โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘กสิกรไทย’ แจ้งกำไรไตรมาส 1 ปี 68 แตะ 1.37 หมื่นล้านบาท ชี้เศรษฐกิจเผชิญความท้าทาย

The Reporters

อัพเดต 21 เม.ย. 2568 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 02.43 น.

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2568 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ปรับปรุงใหม่

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัวในกรอบจำกัด แม้การส่งออกสินค้าจะขยายตัวสูงจากการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ได้รับอานิสงส์เต็มที่จากปัญหาเชิงโครงสร้าง การแข่งขันสูง และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2568 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่าปีก่อน โดยนอกเหนือจากผลกระทบของเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคมต่อภาคการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้างแล้ว การปรับขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกไทยหลายรายการ ซึ่งความตึงเครียดของสงครามการค้านี้นับเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่มาตรการภาครัฐอาจช่วยประคองเศรษฐกิจได้เพียงบางส่วน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศยังถูกกดดันจากฐานะการเงินที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่สูง

ท่ามกลางปัจจัยท้าทายและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึงการดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างเหมาะสม ทั้งการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม การร่วมมือผ่านโครงการภาครัฐเพื่อสนับสนุนลูกค้า ตลอดจนการจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เพื่อส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นตามยุทธศาสตร์ 3+1

ธนาคารฯ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 บริษัทย่อยแห่งหนึ่งได้เริ่มใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 17 เรื่อง สัญญาประกันภัย (IFRS 17) สอดคล้องกับแนวทางสากล โดยได้ปรับปรุงงบการเงินรวมปี 2567 ย้อนหลังเพื่อให้ข้อมูลเปรียบเทียบกันได้ ทั้งนี้ การนำมาตรฐานฯ ดังกล่าวมาใช้ไม่มีผลกระทบอย่างมีสาระสำคัญต่องบการเงินรวม

เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 กับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ปรับปรุงใหม่) พบว่า รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 2,761 ล้านบาท หรือ 7.23% จากแรงกดดันของภาวะอัตราดอกเบี้ยและการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 3.41% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตขึ้น 1,826 ล้านบาท หรือ 15.39% จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินฯ รายได้จากการลงทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ ส่งผลให้รายได้จากการดำเนินงานสุทธิลดลง 935 ล้านบาท หรือ 1.87%

ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to income ratio) อยู่ที่ระดับ 40.84% นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จำนวน 9,818 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทำให้มีกำไรสุทธิ 13,791 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.08%

เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2567 (ปรับปรุงใหม่) รายได้จากการดำเนินงานสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 397 ล้านบาท หรือ 0.81% ส่วนใหญ่จากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินฯ และรายได้จากการลงทุน แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลงตามภาวะตลาด ขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 2,243 ล้านบาท หรือ 10.06% ส่วนหนึ่งจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดตามฤดูกาลและการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้ เพิ่มขึ้น 2,640 ล้านบาท หรือ 9.99% การตั้งสำรองฯ ยังคงสอดคล้องกับหลักความระมัดระวัง

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4,355,212 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,258 ล้านบาท หรือ 0.33% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 (ปรับปรุงใหม่) ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนสุทธิ ขณะที่เงินให้สินเชื่อสุทธิลดลง เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 159.49% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของกลุ่มธุรกิจฯ ตามหลักเกณฑ์ Basel III ยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ 20.52%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...