โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บุหรี่ ยาสูบ กับความมั่งคั่งของพม่า โดย ลลิตา หาญวงษ์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 มี.ค. 2566 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2566 เวลา 06.24 น.

ภาพงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของด่อ หล่า เตง (Daw Hla Thein) เจ้าของโรงงานยาสูบเจ้าดังแบรนด์ โจ เตง (Gyo Thein) ไม่ได้เป็นที่ฮือฮาในสังคมพม่าเท่านั้น แต่ยังเรียกความสนใจให้คนไทยด้วย ไม่เพียงงานเลี้ยงวันเกิดของ “อานตี้” วัย 90 ปีรายนี้จะหรูหราเป็นพิเศษ มีดาราและเซเลบมากมายมาร่วมงาน และเจ้าของงานเองจะแต่งตัวเต็มยศด้วยผ้าไหมลุนตยาโทนเหลืองทองอย่างดี สร้อยคอเส้นใหญ่ประดับด้วยมรกตเม็ดเป้งไม่ต่ำกว่า 20 เม็ด ยังไม่นับแหวนเพชร และเครื่องประดับอีกมากมาย ที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ อานตี้ หล่า เตง เดินทางมาถึงงานด้วยรถยนต์โรลส์รอยซ์ แฟนธอม ราคาราว 53.5 ล้านบาท

คำถามที่ตามมามากมายคือด่อ หล่า เตงเป็นใคร เธอเป็นเพียงเจ้าของโรงงานยาสูบธรรมดาๆ มิใช่หรือ เหตุใดจึงดูร่ำรวยราวกับเป็นเจ้าของบริษัทระดับโลก?

เรื่องแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือสำหรับคนพม่านั้น การอวดร่ำอวดรวยถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาถือคติว่าถ้ารวยก็ต้องโชว์ให้โลกเห็น เราจึงเห็นคนพม่าไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีจริงหรือชนชั้นกลางธรรมดาใส่สร้อยทองประดับอัญมณีไปโชว์ตัวตามงานมงคลต่างๆ แบบจัดเต็ม แม้แต่สะยาด่อ หรือพระสงฆ์รูปดังๆ ก็นั่งโรลส์รอยซ์ แฟนธอม โดยไม่ต้องมานั่งเกรงใจสังคมว่าจะเกิดข้อครหา หรือเป็นขี้ปากให้คนนินทา

ประเด็นต่อมา คนพม่าไม่มีความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินและเศรษฐกิจของตนเอง คนพม่าส่วนมากจึงเลือกเก็บทรัพย์สินในรูปแบบของทอง อัญมณี หรืออสังหาริมทรัพย์ น้อยมากที่จะเก็บเงินสด เนื่องจากพม่าเคยผ่านยุควิกฤตการเงินมาหลายครั้ง เคยแม้กระทั่งเงินที่เก็บมาตลอดชีวิตต้องสูญไปเพราะรัฐบาลประกาศเลิกใช้ธนบัตรบางชนิดแบบกลางอากาศ

และประเด็นสุดท้าย นักธุรกิจในพม่า ที่เป็นระดับรองลงมา ไม่ใช่นักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นที่สุดกับกองทัพ น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากรัฐประหาร ส่วนหนึ่งเพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเป้าสายตาของประเทศตะวันตก ไม่ได้โดนคว่ำบาตร และอีกประเด็นหนึ่งคือบริษัทขนาดกลางๆ ไปถึงใหญ่เหล่านี้ยังสามารถดำเนินกิจการของตนเองได้ต่อไป ไม่ว่าการเมืองภายในพม่าจะไปในทิศทางใดก็ตาม

เหตุใดเจ้าของโรงงานยาสูบพม่า หรือที่เรียกว่า เซบอเล่ะ (ภาษาพม่า) หรือ cheroot (ภาษาอังกฤษ) จึงเป็นมหาเศรษฐีได้ คำตอบคือนับตั้งแต่ยุคอาณานิคม ยาสูบเป็นพืชเศรษฐกิจที่อังกฤษเข้าไปสนับสนุนให้คนพื้นเมืองปลูก ในยุคที่บุหรี่และซิการ์ได้รับความนิยมในวงกว้าง และยังไม่มีการค้นพบเรื่องผลกระทบของยาสูบที่มีต่อสุขภาพดังเช่นปัจจุบัน ดังนั้น ใบยาสูบจึงเป็นพืชที่มีปลูกกันทั่วไปในเขตศูนย์สูตร ตั้งแต่ทางตอนกลางของพม่า ในมณฑลมัณฑะเลย์และมณฑลมักก่วย (Magwe) ไปจนถึงหมู่เกาะน้อยใหญ่ในอินโดนีเซีย

จนถึงปัจจุบัน แม้ทั่วโลกจะให้การยอมรับว่าใบยาสูบมีส่วนในการก่อมะเร็งและโรคอื่นๆ และพม่าเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเพื่อกำหนดกรอบการควบคุมยาสูบแห่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization Framework Convention on Tobacco Control หรือ WHO FCTC) และนำกฎหมายควบคุมใบยาสูบมาใช้ตั้งแต่ปี 2006 แต่วัฒนธรรมการสูบยา (ที่เรียกว่า เซ-เต้า หรือแปลตรงตัวว่า ดื่มยา) ยังคงเป็นที่นิยมแพร่หลายในพม่า

ในอันที่จริง พม่าไม่ใช่ผู้ปลูกใบยาสูบที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ผลิตใบยาสูบมากที่สุด สูงถึง 2 แสนตัน ในขณะที่ฟิลิปปินส์และไทยมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ผลิตได้ 56,000 และ 39,000 ตันต่อปี ตามลำดับ ความนิยมบริโภคใบยาสูบในพม่าไม่ได้จำกัดเฉพาะการบริโภคแบบสูบ ในรูปของบุหรี่มวน หรือซิการ์แบบพม่า แต่ยังนิยมเคี้ยวเปล่าๆ หรือเป็นส่วนผสมในหมากพลูที่ใช้เคี้ยวเป็นคำๆ ด้วย

อุตสาหกรรมใบยาสูบในพม่าเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลทหารมายาวนาน ภายใต้คณะกรรมการ People’s Cigarette Industry Management Committee และ Myanmar Singapura United Tobacco Co Ltd (MSU) ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมยาสูบเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง 2 บริษัท ได้แก่ JV-Myanmar Foodstuff Industries และ Singapore United Tobacco ตั้งขึ้นตั้งแต่ 1992 อีกสองบริษัทที่มีบทบาทมาจนปัจจุบันคือ British American Tobacco (BAT) ซึ่งเพิ่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปยาสูบมากถึง 50 ล้านเหรียญ และเป็นผู้นำตลาดภายในประเทศ อีกหนึ่งบริษัทขนาดใหญ่คือ Japan Tobacco International (JTI) เป็นบริษัทข้ามชาติ แต่หันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยาสูบเพื่อป้อนตลาดภายในพม่ามากขึ้น

แม้จะมีบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั้งจากอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เข้าไปลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาสูบในพม่าหลายแห่ง แต่ก็ยังมีช่องว่างทางการตลาดที่เปิดให้ผู้ผลิตรายย่อยเติบโต แม้ว่าตั้งแต่ทศวรรษ 2000 ครอบครัวนักธุรกิจเก่าแก่ที่ขายบุหรี่พม่าเริ่มลดบทบาทลง เพราะความนิยมบุหรี่ดั้งเดิมลดลง แต่ด้วยบุหรี่แบบพม่ายังคงมีราคาถูก และยังเป็นที่นิยมในบรรดาผู้ใช้แรงงาน (ไม่จำกัดว่าเป็นหญิงหรือชาย) ทำให้อุตสาหกรรมยาสูบดำเนินต่อไปได้

ลองนึกกันเล่นๆ ว่า ด่อ หล่า เตง เป็นเพียงเจ้าของโรงงานผลิตบุหรี่รายย่อย แต่เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐินี (ภาษาพม่าเรียกว่า “ตะเท”) หรือไฮโซคนหนึ่งของสังคม แล้วบรรดาเจ้าของบริษัทร่วมทุนยาสูบทั้ง 4 อันดับแรกจะมีรายได้มหาศาลเพียงใด เรื่องของ ด่อ หล่า เตง เป็นหนึ่งในตัวอย่างของครอบครัวเก่าแก่ในพม่า ที่สะสมทุนและเจริญเติบโตขึ้นมาจากเศรษฐกิจที่เจริญสูงสุดในยุคอาณานิคม แม้ในปัจจุบัน ผลิตผลทางการเกษตรหลายอย่างที่เคยเป็นรายได้หลักของพม่าจะไม่ได้เป็นรายได้หลักของประเทศอีกต่อไปแล้ว แต่หลายตระกูลพ่อค้าก็ยังมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมและยังเป็นที่เคารพของคนในท้องถิ่น ต่างกับนักธุรกิจกลุ่มใหม่ๆ ที่เติบโตขึ้นมาเพราะสายสัมพันธ์พิเศษกับกองทัพ เริ่มตั้งแต่ยุคเน วิน และมาเจริญถึงขีดสุดในยุค SLORC ต่อ SPDC นักธุรกิจ หรือ “โครนี่” กลุ่มหลังนี้ไม่ได้เป็นตระกูลเก่าแก่ แต่เจริญรุ่งเรืองจากการทำธุรกิจสีเทาๆ กับกองทัพพม่า กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...