ส่องปัจจัยหนุน-ความท้าทาย อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย
The Bangkok Insight
อัพเดต 10 เม.ย. 2568 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 07.26 น. • The Bangkok Insightอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มปี 2568 แนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่องปัจจัยหนุนจากผลผลิตและราคาน้ำมันปาล์มดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายและสภาพอากาศแปรปรวน เป็นความท้าทายสำคัญ
อุุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เป็นอุตสาหกรรมแปรรููปสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยอุตสาหกรรมนี้มีความเชื่อมโยงกับเกษตรกรต้นน้ำในระดับสููง เนื่องจากปริมาณผลปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวได้ จะกระทบต่่อปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบที่โรงงานผลิตได้
ในปี 2567 ไทยมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 3.3 ล้านตัน และมีสต็อกยกมาจากปี
2566 จำนวน 0.3 ล้านตัน คิดเป็นผลผลิตที่ได้รวม 3.6 ล้านตัน โดยผลผลิตที่ได้โดยส่วนใหญ่ราว 69.9% หรือ 2.5 ล้านตันจะใช้ในประเทศ ทั้งการนำไปกลั่นให้กลายเป็นน้ำมันปาล์มบริสุุทธิ์และน้ำมันโอเลอินจำนวน 1.5 ล้านตัน (57.7% ของการใช้ในประเทศ) และการนำไปใช้ผลิตไบโอดีเซล 1.1 ล้านตัน (42.3% ของการใช้ในประเทศ)
ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มจะถููกนำไปใช้เป็นน้ำมันทอดในอุุตสาหกรรมอาหาร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรููป ส่วนน้ำมันโอเลอินจะถููกนำไปใช้บริโภคในภาคครัวเรือน โดยความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มในประเทศจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และส่วนต่างราคาน้ำมันปาล์มและราคาน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ถั่วเหลือง
ในขณะที่ความต้องการใช้ในอุุตสาหกรรมไบโอดีเซล จะขึ้นอยู่กับนโยบายกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลของภาครัฐเป็นหลัก สำหรับผลผลิตที่ได้อีก 24.5% หรือ 0.9 ล้านตัน จะถููกใช้เพื่อส่งออก โดยในปี 2567 มููลค่าการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 26,297 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปอินเดียคิดเป็น 98.8% ของมููลค่าการส่งออกทั้้งหมด
ในการส่งออก ไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันกับผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีต้นทุุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทำให้ภาครัฐต้องอุดหนุนส่งออกน้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละ 2 บาท ในช่วงที่ผลผลิตเกินความต้องการบริโภคในประเทศ จนทำให้ระดับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงกว่า 0.3 ล้านตัน ทั้งนี้ผลผลิตที่ได้อีก 5.6% จะเหลือเก็บไว้เป็นสต็อกในประเทศ
เปิดความท้าทายอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
ในช่วงปี 2565-2567 อุุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ต้องเผชิญกับความท้าทายจากความไม่แน่นอนของนโยบายพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ความไม่แน่นอนด้านการดำเนินนโยบายน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียและปัญหาภัยแล้ง
ในปี 2565 ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลหดตัวสูงถึง 19.8% จากการที่ภาครัฐมีนโยบายปรับสูตรผสมน้ำมันไบโอดีเซล (B100) ลงจาก B7 B10 และ B20 มาอยู่ที่ B5 (ผสมไบโอดีเซล 5 ส่วน ต่อน้ำมันดีเซล 95 ส่วน) เพื่อลดต้นทุุน B100 ที่สูง และต่อมาปรับเป็น B7 ก่อนลดลงเป็น B5 อีกครั้ง ตั้งแต่พฤศจิกายน 2567
การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิต B100 มีความไม่แน่นอนสูงและยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงนโยบายในปี 2564
นอกจากนี้ นโยบายควบคุมการส่งออกของอินโดนีเซีย (ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบอันดับ 1 ของโลก) ทำให้ราคาผันผวนรุนแรง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 อินโดนีเซียมีนโยบายควบคุมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยโดยเฉลี่ย
ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 53.2 บาทต่อกิโลกรัม แตกต่างจากช่วงครึ่งปีหลัง ที่ราคาโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 33.9 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับตัวลดลงสูงถึง 36.2% เนื่องจากอินโดนีเซียมีการยกเลิกนโยบายควบคุมการส่งออก
ราคาที่ผันผวนรุนแรงสร้างความท้าทายต่อการบริหารสินค้าคงคลังของผู้ประกอบการไทย ส่วนปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2566 มีส่วนทำให้ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันปรับตัวลดลง 4.5%
SCB EIC คาดว่าอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากผลผลิตและราคาน้ำมันปาล์มดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ความต้องการบริโภคจะลดลง ปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น
2.3% เป็น 3.4 ล้านตัน ตามผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น 19.0 ล้านตัน จากการขยายพื้นที่เพาะปลููกในปี 2565 ที่เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ประกอบกับผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มดีขึ้น จากปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมัน
ในขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยโดยเฉลี่ยในปี 2568 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.6% มาอยู่ที่ 37.8 บาm/กิโลกรัม ตามราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจาก
สต็อกน้ำมันปาล์มดิบโลกมีแนวโน้มลดลง จาก 1. ความต้องการบริโภคโลกที่จะปรับตัวเร่งขึ้้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรัฐบาลใหม่ของอินโดนีเซีย (ผู้บริโภคน้ำมันปาล์มดิบ
อันดับ 1 ของโลก) ประกาศเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B35 เป็น B40 ในปี 2568 และ 2. ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบในมาเลเซีย ในปี 2568 มีแนวโน้มลดลง 2.6% จากปัญหาภัยแล้ง อย่างไรก็ดีราคาน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าทดแทน มีแนวโน้มลดลงในปีนี้อาจจำกัดการปรับขึ้นของราคาน้ำมันปาล์ม
สำหรับอุุปสงค์น้ำมันปาล์มดิบของไทยในปี 2568 มีแนวโน้มอยู่ที่ 3.3 ล้านตัน ปรับตัวลดลง 3.4% ตามความต้องการใช้เพื่อผลิตไบโอดีเซลที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง 25.6% มาอยู่ที่ 0.8 ล้านตัน จากการปรับสูตรผสมน้ำมันไบโอดีเซลลงจาก B7 มาอยู่ที่ B5 ในขณะที่ความต้องการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว 1.9% มาอยู่ที่ 1.5 ล้านตัน ตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
ส่่วนปริมาณการส่งออกคาดว่าจะอยู่ที่ 1.0 ล้านตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.6% จากผลผลิตส่วนเกินในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยความต้องการบริโภคที่ต่ำกว่าผลผลิตจะทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบปลายปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 0.3 ล้านตัน จาก 0.2 ล้านตันในปี 2567
อนึ่ง การเติบโตของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในปี 2568 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันถั่วเหลืองโลก นโยบายพลังงานทางเลือกของภาครัฐ และสภาพภููมิอากาศที่ผันผวนรุุนแรง โดยภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันถั่วเหลืองโลก
จะกระทบต่อความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์ม ซึ่งหากเศรษฐกิจโลกและไทยมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จากผลกระทบของนโยบายทรัมป์ 2.0 ที่รุุนแรงกว่าคาด และราคาน้ำมันถั่วเหลืองโลกลดลงมากกว่าคาด ก็จะส่่งผลให้ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มเติบโตต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะส่่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกและไทยเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด หรืออาจลดลง
ในขณะที่นโยบายพลังงานทางเลือกของไทย จะกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซล ซึ่งหากราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก จนภาครัฐมีนโยบายปรับสูตรผสมน้ำมันไบโอดีเซลไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่่า B5 ก็จะส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันปาล์มดิบของไทย ปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาด
ส่วนความแปรปรวนของสภาพภููมิอากาศและปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ โดยหากไทยเผชิญภัยแล้งหรือน้ำท่วม ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบอาจเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาด หรืออาจลดลง
ในระยะต่อไป อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายและมาตรการเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และกระแสความยั่งยืน โดยมาตรการต่าง ๆ ในอนาคต เช่น การเก็บภาษีคาร์บอนทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้ต้นทุุนในการดำเนินธุรกิจน้ำมันปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้น
ในขณะที่เมกะเทรนด์ความยั่งยืน (Sustainability) จะทำให้ผู้บริโภคหรืออุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุุดิบมีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาลมากขึ้้นในอนาคต
เผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน
อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกลางน้ำของอุุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขยายกำลังการผลิตอย่างมาก เช่น
ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม เพิ่มกำลังการผลิตจาก 105 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมงในปี 2550 มาอยู่ที่ 340 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมงในปี 2566 พร้อมกันนั้น อุุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้จำนวนโรงสกัดน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น
จาก 43 โรงงานในปี 2546 มาอยู่ที่ 120 โรงงานในปี 2567 ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้้นจาก 13 โรงงานมาอยู่ที่ 22 โรงงานในช่วงเวลาเดียวกัน
การขยายกำลังการผลิตของผู้เล่นกลางน้ำที่ไม่สอดคล้องกับการขยายพื้นที่เพาะปลููกของเกษตรกรต้นน้ำ ทำให้เกิดภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน สะท้อนได้จากข้อมูลของ
สำนักงานเศรษฐกิจอุุตสาหกรรม ที่ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปี 2562-2566 อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบโดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 49.8% และ 39.2% ตามลำดับ
ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันจัดหาผลปาล์มน้ำมัน
มาป้อนโรงงานให้ได้มากที่สุด เพื่อลดต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยลง โดยผู้ประกอบการจะใช้กลยุทธ์ด้านราคาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเกษตรกร เพื่อดึงดูดให้เกษตรกร
นำผลปาล์มสดมาขายให้โรงงาน
พร้อมกันนั้น ผู้ประกอบการก็มีการแข่งขันกันลดต้นทุนการผลิต ผ่านการขยายกำลังการผลิต เพื่อใช้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด และเน้นพัฒนาความสามารถในการจัดการความเสี่ยงด้านราคา ผ่านการบริหารจัดการสต็อก นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดยังมีการแข่งขันในด้านการมุ่งสู่ความยั่งยืน เช่น การลดการใช้น้ำ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบด้านความยั่งยืน เป็นต้น
ดังนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่สามารถสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเกษตรกร สามารถจัดการความเสี่ยงด้านราคาได้ดี มีต้นทุุนการผลิตต่ำ และมีการดำเนินธุุรกิจที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล จะประสบความสำเร็จในธุุรกิจนี้และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ในปี 2566 บริษัทน้ำมันปาล์ม 10 อันดับแรกมีส่วนแบ่งรายได้รวม 44.7% ของรายได้ทั้งหมดในหมวดธุุรกิจการผลิตน้ำมันปาล์ม โดยจากข้อมููลของกรมพัฒนาธุุรกิจการค้า พบว่า ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม มีส่วนแบ่งรายได้มากเป็นอันดับ 1 ที่ 8.4% ตามมาด้วย พีพีพี
กรีน คอมเพล็กซ์์ (5.1%), ล่ำสููง (5.0%), ท่าฉางสวนปาล์มน้ำมันอุตสาหกรรม (4.6%), ไทยทาโลว์แอนด์ออยล์ (4.2%), กลุ่มสมอทอง (3.7%), สุขสมบูรณ์น้ำมันปาล์ม (3.6%), กรีน โกลบอล ปาล์มเมอร์ (3.6%), ชุุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (3.3%) และกลุ่่มปาล์มธรรมชาติ (3.2%)
ในระยะต่อไป คาดว่าส่วนแบ่งรายได้จะกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทขนาดใหญ่มากขึ้น เนื่องจากการขยายกำลังการผลิตของผู้เล่นรายใหญ่ในช่วงที่ผ่่านมา ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวลดลง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กแข่งขันได้ยากและทยอยออกจากตลาด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- พิชัย สั่งคุมเข้มราคาสินค้า คาดน้ำมันปาล์มเริ่มทยอยลดราคา หลังสต็อกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้น
- ‘พีระพันธุ์’ ดันร่างกฎหมาย 'ส่งเสริมปาล์มน้ำมัน’ ช่วยเกษตรกรรับมือเลิกชดเชยไบโอดีเซล คาดแล้วเสร็จใน 6 เดือน
- GGC แก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ขยายพันธมิตร-ส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
ติดตามเราได้ที่