วิกฤติเหล็กล้นตลาด ในเอเชีย จ่อทวีความรุนแรง อินเดีย-เวียดนาม-เกาหลีใต้ เร่งคุมเข้มตรวจสอบ
"วิกฤติเหล็กล้นตลาด" ในเอเชีย จ่อทวีความรุนแรง หลังทรัมป์จ่อเก็บภาษีนำเข้ากว่า 25% อินเดียเล็งพิจารณามาตรการคุ้มครอง เวียดนาม-เกาหลีใต้เร่งตรวจสอบเหล็กจีน
วันที่ 21 กุมพาพันธ์ 2568 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเวียดนามและอินเดีย เป็นผู้ผลิตเหล็กกล้าในเอเชียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ หากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินหน้ากำหนดภาษีศุลกากรแบบเหมารวมสำหรับการนำเข้าโลหะจากสหรัฐทั้งหมด
อุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกเตรียมรับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% ของทรัมป์ ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 12 มีนาคม 258 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองผู้ผลิตในสหรัฐ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มความตึงเครียดด้านเหล็กในระดับโลกที่เกิดจากการส่งออกของจีนที่เพิ่มสูงขึ้น ด้วย ในเอเชียมีความกังวลว่าเหล็กอย่างน้อยบางส่วนอาจเข้ามาในตลาดระดับภูมิภาคที่อิ่มตัว หากไม่ส่งไปยังสหรัฐ
Nghiem Xuan Da ประธานสมาคมเหล็กกล้าเวียดนาม กล่าวกับบลูมเบิร์กว่า “อาจเห็นเหล็กกล้าจากประเทศเหล่านี้ถูกขายให้กับเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายใหม่นี้จะทำให้ไม่กล้าส่งออกไปยังสหรัฐ” พร้อมเสริมว่า เวียดนามกลายเป็นผู้บริโภคและส่งออกเหล็กกล้ารายใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ผู้ผลิตเหล็กจากเอเชียไปจนถึงยุโรปและละตินอเมริกาต่างได้รับผลกระทบจากเหล็กราคาถูกจากจีนที่หลั่งไหลเข้ามาท่วมตลาด โดยการส่งออกเหล็กของจีนในปี 2567 พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 ปีที่ 110 ล้านตัน การพุ่งขึ้นดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการร้องเรียนด้านการค้าจำนวนมาก โดยล่าสุดมาจากเกาหลีใต้และทำให้เหล็กจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียต้องส่งออกไปไกลขึ้น
ขณะเดียวกันความตึงเครียดด้านการค้า คำสั่งของทรัมป์ระบุว่าการส่งออกของจีนกำลังแทนที่การผลิตในประเทศอื่นและบังคับให้ประเทศเหล่านั้นต้องส่งออกเหล็กในปริมาณที่มากขึ้นไปยังสหรัฐ สหภาพยุโรปกำลังแก้ไขมาตรการคุ้มครองเพื่อตอบสนองต่อกระแสที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย ในขณะเดียวกันอินเดียกำลังพิจารณามาตรการคุ้มครอง และเวียดนามกำลังตรวจสอบเหล็กของจีน ขณะที่เกาหลีใต้อาจตรวจสอบผลิตภัณฑ์ของจีนมากขึ้น
ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ต่างก็ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐที่บังคับใช้ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่ง รวมทั้งแคนาดา เม็กซิโก และประเทศอื่นๆ อีกไม่กี่ประเทศด้วย โดยขึ้นอยู่กับว่าประเทศเหล่านี้จะสามารถเจรจายกเว้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ได้หรือไม่
Sehul Bhatt ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Crisil Intelligence กล่าวว่า หากไม่เป็นเช่นนั้น จะมีการเปลี่ยนเส้นทางสินค้าคงคลังของผู้ส่งออกไปยังประเทศผู้นำเข้าอื่นด้วยราคาที่แข่งขันกันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันในระดับโลกที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาเหล็กในอินเดียซึ่งใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีแล้วลดลง
อย่างไรก็ตามภาษีนำเข้าโลหะใหม่ของทรัมป์ยังไม่สรุปผล ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีปริมาณการนำเข้าเพียงเล็กน้อยที่จะได้รับผลกระทบ โดยเมื่อปีที่แล้วมีการนำเข้าจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียประมาณ 3.75 ล้านตันตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ ปริมาณการนำเข้าโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภาษีทั่วโลกอยู่ที่มากกว่า 20 ล้านตัน
นอกจากนี้ปริมาณที่ได้รับผลกระทบบางส่วนยังรวมถึงผลิตภัณฑ์เหล็กเฉพาะกลุ่มที่ยังคงไหลเข้าสู่สหรัฐต่อไป แม้ว่าจะมีการกำหนดภาษีศุลกากรเต็มรูปแบบก็ตาม ลูกค้าจะต้องจ่ายเงินมากขึ้น
Lawrence Zhang และ Tiago Vespoli นักวิเคราะห์ของ Wood Mackenzie Ltd. กล่าวว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นผู้จัดหาเหล็กชนิดพิเศษคุณภาพสูงบางส่วนที่ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐ ซึ่งเป็นเหล็กที่บริษัทต่างๆ ในประเทศนั้นพึ่งพา นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะต้องควบคุมผลผลิตแทนที่จะหาแหล่งอื่นในตลาดที่มีอุปทานล้นตลาด
Xu Xiangchun นักวิเคราะห์จาก Mysteel Global กล่าวว่า "ส่วนอื่นๆ ของโลกแทบจะไม่สามารถดูดซับปริมาณเหล่านั้นได้ เนื่องจากความต้องการเหล็กกล้าทั่วโลกค่อนข้างซบเซา ซึ่งหมายความว่าส่วนอื่นๆ ของโลก รวมถึงจีน จะต้องลดการผลิต"
อ้างอิง : bloomberg.com