โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม รับมือนักท่องเที่ยวไทยลดค่าใช้จ่าย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 เม.ย. 2566 เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2566 เวลา 00.42 น.

คอลัมน์ : -smart SMEs ผู้เขียน : ttb analytics

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มคลายตัว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยสะท้อนผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ปลายทางต่าง ๆ กว่า 202.8 ล้านคนต่อครั้ง ในปี 2565 ที่ผ่านมา หรือคิดเป็นสัดส่วน 88.3% ของจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดในปี 2562 ที่จำนวน 229.7 ล้านคนต่อครั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเงินเฟ้อไทยในปีที่ผ่านมาทะยานสูงที่ 6.1% และ ในปี 2566 ภาวะเงินเฟ้อคาดว่าจะเป็นไปในทิศทางเพิ่มขึ้นแบบชะลอตัว ส่งผลให้รายได้สุทธิคงเหลือของภาคประชาชนหลังหักค่าใช้จ่ายเพื่อยังชีพและต้นทุนทางการเงินลดน้อยลง จึงส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายเรื่องการท่องเที่ยวที่แต่ละครัวเรือนต้องปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับรายได้คงเหลือที่ลดลงจากต้นทุนที่ปรับขึ้นดังกล่าว คาดการณ์การฟื้นตัวของรายได้การท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในมิติของจำนวนนักท่องเที่ยว

การฟื้นตัวในรูปแบบที่ไม่สมดุลนี้ เกิดจากการปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ง่ายต่อการปรับพฤติกรรม เช่น พื้นที่ภาคกลาง มิติจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวแล้วกว่า 105.6% เมื่อเทียบกับปี 2562 แต่มิติด้านรายได้กลับฟื้นตัวเพียง 78.4% จากการที่ผู้คนเริ่มปรับรูปแบบการท่องเที่ยวเป็นเช้าไปเย็นกลับมากขึ้น (one day trip) จากระยะทางการเดินทางที่ไม่ไกล เพื่อลดรายจ่ายเรื่องค่าที่พัก หรือในกลุ่มภูมิภาคห่างไกล เช่น ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นแล้วกว่า 104.7% และ 75.5% แต่ด้านรายได้กลับฟื้นตัวเพียง 90% และ 55.9% ตามลำดับ จากการปรับพฤติกรรมไปเที่ยวเมืองรองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และการลดระยะเวลาค้างแรมลง ส่งผลต่อรายได้ของกลุ่มโรงแรม SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าที่ควรจะเป็น สังเกตเห็นได้จากในปี 2562 ตัวเลขรายได้ธุรกิจโรงแรม SMEs ในประเทศรวมอยู่ที่ 1.46 แสนล้านบาท แต่ในปี 2564 รายได้ลงมาอยู่ที่จุดต่ำสุดที่ 6.56 หมื่นล้านบาท ผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา ประมาณการรายได้จะฟื้นตัวอยู่ที่ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 63% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์โรคโควิด-19

ด้วยพฤติกรรมการจับจ่ายในภาคท่องเที่ยวที่ลดลงดังกล่าว ในปี 2566 ทางศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics แนะผู้ประกอบการ SMEs ควรเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกิจการ โดยการเสนอกลยุทธ์การตลาดให้มีความเหมาะสมกับงบประมาณการจับจ่ายที่ลดลง ดังต่อไปนี้

1) การให้ส่วนลดบนเงื่อนไข (discount with conditions) โดยเฉพาะในกลุ่มของภูมิภาคห่างไกลที่นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมลดจำนวนค้างแรมลง โดยการให้ส่วนลดหลังจากพักค้างแรมคืนแรกไปแล้ว เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มที่มีความต้องการพักแรมมากกว่าหนึ่งคืนเพิ่มจำนวนค้างแรมสูงขึ้น หรือให้ส่วนลดสำหรับการพักแรมครั้งต่อไปภายในระยะเวลาที่ผู้ประกอบการกำหนดไว้ เพื่อเป็นการจูงใจให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นจากค่าใช้จ่ายต่อทริปที่ลดลง

2) การขายควบ (mixed bundling) เช่น การดึงกำลังซื้อจากผู้พักแรม โดยตอบสนองความต้องการของผู้พักแรมในรูปแบบ one-stop service เช่น ค่าพักแรมที่รวมอาหารมื้อต่าง ๆ หรือค่าพักแรมที่รวมไปกับค่าท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในจังหวัด เพื่อเพิ่มรายได้ในส่วนของการบริการเสริมอื่น โดยลดการพึ่งพิงรายได้ที่เกิดจากค่าพักแรมเกือบ 100% ในปัจจุบัน

3) การแสวงหากลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง (niche market) เช่น การจับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการในลักษณะความชื่นชอบส่วนบุคคล เพื่อสร้างบริการที่ตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าได้ตรงใจมากที่สุด เช่น การพักแรมในรูปแบบกิจกรรม หรือการพักแรมในรูปแบบการสังสรรค์ในกลุ่มสังคมเฉพาะ ซึ่งการจับตลาดในกลุ่มนี้จะเป็นตลาดที่สามารถสร้างพื้นที่กำไรได้สูงกว่าปกติ

กล่าวโดยสรุป ไทยมีการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ แต่มองว่าจะเปลี่ยนไปในรูปแบบที่ไม่สมดุลของการฟื้นตัวด้านจำนวนและรายได้ โดยพบการเติบโตในมิติรายได้น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จากพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนของนักท่องเที่ยวที่เกิดจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงแรม

ดังนั้น เพื่อรักษาการขยายตัวของรายได้ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมควรเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อขยายรายได้ให้ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับก่อนการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค-3โควิด-19 ที่ผ่านมาให้ได้เร็วที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...