โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระพรหมพิจิตร กับงานสถาปัตยกรรมไทยใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย (จบ)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2565 เวลา 03.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

พระพรหมพิจิตร

กับงานสถาปัตยกรรมไทยใหม่

ในระบอบประชาธิปไตย (จบ)

ระหว่างปี พ.ศ.2481-2482 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางไปตรวจราชการทางจังหวัดภาคใต้

ท่านได้ปรารภว่า การออกแบบวัดวาอารามต่างๆ ตามระยะทางที่ได้ผ่านมา มีลักษณะทรวดทรงไม่สวยงาม ไม่เหมาะสมที่จะเป็นเครื่องแสดงวัฒนธรรมของชาติ

จากความเห็นดังกล่าว รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมศิลปากรทำการออกแบบพระอุโบสถที่ได้มาตรฐานทางสถาปัตยกรรมไทยขึ้น เพื่อจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ประชาชนและเจ้าอาวาสทั้งหลาย ได้เห็นเป็นตัวอย่างในการนำไปใช้ก่อสร้างต่อไป

กรมศิลปากรได้มอบหมายให้พระพรหมพิจิตร นายช่างสถาปัตยกรรมไทยที่เชี่ยวชาญที่สุด ณ ขณะนั้น เป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถมาตรฐาน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ 3 ขนาด เพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มีมากน้อยต่างกันไปของวัดแต่ละแห่ง

การออกแบบในครั้งนั้น รู้จักกันในเวลาต่อมาในชื่อว่า “พระอุโบสถมาตรฐานแบบ ก. ข. ค.”

พระอุโบสถแบบ ก. มีขนาดใหญ่ที่สุด กว้าง 8.15 เมตร ยาว 23.00 เมตร เป็นพระอุโบสถขนาด 7 ห้อง หลังคาซ้อน 3 ชั้น ชั้นละ 3 ตับหลังคา

พระอุโบสถแบบ ข. มีขนาดกว้าง 7.50 เมตร ยาว 12.70 เมตร เป็นพระอุโบสถขนาด 6 ห้อง หลังคาด้านหน้าซ้อน 3 ชั้น ด้านหลังซ้อน 2 ชั้น หลังคาทุกชั้นซ้อน 3 ตับหลังคา โดยด้านหน้าออกแบบให้มีมุขลดยื่นออกมา 4.50 เมตร

พระอุโบสถแบบ ค. มีขนาดกว้าง 7.00 เมตร ยาว 13.75 เมตร เป็นพระอุโบสถขนาด 7 ห้อง หลังคาด้านหน้าซ้อน 3 ชั้น ชั้นละ 3 ตับหลังคา โดยออกแบบให้มีมุขลดด้านหน้าและหลังยื่นออกมายาวด้านละ 4.00 เมตร

แบบพระอุโบสถมาตรฐานชุดนี้ได้ถูกแจกจ่ายกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงมีการตีพิมพ์เผยแพร่ในลักษณะหนังสือทั่วไปอีกเป็นครั้งคราว เพื่อชักจูง โน้มน้าว หรือแม้กระทั่งกึ่งบังคับให้มีการสร้างอาคารภายในวัดของตนเองด้วยรูปแบบมาตรฐานนี้

ความพยายามในการสร้างมาตรฐานของชาติให้เกิดขึ้นในทุกอย่างทางวัฒนธรรม (ภาษา สำเนียงพูด ศิลปะ สถาปัตยกรรม ฯลฯ) เป็นปรากฏการณ์ปกติในสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นรัฐชาติ ไม่เว้นแม้กระทั่งสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการปฏิวัติ 2475 ที่ในทางวิชาการค่อนข้างเห็นตรงกันว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยก้าวสู่ความเป็นรัฐประชาชาติอย่างแท้จริง

จึงไม่แปลกที่ช่วงเวลาดังกล่าว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงจอมพล ป. ที่แนวคิดชาตินิยมไทยกำลังเฟื่องฟูมาก) เราจึงเห็นนโยบายที่เน้นการสร้างมาตรฐานกลางทางวัฒนธรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยมาตรฐาน ดนตรีไทยมาตรฐาน การแต่งกายไทยมาตรฐาน สำเนียงไทยมาตรฐาน ศิลปะไทยมาตรฐาน ฯลฯ

ซึ่งการออกแบบ “พระอุโบสถมาตรฐานแบบ ก. ข. ค.” ก็คือผลผลิตของแนวคิดดังกล่าวที่ต้องการมองหาหรือสร้างมาตรฐานกลางของงานสถาปัตยกรรมไทยให้เกิดขึ้น

แต่ภายใต้การสร้างมาตรฐานกลาง ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบมุมกลับที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือ การทำลายความหลากหลายทางวัฒนธรรมลง

ภาษาถิ่นมากมายถูกลดความสำคัญหรือทำให้สูญหายไปภายใต้การสร้างมาตรฐานทางภาษาให้เกิดขึ้น สำเนียงพูดและสำเนียงดนตรีที่หลากหลายสูญหายเพื่อเปิดทางให้แก่สำเนียงพูดและสำเนียงดนตรีมาตรฐาน

การออกแบบพระอุโบสถมาตรฐานของพระพรหมพิจิตรก็เช่นกัน แม้จะมีการออกแบบให้มีขนาดและรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันถึง 3 แบบ แต่ถ้าดูให้ดีก็จะพบว่าทั้งหมดล้วนออกแบบขึ้นจากรูปทรงและองค์ประกอบของงานสถาปัตยกรรมไทยแบบภาคกลาง หรือให้ชัดขึ้นก็คือ แบบกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว

แบบชุดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ชาตินิยมไทยทางสถาปัตยกรรม ณ ขณะนั้น ที่เลือกยกย่องรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยแบบกรุงเทพฯ เพียงแบบเดียวให้เป็นตัวแทนของชาติและความเป็นไทย ซึ่งแน่นอน ผลกระทบ (ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ) ที่ตามมา คือ ความรู้สึกรังเกียจศิลปะท้องถิ่น รู้สึกว่าไม่สวยงามมากพอ และรู้สึกว่าไม่มีคุณค่าทางศิลปะมากเพียงพอ

ยิ่งไปกว่านั้น คือ “พระอุโบสถมาตรฐานแบบ ก. ข. ค.” ถูกออกแบบขึ้นโดยการใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก (ซึ่งเป็นวัสดุสมัยใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมมากในช่วงดังกล่าว) เป็นโครงสร้างหลักในการก่อสร้าง ก็ยิ่งทำให้งานออกแบบของพระพรหมพิจิตรชุดนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

“พระอุโบสถมาตรฐานแบบ ก. ข. ค.” ได้กลายเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการรื้อถอนพระอุโบสถแบบดั้งเดิมที่ถูกออกแบบด้วยศิลปะท้องถิ่นลงอย่างมากมาย

รูปแบบพระอุโบสถฉบับมาตรฐานกลางจากกรุงเทพฯ ของพระพรหมพิจิตรได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความทันสมัยและสวยงามแบบใหม่ในสายตาของชนชั้นนำท้องถิ่นโดยเฉพาะเจ้าอาวาสตามวัดต่างๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แม้ปัจจุบันกระแสเรียกร้องและรื้อฟื้นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นกำลังเฟื่องฟูอย่างมาก แต่อิทธิพลของงานชุดนี้ก็ยังดำรงอยู่ แม้หลายวัดจะมีการออกแบบปรับแปลงในรายละเอียดตกแต่งทางสถาปัตยกรรมให้แตกต่างออกไปบ้างตามแต่ละท้องที่ แต่โครงสร้างภาพรวมทางรูปแบบและแผนผัง ก็ยังอาจกล่าวได้ว่ามีกลิ่นอายของงานออกแบบของพระพรหมพิจิตรชุดนี้ผสมอยู่ไม่มากก็น้อย

นอกจากความพยายามสร้างมาตรฐานกลางทางสถาปัตยกรรมไทยผ่านการออกแบบ “พระอุโบสถมาตรฐาน ก. ข. ค.” แล้ว พระพรหมพิจิตรยังมีส่วนสำคัญในการสร้างมาตรฐานดังกล่าวให้เกิดขึ้นผ่านการเขียนตำราทางสถาปัตยกรรมไทยอีกด้วย

ภายหลังเกษียณอายุราชการ พระพรหมพิจิตรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นอาจารย์สอนวิชาสถาปัตยกรรมไทยให้กับสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น

ในช่วงเวลานี้เองที่ท่านได้ผลิตผลงานชิ้นสำคัญที่สุดอีกชิ้นขึ้นมาในรูปของตำราที่นักเรียนสถาปัตยกรรมไทยทุกคนรู้จักกันดีในชื่อว่า “พุทธศิลปสถาปัตยกรรม ภาคต้น”

ตำราเล่มนี้ ถือว่าเป็นตำราวิชาการทางสถาปัตยกรรมไทยเล่มแรกที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจและจริงจังที่จะให้เป็นตำราเรียนวิชาช่างในระดับที่กว้างขวางแพร่หลาย

น่าเสียดายที่ท่านมีโอกาสได้เขียนเพียงพุทธศิลป์ภาคต้นเพียงเล่มเดียว ทั้งๆ ที่ท่านได้เคยมีปรารภว่าจะเขียนภาคปลายต่อไปอีก แต่ด้วยสังขารที่ไม่อำนวยแก่การทำงานหนักอีกต่อไป จึงทำให้ท่านเสียชีวิตเสียก่อนที่จะได้มีโอกาสเขียนตำราทางสถาปัตยกรรมไทยเล่มต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตำราเล่มนี้ก็ถือได้ว่ามีค่าและสำคัญยิ่งต่อวงการศึกษาทางสถาปัตยกรรมไทยในเวลาต่อมา เพราะเนื้อหาที่รวบรวมอยู่ในเล่มเป็นการปูความรู้พื้นฐานทางด้านสถาปัตยกรรมไทยขั้นต้นให้แก่ผู้สนใจได้เป็นอย่างดี มีการจัดหมวดหมู่องค์ประกอบลวดลายและรูปแบบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน

“พุทธศิลปสถาปัตยกรรม ภาคต้น” ได้กลายเป็นตำราพื้นฐานภาคบังคับแก่นักเรียนสถาปัตยกรรมไทยที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งแม้จนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรตระหนักไว้เสมอก็คือ ในอีกด้านหนึ่ง ตำราเล่มนี้ก็เป็นเพียงตำราที่เกิดขึ้นจากการรวบรวมความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมไทยแบบภาคกลาง ภายใต้บริบทของแนวคิดชาตินิยมไทยที่ต้องการสร้างมาตรฐานกลางของชาติในทุกอย่างเท่านั้น

มิใช่ภาพตัวแทนของสถาปัตยกรรมไทยทั้งหมดแต่อย่างใด

จากผลงานหลากประเภทที่กล่าวมาหลายตอน เราคงเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วนะครับว่า ผลงานที่พระพรหมพิจิตรได้สร้างขึ้นมาตลอดชีวิตนั้น แสดงออกถึงคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการที่ทำให้นายช่างหรือสถาปนิกท่านใดก็ตามในโลกนี้ควรค่าแก่การถูกจดจำและระลึกถึงอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นความสามารถสร้างสรรค์งานที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นเฉพาะตัว

ผลงานที่สามารถสนองตอบต่ออุดมคติร่วมของยุคสมัย ณ ขณะที่ผลงานนั้นๆ ถูกสร้างขึ้น

และที่สำคัญที่สุดคือ ผลงานยังคงส่งอิทธิพลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลในแง่ดีหรือร้ายก็ตาม

ซึ่งบางอย่างเราก็คุ้นชินในชีวิตประจำวันมากจนแทบจะไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่พระพรหมพิจิตรเพิ่งออกแบบขึ้นเมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง

เช่น เมรุถาวรสำหรับสามัญชน และพระอุโบสถมาตรฐาน ก. ข. ค. เป็นต้น

หรือผลงานบางอย่างก็ดูก้าวหน้าล้ำสมัยแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังแลดูไม่น่าเชื่อว่าเป็นผลงานที่เกิดขึ้นมากว่าแปดสิบปีแล้ว เช่น อนุสาวรีย์ไทย และซุ้มประตูสวัสดิโสภา เป็นต้น

ในความเห็นผม หากเรามองว่า คุณูปการของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ คือนายช่างใหญ่แห่งกรุงสยามที่พัฒนางานสถาปัตยกรรมไทยเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เราก็อาจจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า พระพรหมพิจิตรคือนายช่างสถาปัตยกรรมไทยใหม่ ที่พัฒนางานสถาปัตยกรรมไทยเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...