เกิดใหม่ทั้งที ขอสร้างตัวเป็นเศรษฐียุค 80's
ข้อมูลเบื้องต้น
บทนำ
บทนำ
รู้สึกเหมือนปลาถูกย้อนเกล็ด ราวกับว่าทั่วทั้งร่างกายถูกเข็มนับหมื่นพันทิ่มแทง เจ็บปวดเสียจนอยากที่จะกรีดร้องออกมาสุดเสียง รอบด้านมีเพียงความมืดมิดเงียบงัน ถัดจากนั้นความรู้สึกแปลกใหม่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาแช่มช้า เขาค้นพบว่าในท้องอุ่นวาบ ไม่ได้รับประทานผ่านปากแต่จู่ ๆ ท้องก็เต็มขึ้นมา หลี่ซูเหวินงุนงงไม่คลาย ถ้าให้กล่าวว่าสภาวะเช่นนี้เหมือนกับอะไรมากที่สุด ตัวเขาคงคิดว่านี่คือสภาวะของทารกที่อยู่ในครรภ์มารดาซึ่งกำลังรับการหล่อเลี้ยงผ่านสายสะดือ ส่วนที่มองไม่เห็นก็น่าจะเป็นเพราะตายังมองไม่เห็น อยู่ในครรภ์เปลือกตาน่าจะปิดสนิทอยู่
“ต้องจำเอาไว้เสมอว่า หลังจากให้อาหารผ่านสายยางแล้ว จำเป็นต้องกรอกน้ำต้มสุกเข้าไปด้วย 50 ถึง 70ซีซี ปกติแล้วเราจะเปลี่ยนสายยางเดือนละครั้ง แต่เพราะว่าเธอมักจะกรอกน้ำต้มสุกหลังอาหารน้อยเกินไป พอถึงเวลาคราบอาหารถึงเกรอะกรังไปหมด…” น้ำเสียงเข้มงวดชำแรกผ่านความเงียบงันมืดมิดเข้ามายังโสตประสาท
ให้อาหารผ่านสายยาง ?
หลี่ซูเหวินอึ้งงัน ทว่าสมองยังไม่ทันได้ประมวลผล สุ้มเสียงเข้มงวดนั้นก็กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่สามีของเธอยังไม่มาอีกเหรอ ? อ้อ! วันนี้มาช้ากว่าปกติ ? เอาล่ะ…เธออย่าลืมจัดการถุงอึถุงฉีให้เรียบร้อยล่ะ ถ้ามันล้นขึ้นมาคงได้ลำบากกันหมดแน่นอน”
สิ้นคำ หลี่ซูเหวินแว่วเสียงรองเท้าค่อย ๆ เดินห่างออกไป
“เสี่ยวเม่ย…อย่าว่าป้าอัปมงคลเลยนะ เธอเองก็ยังอายุน้อย บางทีควรตระเตรียมใจเอาไว้บ้าง…สามีของเธอนอนเป็นผักแบบนี้มาปีเศษแล้ว เธอควรจะกล่อมแม่สามีให้ปล่อยวางเสีย…ป่วยติดเตียงแบบนี้ เดือน ๆ หนึ่งค่ารักษาพยาบาลตั้ง 13 หยวน…แม่สามีของเธอยิ่งนับวันก็ยิ่งผ่ายผอมลง…”
เขาได้ยินเสียงขูดขีดและเสียงเคาะเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีเสียงเอี๊ยดแหลมสูงชวนให้รู้สึกเสียวฟันแทรกเข้ามาด้วย พอมาตรองดูแล้ว เสียงนี้ไม่ใช่ว่าได้ยินเป็นครั้งแรก แต่เสียงเข้มงวดของหญิงวัยกลางคนในตอนแรกที่ได้ยิน หลี่ซูเหวินก็ได้ยินเสียงแบบนี้ด้วย เมื่อเทียบกับความทรงจำ เสียงนี้ดูคล้ายกับเสียงชอล์กที่ขีดเขียนบนกระดานดำเป็นอย่างมาก พอคิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็มีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจ ตั้งแต่คู่สนทนาคนแรกมาจนถึงตอนนี้ มีแต่การพูดคุยอยู่ฝ่ายเดียว หลี่ซูเหวินพอจะจินตนาการออกว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังถือกระดานดำแบบพกพาพร้อมกับชอล์กคอยเขียนข้อความโต้ตอบกับคนอื่นอยู่
หูได้ยินเสียงเลยเขียนข้อความตอบกลับ อย่างนั้นคงจะเป็นใบ้
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ หลี่ซูเหวินก็เริ่มทบทวนความทรงจำของตัวเอง ทว่าชั่วขณะที่เริ่มขยับความคิด ความทรงจำมากมายที่เป็นทั้ง ‘ของตัวเอง’ และไม่ใช่ของตัวเองหลั่งไหลเข้ามาในหัวดุจสายน้ำหลาก เขาคือหลี่ซูเหวิน ซีอีโอของบริษัท ‘เดคาคอร์น’ ขณะเดียวกันเขาก็คือหยางซูเหวิน บุตรชายคนที่ 3 ของบุตรชายคนที่ 4 จากตระกูลหยางแห่งหมู่บ้าน ‘หว่าซือ’ อำเภอ ‘เอ๋อต้าเจียง’ จังหวัด ‘ตงหัว’
ความทรงจำทั้งของ ‘หลี่ซูเหวิน’ และ ‘หยางซูเหวิน’ หลั่งไหลกอปรรวมกันเป็นกลุ่มก้อนความทรงจำร่วม ประหนึ่งเขาค้นพบว่าตัวเองมีสองบุคลิก และความทรงจำของอีกบุคลิกจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา แจ่มชัดถึงขั้นที่เขาสับสนกระทั่งว่าที่แท้แล้วเขาคือหลี่ซูเหวิน หรือว่าหยางซูเหวินกันแน่
ที่น่าสนใจคือหลี่ซูเหวิน เป็นซีอีโอจากศตวรรษที่ 21 แต่ หยางซูเหวิน คือเด็กหนุ่มที่เติบโตจากศตวรรษที่ 20 ตามความทรงจำที่ได้รับมา หยางซูเหวินเกิด ปี 1966 ก่อนที่จะประสบเหตุเข้าโรงพยาบาล คือ ปี 1980 ขณะอายุได้ 14 ปี ความทรงจำล่าสุดของหลี่ซูเหวิน เป็นตอนที่ตนเองกำลังตีกอล์ฟอยู่กับลูกค้ารายใหญ่ หลังจากนั้นก็มีเสียงร้องตะโกน ‘ระวัง!’ ดังขึ้น ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะดำมืดในฉับพลัน จากการวิเคราะห์ของเขา นั่นน่าจะเป็นความทรงจำ ‘ก่อนตาย’ เพียงแต่นึกไม่ออกว่าอยู่ในสนามกอล์ฟแล้วจะตายได้ยังไง ? ที่อันตรายที่สุดคงมีเพียงลูกกอล์ฟ เจ้าของวงสวิงที่แรงที่สุดในโลกอยู่ที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนค่าเฉลี่ยทั่วไปก็อยู่ราว ๆ ไม่เกิน 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าตกใส่หัวเข้าจัง ๆ ก็น่ากลัวอยู่ หรือว่าซีอีโอเจ้าของบริษัทระดับหมื่นล้านดอลลาร์อย่างเขาจะชะตาอาภัพจริง ๆ ถึงได้ตายเพราะลูกกอล์ฟหวดใส่
ส่วนความทรงจำล่าสุดของหยางซูเหวิน คือ ถูกผู้อื่นทุบตีอย่างหนักหน่วง ภาพจำสุดท้ายคือมารดาพยายามที่จะเข้ามาห้าม แต่ถูกอีกฝ่ายตบตีจนยับเยิน ก่อนที่จะหันมาหาเขายกเท้าขึ้นกระทืบศีรษะของเขาเต็มแรง ความเจ็บปวดจากการที่ศีรษะกระแทกกับพื้นแล่นพล่าน ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะแปรเปลี่ยนเป็นดำมืด
เทียบเปรียบสองความทรงจำนี้ ราวกับว่าทั้งหลี่ซูเหวินและหยางซูเหวินล้วนตายจากโลกนี้ไปแล้วทั้งสิ้น
คนหนึ่งลูกกอล์ฟหวดใส่ศีรษะ อีกคนศีรษะโดนกระทึบ อาจบางทีสมองคืออวัยวะที่ซับซ้อนที่สุด การกระแทกอย่างแรงจึงทำให้เกิดความทรงจำแปลกประหลาดพวกนี้
หลี่ซูเหวินเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ เติบโตมาจากสถานสงเคราะห์เด็กชายเฉิงตู ไร้ครอบครัว แม้กระทั่งประสบความสำเร็จแล้วก็ยังไม่แต่งงาน ส่วนหยางซูเหวินตอนเกิดเรื่องก็พึ่งอายุ 14 ปี ตามประมวลกฎหมายล่าสุดฉบับปี 1978 แล้ว การแต่งงานระหว่างชายหญิงสมควรต้องอายุ 20 ปีบริบูรณ์ก่อนถึงจะแต่งงานได้ อย่างนั้นผู้หญิงใบ้ที่ขีดเขียนกระดานนั่นเป็นใคร ? จากปากคำของคนรอบข้างฟังดูเหมือนว่าจะเป็นภรรยาของเขา ?
ตอนนี้ดูเหมือนโสตประสาทกับสมองจะใช้งานได้ แต่พอสั่งการให้สมองขยับร่างกายอย่างการเปิดเปลือกตาขึ้นกลับไม่มีอะไรตอบสนอง เขาอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองอาจกำลังเป็นผู้ป่วยติดเตียง นี่เป็นความรู้สึกที่ซูเหวินไม่เคยสัมผัสมาก่อน ราวกับว่าใครสักคนดึงเอาจิตวิญญาณออกจากร่างกายของเขาโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มไล่ดูความทรงจำของเด็กหนุ่มหยางซูเหวิน แม้ว่าจะเป็นลูกชายคนที่ 3 ของบุตรชายคนที่ 4 แต่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพี่ชายและพี่สาวก็มีเพียงครึ่งเดียว บิดาของเขาเป็นชาวนา ภรรยาเก่าหนีไปเพราะทนกับพฤติกรรมเมาเหล้าและทุบตีคนไม่ไหว ด้วยเกรงว่าสักวันหนึ่งอาจจะถูกทุบตีจนตายขึ้นมาสักวัน หลังจากนั้นบิดาของเขาค่อยแต่งงานกับมารดาผู้ให้กำเนิด สำหรับพี่ชายและพี่สาวของเขาแล้ว มารดาของเขาก็คือแม่เลี้ยงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดทางสายเลือด
อาจเพราะหลี่ซูเหวินเป็นกำพร้า ไม่เคยสัมผัสความรักของพ่อแม่มาก่อน การได้เห็นพฤติกรรมของบิดาบังเกิดเกล้าของหยางซูเหวินทำให้ตัวเขารู้สึกโชคดี หากต้องเผชิญหน้ากับบิดาเช่นนี้สู้ไม่มีเลยจะดีกว่า กลับกันตัวเขาให้ความสนใจกับความทรงจำของหยางซูเหวินที่มีต่อมารดามากกว่า เทียบกับบิดาขี้เมาชอบตบตีแล้ว มารดาของเขากลับทุ่มเทความรักให้เขาอย่างหมดหัวใจ คุณป้าที่น่าจะเป็นผู้ป่วยเตียงติดกันพูดถึงอาการของเขาที่ป่วยติดเตียงมาปีเศษ ทั้งยังบอกให้แม่ของเขาตัดใจเพราะค่ารักษาพยาบาลสูง จากความทรงจำของเด็กหนุ่มหยางซูเหวิน ครอบครัวชาวนารายได้ไม่สูง ค่ารักษาพยาบาลเดือนละ 13หยวนถือว่าไม่น้อยเลย ที่ชวนให้ประหลาดใจมากกว่าคือจากความทรงจำที่เห็น ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาแม่ลูกกับตระกูลหยางของบิดาบังเกิดเกล้าก็ไม่ได้ผูกพันธ์กันขนาดนั้น แถมตระกูลหยางก็ค่อนข้างขี้เหนียว ลูกหลานก็มีมาก เด็กหนุ่มแซ่หยางคนนี้ก็ไม่ได้เป็นที่รัก
บางทีตระกูลหยางอาจกลัวถูกดำเนินคดีทางกฎหมายขึ้นมา ก็เลยต้องยินยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ขณะที่ความคิดมากมายพรั่งพรู สัมผัสอันนุ่มละมุนก็ค่อย ๆ แผ่กำจายขึ้นมา เขารู้สึกได้ว่าฝ่ามือของตนเองกำลังถูกใครบางคนเกาะกุมอยู่ ไม่ใช่แค่นั้น กระทั่งหน้าผากของเขายังสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากการที่ใครสักคนสัมผัสและลูบไล้อย่างทะนุถนอม ตั้งแต่เกิดจนโตมา 30 กว่าปี เขาไม่เคยถูกผู้คนสัมผัสร่างกายด้วยความรักเปี่ยมล้นเช่นนี้มาก่อน หัวใจของเขาสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่คุ้นเคย คล้ายกับการตอบสนองที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ สัมผัสอบอุ่นเหล่านั้นเหมือนกับตัวกระตุ้นประสาทสัมผัส เขาเริ่มสัมผัสถึงมือของตัวเอง สัมผัสได้ว่าความเจ็บปวดทั้งหมดมลายสิ้น ไม่ช้าเขาก็ค้นพบว่าร่างกายกับสมองคล้ายกับกำลังประสานเข้ามาด้วยกันอย่างแช่มช้า
นางโอวหยางเห็นสภาพของหยางซูเหวินผู้เป็นลูกแล้วก็ขอบตาร้อนผ่าว ร่างกายของบุตรชายผอมจนแลเห็นเส้นสายของกระดูกแจ่มชัด แม้ครอบครัวจะยากจน ทว่านางโอวหยางไม่เคยต้องให้ลูกชายต้องอดอยาก ทั้งชีวิตนี้สิ่งล้ำค่าที่สุดสำหรับเธอคือลูกชาย แม้เหล่าบุคลากรทางการแพทย์จะบอกว่าเธอ ‘หมดหวังแล้ว’ แต่นางโอวหยางก็ยังคงยึดติด ขอเพียงลูกชายมีลมหายใจ เธอก็จะยังคงมีความหวัง เธอจินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตหลังจากไร้ซึ่งบุตรชายแล้วจะดำเนินต่อไปอย่างไร หัวหงอกส่งหัวดำ…แค่คิดนางโอวหยางก็ทำใจไม่ได้แล้ว
“ลำบากเธอแล้ว” นางโอวหยางหันไปกล่าวกับเด็กสาววัย 16 ปีซึ่งนั่งเฝ้าบุตรชายอยู่ข้างเตียง ฝ่ายหลังก็สั่นศีรษะเป็นเชิงบอกว่าตัวเธอไม่ได้รู้สึกลำบากอันใด
ชั่วขณะที่สายตาจับจ้องลูกสะใภ้ จู่ ๆ นางโอวหยางก็รู้สึกว่านิ้วมือจากฝ่ามือที่ตนเองเกาะกุมกำลังขยับ เธอรั้งสายตาจากลูกสะใภ้หันควับกลับมาทันใด หัวใจของเธอเต้นระทึก นี่เธอคิดไปเองหรือว่า…
นางโอวหยางช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าซูบผอมเสียจนแก้มตอบเว้าลึก ฉับพลันเลือดในกายของเธอราวกับแข็งตัวขึ้นมาในทันใดเมื่อพบว่าเปลือกตาที่มักจะปิดสนิทอยู่เป็นนิจของลูกชายกำลังเลิกขึ้น เผยให้เห็นดวงตากระจ่างใสที่ไม่เคยได้พบเห็นมานานร่วมปีเศษ
อย่างรวดเร็วทันทีที่นางโอวหยางตั้งสติได้ เธอก็เกาะกุมมือของลูกชายแน่นพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
“คุณหมอคะ! ลูกชายของฉัน….ลูกชายของฉันฟื้นแล้ว!!”
บทที่ 1 :: สู่ปี 1982
บทที่ 1 :: สู่ปี 1982
ถัดจากนั้นทุกอย่างค่อนข้างวุ่นวาย หมอคนหนึ่งชะโงกหน้าเข้ามาในครรลองสายตา ใช้ไฟฉายส่องรูม่านตาของเขาเพื่อตรวจเช็คอาการตอบสนอง หลังจากนั้นถามคำถามมากมายโดยให้เขากะพริบตาตอบรับ เมื่อเห็นว่าตัวเขามีท่าทีตอบสนองแล้ว ก็ปล่อยให้เขาพักฟื้นร่างกาย เขาได้เห็นหน้าของนางโอวหยางเป็นครั้งแรก อีกฝ่ายร้องไห้จนเหนื่อยหอบขณะพูดคุยกับเขาไปด้วย แต่ซูเหวินฟังไม่ออกเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นไม่นานหมอก็เข้ามาตรวจการตอบสนองของบริเวณเท้าและฝ่ามือ แม้จะกระดิกนิ้วเท้าและนิ้วมือได้ ทว่าให้หันศีรษะไปมายังคงทำไม่ได้ กล้ามเนื้อไม่ได้ผ่านการใช้งานเลยตลอดปีเศษ
ชีวิตจริงไม่เหมือนกับในนิยายที่ใช้เวลาไม่นานก็ลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองได้ ความจริงที่แสนโหดร้ายคือการที่เขาได้เห็นหน้าภรรยาตัวน้อยของตนเองเป็นครั้งแรก เด็กสาวอายุราว 15-16 ปี ที่คนในห้องผู้ป่วยเรียกเธอว่า ‘เสี่ยวเม่ย’ เด็กสาวมักถือกระโถนอะลูมิเนียมเข้ามาพร้อมกับกรอกน้ำปัสสาวะสีอำพันออกจากถุงเก็บ จากนั้นก็จะนำไปเททิ้งและทำความสะอาดกระโถน ที่ชวนให้โหดร้ายแสนสาหัสเกินรับไหว คือการทำความสะอาดถุงอุจจาระ กระนั้นสีหน้าของ ‘เสี่ยวเม่ย’ กลับไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้น 3วัน ภรรยาตัวน้อยของเขาจะทำการเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำอุ่น เสร็จแล้วยังทำความสะอาดอวัยวะใต้เข็มขัดอย่างไม่เคอะเขิน
นี่มันแตกต่างอันใดกับนั่งอึอยู่ในห้องน้ำแล้วมีคนนั่งยอง ๆ จ้องดูเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย นอกจากนี้หลังจากนางโอวหยางได้พูดคุยกับหมอเจ้าของไข้ ก็ชักนำหมอกายภาพมาให้ หมอกายภาพช่วยสอนเสี่ยวเม่ยถึงวิธีการนวดเฟ้นกล้ามเนื้อทุกวันอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นทุก ๆ 1 ชั่วโมงต่อวัน ซูเหวินต้องเข้ารับการกายภาพบำบัดกับหมอนักกายภาพโดยตรง นี่เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มเข้ามา แต่นางโอวหยางก็พยักหน้าโดยไม่อิดออด ขอเพียงลูกชายของเธอกลับมาแข็งแรงได้ จะยากลำบากสักแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
ตอนที่เสี่ยวเม่ยจับเขาพลิกตัวให้นอนตะแรงข้างเพื่อชำระทำความสะอาดก้นเปล่าเปลือยของตัวเอง เส้นสายตาของซูเหวินก็เหลือบไปเห็นปฏิทินแขวนผนังแบบฉีกแสดงหน้าวันพุธที่ 4 เดือนมิถุนายน ของปี 1982 เด่นหรา ความรู้สึกงุนงงสับสนยิ่งแจ่มชัด ข้อสันนิษฐานมากมายผุดวาบเข้ามาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า เครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเป็นยูนิฟอร์มแบบเก่าที่ไม่ใช้กันมานานแล้ว พยาบาลเองก็เช่นเดียวกัน เตียงก็เป็นแบบเก่า ปกติแล้วโรงพยาบาลแทบทุกแห่งใช้เตียงแบบปรับไฟฟ้า ต่อให้ย่ำแย่แค่ไหนส่วนท่อนบนของเตียงก็ยังคงใช้รูปแบบปรับไฟฟ้าอยู่ดี ทว่าที่นี่กลับเป็นเตียงแบบใช้มือหมุนเพื่อปรับระดับหัวเตียง ด้วยนโยบายสวัสดิการด้านรักษาพยาบาลของรัฐแล้ว หากมีโรงพยาบาลไหนในประเทศยังใช้เตียงแบบนี้อยู่ คงได้ถูกสอบสวนเรื่องคอรัปชั่นไปนานแล้ว ขนาดชนบทห่างไกลยังไม่ใช้เตียงผู้ป่วยแบบนี้ ดังนั้นการที่มันมาปรากฏในครรลองสายตาของเขาจึงยิ่งประหลาด
หรือว่าตัวเขาอยู่ในยุค 80 เข้าแล้วจริง ๆ ? แถมไม่ใช่การย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของตัวเอง สาเหตุเป็นเพราะหลี่ซูเหวินถือกำเนิดในปี 1990 พอดิบพอดี ดังนั้นเวลานี้ตัวเขายังไม่ถือกำเนิดเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการคาดเดาของหลี่ซูเหวินมีเพียงข้อเดียว นั่นคือเขาย้อนเวลาหาอดีตโดยเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มแซ่หยางคนนี้เข้าแล้ว
เรื่องนี้ค่อนข้างไร้กฎเกณฑ์เกินไปหน่อยแล้ว…
ซูเหวินเก็บงำความสงสัยของตัวเองเอาไว้ เสี่ยวเม่ยที่อยู่ข้างกายก็ก้มหน้าก้มตานวดกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนบนร่างกายจนใบหน้าผุดเหงื่อเม็ดเป้งเกาะพราวเต็มไปหมด พิจารณาจากรูปลักษณ์ของเธอแล้ว หากเป็นยุคสมัยของหลี่ซูเหวิน เด็กสาวรายนี้สมควรยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย สวมใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์สะพายเป้เดินห้างสรรพสินค้า ที่น่าตกใจคือเด็กสาวหน้าตาค่อนข้างสะสวย แม้จะดำคล้ำกร้านแดดร่างกายผ่ายผอมเหมือนหนังหุ้มกระดูก แต่สวยก็คือสวย หากเทียบเปรียบกับในชีวิตเก่า แม่สาวน้อยคนนี้จะเดบิวต์เป็นไอดอลหรือนักแสดงวัยรุ่นในอนาคตก็ยังทำได้ กระนั้นตัวเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใด ๆ นอกเหนือไปจากความสำนึกขอบคุณ ก่อนตายหลี่ซูเหวินอายุ 35 ปี ให้ใช้สายตาแบบสามีมองดูภรรยากับเด็กสาวอายุ 15 ขวบคนหนึ่งย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
กิจวัตรประจำวันของซูเหวินเริ่มจากนวดกายภาพในช่วงเช้า จากนั้นช่วงบายจะให้นักกายภาพบำบัดนวดและยืดกล้ามเนื้ออีกเที่ยวหนึ่ง ตกเย็นภรรยาสาวน้อยเสี่ยวเม่ยจะทำการเช็ดตัวและจัดการสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย พอมืดแล้ว นางโอวหยางก็เยี่ยมหน้ามาหาเขา ทำการนวดกล้ามเนื้อให้เขาตามวิธีที่หมอกายภาพสอนอีกรอบหนึ่ง
“แม่ขอโทษนะลูกที่ไม่ได้อยู่ดูแล…” หญิงสาวเอ่ยพลางร่ำไห้เสียงสะอื้น “หลังจากเกิดเรื่องแม่ก็บอกให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย…”
นางโอวหยางบอกเล่าว่าเหมือนกับทุกครั้ง หลังจากสามีของตนดื่มเหล้าจนเมามายก็เริ่มด่าทอตนเองอย่างไร้เหตุผล แม้จะไม่ได้ต่อปากต่อคำอันใด แต่สามีของเธอก็ยังคงไม่พอใจ สุดท้ายก็จบลงที่ทุบตีเธอเสียทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนั้นหยางซูเหวินทานทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงเข้าไปห้ามบิดาบังเกิดเกล้า พาลให้อีกฝ่ายไม่พอใจจนหันมาทุบตีเขาแทน หลังจากกระทืบศีรษะของเขาจนสลบ อีกฝ่ายก็ยังกระทึบใส่เขาอีกหลายเท้า นางโอวหยางเห็นลูกชายแน่นิ่งไปเลยรีบเข้ามาขวางเอาไว้ ผลักสามีออกไปได้ ก็รีบแบกเขาขึ้นหลังวิ่งออกมาร้องขอให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย
หลังจากนั้นหมอวินิจฉัยว่าเขามีอาการโคม่าจึงอยากให้ส่งไปตรวจสอบยังโรงพยาบาลในจังหวัดซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือพรักพร้อมกว่า หลังจากนางโอวหยางทุ่มเงินทั้งหมดที่มีออกไป ผลลัพธ์ยังคงเดิม นั่นคือไม่มีวิธีรักษา ทำได้แค่รักษาไปตามอาการ หลังจากส่งลูกชายอย่างเขากลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ นางโอวหยางก็ไปเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลกับครอบครัวของสามีแต่พวกเขาไม่ยินยอมจ่าย นอกจากไม่จ่ายแล้วฝั่งตระกูลหยางยังไม่ต้องการรับผิดชอบใด ๆ จึงทำเรื่องหย่าร้างนางโอวหยาง ปัดสวะให้พ้นตัว
ต่อมานางโอวหยางก็กลับมาใช้แซ่ของบ้านเดิม เปลี่ยนจากหยางโอวหยางมาเป็นเยี่ยโอวหยาง พอหย่าแล้วบ้านและที่นาก็ถูกจัดสรรแยกออกจากตระกูลหยาง หญิงสาวตัวคนเดียวอย่างโอวหยางจึงต้องลงมือทำนาด้วยตัวเอง เสร็จจากทำนาก็ไปรับจ้างช่วยทำนาให้บ้านอื่น สินเดิมเจ้าสาวที่เหลืออยู่ก็ใช้จ่ายไปกับค่ารักษาซูเหวินจนหมดแล้ว โชคดีที่ยังมีรายรับเดือนละ 15 หยวน พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็เอาผลผลิตส่วนหนึ่งที่ได้รับการจัดสรรไปขายแลกเงินมาได้อีก 20 หยวน จึงไม่รู้สึกลำบากมากนัก แต่เงินก้อน 20 หยวนเป็นเงินรายครึ่งปี ส่วนรายรับเดือนละ 15 หยวนก็ไม่แน่นอน เพื่อให้เพียงพอต่อรายจ่าย โอวหยางจึงต้องรับงานทำความสะอาดตลาดผลผลิตทางเกษตรของหมู่บ้านเพื่อมีรายรับเพิ่มเข้ามาอีกเดือนละ 5 หยวน
เพื่อให้สะดวกกับการหาเงิน โอวหยางขอให้แม่สื่อช่วยหาหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนมาสักคนหนึ่งเพื่อให้มาช่วยดูแลลูกชายของตนเอง แม่สื่อก็ไปพบกับเสี่ยวเม่ยจากหมู่บ้านข้างเคียงเข้า หลังจากมอบสินสอด 10 หยวนกับธัญพืชอีก 50 ชั่ง เสี่ยวเม่ยก็ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ที่บ้านของโอวหยางในที่สุด
ซูเหวินสดับถึงตรงนี้ก็แทบจะสำลักสายยางป้อนหลอดอาหารตาย สินสอดเจ้าสาวจะอัตคัดเกินไปแล้วกระมัง! แต่พอฉุกคิดอีกที นี่มันยุค 80 เป็นช่วงปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งพึ่งผ่านพ้นช่วงอดอยากอย่างหนักมาได้ไม่นาน สำหรับสินสอดจำนวนนี้กับชาวไร่ชาวนาถือว่าไม่น้อยแล้ว แต่ที่ชวนงงกว่าคือทำไมถึงแต่งงานได้ตอนอายุยังไม่ถึง 20 ปีตามกฎหมาย
มองดูร่างกายที่ผายผอมถึงขั้นน่ากลัวว่าจะถูกลมพัดก็ปลิวได้ เหลือบเห็นมือทั้งสองข้างที่ด้านจนขึ้นปุ่มทั้งยังมีหนังที่ลอกออกมาเป็นขุยขาวอีกหลายแห่ง แม้โอวหยางจะบอกเล่าเหมือนไม่นำพาใส่ใจแต่จากที่เห็นแล้ว เพราะเพื่อลูกชายคนนี้ หญิงสาวต้องลำบากตรากตรำมาไม่น้อยจริง ๆ สายตาของเธอที่มองดูเขาเปี่ยมไปด้วยความรักความอบอุ่น หลี่ซูเหวินไม่เคยได้รับสายตาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต อาจเพราะในกายนี้มีเลือดอุ่น ๆ ของนางโอวหยางไหลเวียนอยู่จึงทำให้สัมผัสได้ถึงสายสัมพันธ์ใกล้ชิดที่ยากจะอธิบาย
บทที่ 2 :: กายภาพ
บทที่ 2 :: กายภาพ
ทุกอย่างผิดกฎเกณฑ์ไปหมด
ตามรูปแบบของนวนิยายออนไลน์แนวต่างโลกยอดนิยม ผู้หญิงมักได้ถือกำเนิดหรือย้อนเวลามายังยุค 70-80 ส่วนตัวละครเอกชายมักจะย้อนเวลากลับไปยังยุคสมัยราชวงศ์ หากให้สับเปลี่ยนเป็นตัวละครหญิงทะลุมิติย้อนเวลาไปยังยุคสมัยราชวงศ์ เช่นนั้นเรื่องราวคงน่าเบื่อแล้ว เพราะยุคสมัยนั้นสตรีล้วนถูกเลี้ยงดูในหอห้อง ไม่บ่อยนักที่จะออกนอกเรือนพบหน้าผู้คน ส่วนในยุค 80 ถ้าใช้ตัวละครชายขึ้นมา เรื่องราวก็จะไม่ค่อยน่าติดตามเพราะการตั้งต้นนั้นง่ายกว่าผู้หญิงมาก และเพื่อให้เรื่องราวชวนติดหนึบ ก็ต้องมีเรื่องดราม่า ชีวิตตัวละครต้องตกต่ำถึงขีดสุด สร้างเนื้อสร้างตัวให้กลายเป็นเทพ
แต่กับซูเหวินแล้ว นี่เหมือนการกลั่นแกล้งกันของสวรรค์เสียมากกว่า กว่าเขาจะสร้างอาณาจักรของบริษัทระดับหมื่นล้านได้คิดว่าง่ายดายนักหรือ ? บริษัทพึ่งจะไอพีโอ (เปิดขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณะ) ไปได้เพียง 3 ปี ตัวเขาพึ่งจะได้ขึ้นปกนิตยสารฟอบส์ไชน่า ในฐานะเศรษฐีใหม่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี
เงินยังไม่ทันได้ใช้เต็มที่ ปรากฏว่าตัวคนต้องโดนลูกกอล์ฟหวดศีรษะดับอนาถระหว่างคุยกับลูกค้าคนสำคัญ ? ถ้านี่เป็นเกมออนไลน์ ตัวเขาคงเหมือนกับคนที่บังเอิญลบไอดีเก่าเลเวลตันโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วต้องกลับมาตั้งต้นใหม่แต่แรก นี่เป็นยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ตยังไม่ถือกำเนิดในประเทศจีน แต่ตัวเขาดันเป็นโปรแกรมเมอร์ ? ต้นทุนชีวิตช่างแตกต่างกับตัวละครเอกในนวนิยายออนไลน์หลายขุม อย่าว่าแต่อินเตอร์เน็ตเลย ขนาดวิทยุในยุคนี้ยังเป็นของหายากราวกับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธง! ทั้งหายากทั้งแพง!
ซูเหวินจดจำได้ว่าก่อนยุค 90 ที่ตัวเองถือกำเนิด ประเทศจีนได้ชื่อว่ามีเทคโนโลยีล้าหลังอเมริกาไปไกลกว่า 15 ปี การที่เง็กเซียนฮ่องเต้เลือกปล่อยโปรแกรมเมอร์ระดับท็อปอย่างเขามาทิ้งไว้ที่นี่ถือเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง ทักษะนี้ในยุคสมัยนี้ใช้อะไรไม่ได้เลยสักนิด!
ตลอดการทำกายภาพ 1 เดือนเต็ม ซูเหวินเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้แล้ว แม้ว่าจะยังไม่สามารถเดินเหินได้ แต่ก็สามารถขยับศีรษะและร่างกายท่อนบนได้บ้างแล้ว ดังนั้นสายยางให้อาหารจึงถูกถอดออกไป เป็นเสี่ยวเม่ยภรรยาตัวน้อยที่คอยป้อนอาหารให้ด้วยสีหน้าท่าทางสัตย์ซื่อราวกับว่านี่เป็นหน้าที่ ๆ ตนเองต้องกระทำอยู่แล้ว การได้พูดคุยกับโอวหยางผู้เป็นแม่ เปรียบเสมือนการค่อย ๆ เก็บเล็กประสมน้อยทางข้อมูล จนถึงตอนนี้หลี่ซูเหวินมั่นใจแล้วว่าเขาไม่ใช่หลี่ซูเหวินแต่เป็นหยางซูเหวินในยุค 80 ตัวเขาทะลุมิติย้อนเวลามายังร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจริง ๆ
เมื่อลองคิดดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าลูกชายของนางโอวหยางน่าจะเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างที่นอนเป็นผัก และเพราะสถานการณ์ที่หาคำอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมมายืนยันไม่ได้ วิญญาณของหลี่ซูเหวินก้าวผ่านสายธารแห่งกาลเวลาย้อนกลับมายังร่างที่ไร้ซึ่งวิญญาณอยู่อาศัยของหยางซูเหวินคนนี้ พอได้สมมุติฐานแบบนี้ออกมา คิดถึงความดีงามของนางโอวหยางที่ทุ่มสุดตัวเพื่อลูกชาย ตัวเขาก็ให้รู้สึกหดหู่ใจแทนเธอขึ้นมา อีกฝ่ายจะรู้หรือไม่ว่าในเวลานี้ร่างของลูกชายที่ตนเองรักสุดหัวใจกลับถูกคนอื่นยึดร่างเข้าเสียแล้ว
และอาจเพราะว่าความทรงจำกับอิทธิพลทางความรู้สึกของหยางซูเหวินที่มีต่อตัวเขาด้วย เลยทำให้เขารู้สึกว่าโอวหยางไม่ใช่หญิงสาวแปลกหน้า แต่ว่าเป็นคนที่มีสายเลือดเดียวกัน ทัศนคติของหลี่ซูเหวินที่มีต่ออีกฝ่ายจึงค่อนไปทางยอมรับว่าเยี่ยโอวหยางคือมารดาผู้ให้กำเนิดของตนเอง อาจบางทีเพราะตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ความทุ่มเทช่วยเหลือเขาในการฟื้นตัวของโอวหยางเอาชนะใจเขาไปนานแล้ว ตั้งแต่เกิดจนตายมาแล้วหนึ่งชีวิต ตัวเขาก็พึ่งจะสัมผัสได้ถึงความเอาใจใส่จากผู้อื่นเป็นครั้งแรก อีกทั้งไม่ใช่ความเอาใจใส่ฉาบฉวย แววตาของนางโอวหยางที่ฉายวาบขึ้นมาให้เห็น ราวกับว่าในสายตาของเจ้าหล่อนมีแค่ลูกชายอย่างเขาเพียงผู้เดียวในโลกก็มิปาน
ตกค่ำ โอวหยางมักจะหิ้วตะกร้าผลไม้กลับมาด้วย หากมีลูกไหนที่ช้ำหรือเริ่มเสีย ก็จะเก็บเอาไว้รับประทานเอง ส่วนลูกไหนที่สะอาดหรือสวยกว่าก็จะนำไปล้างน้ำแล้วปอกใส่จานป้อนให้ซูเหวิน ใบหน้าซื่อตรงกระจ่างใสเหมือนกับเสี่ยวเม่ยภรรยาตัวน้อยของเขาไม่มีผิด ชายหนุ่มพึ่งเคยได้สัมผัสกับความรักของผู้เป็นแม่ที่ผู้คนมักจะพูดถึง การเสียสละและการระลึกถึงลูกก่อนเป็นลำดับแรกคล้ายหยั่งรากลึก เป็นธรรมชาติเสียจนตัวเขาเองยังรู้สึกสะท้อนใจ หลี่ซูเหวินร่ำรวยเงินทองประสบความสำเร็จ ทว่าขาดแคลนคนที่ร่วมชื่นชมและดื่มด่ำกับความสำเร็จไปกับเขา หยางซูเหวินยากจนแร้นแค้นทว่าท่ามกลางความลำบากของยุคสมัย กลับมีมารดาที่พร้อมจะเสียสละและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองอย่างไม่เห็นแก่ตัว…
“ลูกกำลังคิดอะไรอยู่รึ ?” โอวหยางเห็นลูกชายเอนกายในท่านั่งพร้อมกับเหม่อลอยจึงอดไม่ได้ที่จะไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง พึงทราบว่าก่อนหน้านี้ลูกชายของเธอบาดเจ็บที่ศีรษะกระทบถึงสมอง เห็นลูกชายนั่งเหม่อไม่พูดไม่จาก็อดหวาดหวั่นขึ้นมามิได้
“แม่…เรื่องเงินค่ารักษา…ทางนั้นไม่ช่วยเหลือจุนเจือเลยหรือ ?”
มีดปอกผลไม้ที่กำลังฝังตัวอยู่ใต้เปลือกสาลี่ชะงัก สีหน้าของโอวหยางฉายแววรวดร้าว ทำเอาซูเหวินนึกอยากตบปากตัวเองขึ้นมา ที่แท้ความสัมพันธ์ของแม่ลูกก็เป็นเช่นนี้เอง ไม่ใช่แค่ลูกเจ็บปวดมารดาทุกข์ยิ่งกว่า แต่ความรักที่เจ้าของร่างเดิมมีต่อแม่ก็ไม่น้อยไปกว่ากัน ตอนที่เห็นมารดาถูกบิดาบังเกิดเกล้าตบตี ถึงได้ไม่คำนึงว่าตัวเองจะหวาดกลัวมากแค่ไหน หลังข่มกลั้นความหวาดกลัวที่มีต่อบิดาเอาไว้ ก็เลือกที่จะพุ่งไปปกป้องมารดาของตนเอง ดังนั้นพอเห็นสีหน้าเจ็บปวดใจอย่างหนักของมารดา ตัวเขาเองก็พลอยเจ็บปวดขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“พ่อของลูก…ตระกูลหยางล้วนใจจืดใจดำ”
“เช่นนั้นเราก็ฟ้องร้องเรียกค่ารักษาพยาบาลเสียสิ”
“ฟ้องร้อง ?” นางโอวหยางเงยหน้าขึ้น แววตามองมาที่เขาก็จริงทว่าคล้ายกับว่ากำลังมองย้อนกลับไปในห้วงความทรงจำของตนเอง “เรื่องในครอบครัวผู้ใหญ่บ้านไม่สนใจหรอกลูก ในหมู่บ้านเราใช่ว่าจะไม่มี…ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายตบตี แต่พอแจ้งผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มีใครอย่างยุ่ง”
“แจ้งผู้ใหญ่บ้าน ?” ซูเหวินงุนงงไปวูบหนึ่ง “ทำไมถึงไม่แจ้งความล่ะครับ ?”
“แจ้งความ ?” โอวหยางเผยสีหน้างุนงงยิ่งกว่า “แบบนี้จะได้อย่างไรล่ะลูก…ถ้าทำแบบนั้นคนทั้งหมู่บ้านต้องบอกว่าแม่กับลูกไม่เชื่อฟัง ทั้งยังอกตัญญู ต่อไปผู้คนคง…”
ซูเหวินอึ้งหนัก ที่แท้ก็เป็นแบบนี้! เขาเริ่มเข้าใจขึ้นมาแล้ว อย่างก่อนหน้านี้เขาก็ถามเรื่องของเสี่ยวเม่ยภรรยาตัวน้อยของเขาจากผู้เป็นแม่มาแล้วเช่นกัน ต้องบอกว่ากฎหมายถูกประกาศใช้อย่างแพร่หลายแล้วก็จริง ทว่าความรู้ทางกฎหมายกระจายลงไปถึงเพียงระดับอำเภอแต่ลงไปไม่ถึงระดับหมู่บ้าน นี่ต้องพูดถึงรูปแบบของทะเบียนบ้านก่อนเป็นอันดับแรก โดยปัจจุบันในปี 1980 ทะเบียนบ้านจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ระบบ นั่นคือระบบทะเบียนบ้านชนบท และ ทะเบียนบ้านในเมือง ชาวชนบทจะถูกจัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำกินโดยจะบริหารจัดการโดยผู้ใหญ่บ้าน สูงกว่านั้นคือกำนันซึ่งทำหน้าที่ดูแลหมู่บ้านทั้งหมดและกำหนดนโยบายผ่านผู้ใหญ่บ้านอีกทีหนึ่ง ถัดขึ้นไปคืออำนาจของเจ้าหน้าที่ในอำเภอ ผู้มีทะเบียนบ้านชนบทไม่สามารถเข้ามาทำงานในเมืองได้ เนื่องจากในอดีตเคยเกิดกรณี ‘คนเมืองเถื่อน’ ที่ชาวชนบทหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเพื่อหางานทำ บ้างเลือกนอนตามพื้นถนนและทางเท้า อีกทั้งยังเกิดความวุ่นวายและอาชญากรรม ภาครัฐจึงแยกคนเมืองกับคนชนบทออกจากกันอย่างชัดเจน หากต้องการเข้าเมืองจำเป็นต้องมีหนังสือผ่านทางที่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่บ้าน เว้นแต่เป็นการเดินทางในขอบเขตอำเภอที่อยู่อาศัย นอกนั้นหากเดินทางไกลหรือเข้าตัวเมืองหลักของจังหวัดล้วนต้องใช้หนังสือผ่านทางของภาครัฐทั้งนั้น
ชาวชนบทโลกทั้งใบอยู่เพียงหมู่บ้านของตัวเอง เจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีอำนาจสูงสุดคือผู้ใหญ่บ้าน หากมีเรื่องยุ่งยากวุ่นวายอะไรก็จะไปให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยจัดการให้ และชาวชนบทส่วนใหญ่ก็มีพื้นฐานขนบธรรมเนียมมาจากอดีต การแต่งงานกันระหว่างชาวนาชาวไร่ก่อนอายุเกณฑ์กฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การแต่งงานเช่นนี้ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายได้เนื่องจากกำหนดอายุเอาไว้ที่ 20ปีบริบูรณ์เท่านั้น ดังนั้นรูปแบบการแต่งงานก่อนเกณฑ์ของชาวชนบท คือการแลกของหมั้นหมายให้สินสอด จากนั้นย้ายตัวเจ้าสาวมายังทะเบียนบ้านของสามีก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ชาวชนบทอายุ 15 ปีจะมีคู่ครองแล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
และเพราะชาวชนบทพวกนี้ยึดขนบธรรมเนียมซึ่งปฏิบัติกันมานับแต่อดีต ก็เลยเข้าใจไปว่าการฟ้องร้องสามีหรือคนในครอบครัวเป็นความอกตัญญูอย่างไม่น่าให้อภัย หากฟ้องร้องขึ้นมา ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นคนไกล่เกลี่ยก็จะไม่พอใจเพราะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับหมู่บ้านอีก ซีอีโออย่างซูเหวินซึ่งคุ้นเคยกับกฎหมายเป็นอย่างดีถึงกับพูดไม่ออก