คำถามที่ต้องรู้!! ‘กู้เงิน’ แบบไหนถึงเรียกว่า ‘ไม่เกินตัว’
The Bangkok Insight
อัพเดต 23 เม.ย. 2566 เวลา 05.14 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2566 เวลา 05.14 น. • The Bangkok Insightเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการกู้เงินเป็นหลัก และหลาย ๆ คนมักมีความคิดว่าไหน ๆ จะเป็นหนี้แล้ว ก็กู้ให้เต็มที่ไปเลย เผื่อจำเป็นต้องใช้เงินฉุกเฉินในอนาคต โดยไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็นในการใช้เงิน และภาระการผ่อนชำระรายเดือนที่จะตามมา
ทำให้เมื่อผ่อนชำระไปได้สักระยะหนึ่ง ก็เกิดอาการผ่อนไม่ไหว และเกิดเป็นหนี้เสีย (NPL) ในที่สุด
รายงาน "แนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน" ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง8 ข้อเท็จจริงการเป็นหนี้ของคนไทย สรุปได้ดังนี้
- เป็นหนี้โดยไม่ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนหรือถูกต้อง
4 ใน 5 ของปัญหาในขั้นตอนการเสนอขายสินเชื่อของสถาบันการเงิน คือ ลูกหนี้มักได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย วิธีการคิดดอกเบี้ย ทั้งลูกหนี้บางส่วนยังได้รับข้อมูลด้านเดียว เช่น โปรโมชั่นผ่อนน้อย แต่ไม่บอกให้ชัดเจนว่าต้องผ่อนนาน
- เป็นหนี้เพราะมีเหตุจำเป็น
กว่า 62% ของครัวเรือนไทย มีเงินออมเผื่อฉุกเฉินไม่เพียงพอ และหากเกิดเหตุที่ทำให้รายได้ลดลง 20% จะมีครัวเรือนเกินครึ่ง ที่มีเงินไม่พอจ่ายหนี้ ทำให้ต้องไปกู้จากทั้งใน และนอกระบบเพื่อดำรงชีพ และส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายคืนได้ เพราะรายได้ไม่แน่นอน
- เป็นหนี้นาน
มากกว่า 1 ใน 4 ของคนอายุเกิน 60 ปี ยังมีภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ในภาคเกษตร ที่ได้รับการพักชำระหนี้เป็นเวลานาน รวมทั้งหนี้บัตรเครดิต และหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ลูกหนี้มักจ่ายขั้นต่ำ จึงทำให้หนี้หมดช้า
- เป็นหนี้เสีย
ลูกหนี้ 10 ล้านบัญชีที่เป็นหนี้เสีย โดยเกือบครึ่งหรือ 4.5 ล้านบัญชี เพิ่งเป็นหนี้เสียในช่วงโควิด 19 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้ในภาคเกษตร
- เป็นหนี้ไม่จบสิ้น
เกือบ 20% ของบัญชีหนี้เสียถูกยื่นฟ้อง โดย 1 ใน 3 ของลูกหนี้ในคดี จบลงด้วยการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดแล้วก็ยังปิดหนี้ไม่ได้ และอาจถูกอายัดทรัพย์เพิ่มเติม
- เป็นหนี้นอกระบบ
42% ของกว่า 4,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ ที่ขอรับความช่วยเหลือแก้หนี้ มีหนี้นอกระบบเฉลี่ยคนละ 54,300 บาท ซึ่งการเป็นหนี้นอกระบบหลัก ๆ มาจาก การเข้าไม่ถึงหนี้ในระบบ เลือกกู้นอกระบบเพราะสะดวก ได้เงินเร็ว ไม่ต้องมีหลักประกัน และขอสินเชื่อในระบบเต็มแล้ว จนต้องกู้หนี้นอกระบบไปจ่ายหนี้ในระบบ
- เป็นหนี้เร็ว
คนวัยเริ่มทำงาน (อายุ 25-29 ปี) มากกว่า 58% เป็นหนี้ และมากกว่า 25% เป็นหนี้เสีย (NPL)
- เป็นหนี้เกินตัว
เกือบ 30% ของลูกหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล มีหนี้เกิน 4 บัญชีต่อคน วงเงินรวมต่อคนสูงถึง 10-25 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน จนทำให้รายได้เกินครึ่งต้องเอาไปจ่ายคืนหนี้
ควรกู้เงินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าไม่เกินตัว
เมื่อได้รู้ถึงข้อเท็จจริงของการเป็นหนี้ของคนไทย ซึ่งมีข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ "เป็นหนี้เกินตัว" ดังนั้น หากต้องการกู้เงินจากธนาคาร ควรมีการประเมินความจำเป็น ความเหมาะสม และสถานะทางการเงินของตนเองก่อนการกู้ทุกครั้ง โดยมีเรื่องที่ต้องให้ความสนใจ ดังนี้
- ต้องการเงินไปทำอะไร และควรขอวงเงินประเภทใด
เพื่อให้ลักษณะการผ่อนชำระ สอดคล้องกับการทำธุรกิจหรือการนำเงินไปใช้ โดยทั่วไปวัตถุประสงค์การกู้เงินหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ประการ
นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ เช่น ซื้อสินค้ามาขาย ซึ่งกรณีนี้ควรขอสินเชื่อเป็นเงินหมุนหรือวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD)
นำเงินไปลงทุน เช่น ซื้อตึก เซ้งร้าน เซ้งแผงค้า ซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ กรณีนี้ควรขอเป็นเงินก้อน หรือเงินกู้ (LOAN)
ควรขอวงเงินกู้จำนวนเท่าใด
ไม่ควรกู้มากเกินความจำเป็น ถึงแม้จะมีความสามารถในการผ่อนชำระก็ตาม เพราะ “หากกู้มากก็เสียดอกเบี้ยมากเช่นกัน”
ตัวอย่างเช่น กู้สินเชื่อเงินด่วนธุรกิจแบบเงินหมุน 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 25%* หากใช้เต็มวงเงิน และชำระเพียงดอกเบี้ยอย่างเดียว จะต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละ 20,548 บาท คิดแบบปัดเศษ (มาจากยอดกู้ 1,000,000 บาท X 25% X30 / 365 วัน) ดังนั้น ควร “กู้เท่าที่จำเป็นต้องใช้”
- มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่
หลาย ๆ คนนิยมขอกู้แบบไม่มีหลักประกัน เพราะมองว่าง่าย สะดวก และรวดเร็ว แต่อาจจะลืมนึกไปว่าต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูง ดังนั้น หากมีหลักทรัพย์ควรนำมาค้ำประกันจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
- ปัจจุบันมีภาระผ่อนมากเกินไปหรือไม่
ถ้าหากมีภาระผ่อนเกิน 50% ของรายได้ แสดงว่ามีภาระการผ่อนมากเกินไป ตัวอย่างเช่น เงินเดือน 20,000 บาท ไม่ควรมีภาระผ่อนเกิน 10,000 บาท คิดเป็น 50% ของรายได้
ดังนั้น หากต้องการกู้เงินควรเลือกประเภทวงเงินให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่จะนำเงินไปใช้ (เงินหมุนหรือเงินก้อน) ควรกู้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียดอกเบี้ย และภาระการผ่อนที่มากเกินไป หากมีหลักทรัพย์ควรนำมาค้ำประกันจะได้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่สำคัญไม่ควรมีภาระผ่อนเกิน 50% ของรายได้หรือกำไรสุทธิ
ที่มา: ธนาคารกสิกรไทย
อ่านข่าวเพิ่มเติม