมาจะไม่พูดถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต การทำงาน ส่วนใหญ่จะบอกว่าสุขสบายดี ตนสงสารแต่ลูกชายเพราะเขาเสียใจมาก ได้แต่โทษตัวเองที่ทำให้พ่อต้องเป็นแบบนี้ เพราะเขาเคยบอกให้พ่อกลับบ้านตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งสามีก็บอกว่ายังทำงานไหวอยากอยู่ทำงานหาเงินก่อน จนล่าสุดบอกว่าตัดสินใจจะเดินทางกลับไทยในวันที่ 20 มีนาคมนี้ แต่ก็มาเสียชีวิตก่อนจะได้กลับบ้านเพียงไม่กี่วัน
สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายอำเภอแวงน้อย จ.ขอนแก่น ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 10,000 บาท นอกจากนี้ ทางครอบครัวได้ขอความช่วยเหลือจากภาครัฐช่วยประสานงานกับทางการเกาหลีใต้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศติดต่อ เพื่อช่วยเหลือแล้วเพราะเป็นคดีความ และนายจ้างมีความผิด ทางครอบครัวยืนยันว่าภาระหนี้สินและความยากจน ทำให้แรงงานอีสานต้องลักลอบไปทำงานแบบผิดกฎหมาย ซึ่งในพื้นที่ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ก็มีแรงงานผิดกฎหมายหลายคนที่ยังทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง