โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ “องเชียงสือ” หนีรัชกาลที่ 1 กลับไปกู้เวียดนาม เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เหงวียน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 24 มี.ค. 2568 เวลา 02.50 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2568 เวลา 08.15 น.
ภาพวาดจักรพรรดิซาล็อง (องเชียงสือ) ที่แพร่หลายในหมู่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์เวียดนาม

ค้นเรื่องราวจากพงศาวดาร เมื่อองเชียงสือหนีรัชกาลที่ 1 กลับไปกู้เวียดนาม เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เหงวียน

“องเชียงสือ”ที่ต่อมาคือ จักรพรรดิซาล็องปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เหงวียนแห่งเวียดนาม เคยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ที่กรุงเทพฯ อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะ “หนี” กลับแผ่นดินญวนไปกอบกู้บ้านเมือง สร้างความขัดเคืองพระทัยแก่เจ้าวังหน้า ถึงขั้นเตรียมกองเรือจะไปไล่ล่า แต่รัชกาลที่ 1 ทรงห้ามปรามไว้ เกิดอะไรขึ้นบ้างในเหตุการณ์คราวนั้น?

องเชียงสือลี้ภัยมากรุงเทพฯ

องเชียงสือคือชื่อในเอกสารไทย แต่พระนามเดิมของเจ้านายญวนองค์นี้ คือ “เหงวียนฟุกแอ๋งห์”บุตรคนที่ 3 ของเหงวียนฟุกลวน ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2305

ตระกูลเหงวียนเป็นเจ้าผู้ปกครองดินแดนอันนัม (เวียดนามกลาง-ใต้) มาอย่างยาวนาน แต่ต้องเผชิญการลุกฮือของกบฏชาวนา เรียกว่า “เต็ยเซิน” หรือไกเซิน ซึ่งตีชิงเอาดินแดน บีบให้องเชียงสือต้องพาครอบครัวและไพร่พลลี้ภัยมายังกรุงเทพฯ เพื่ออาศัยพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าแผ่นดินสยาม รัชกาลที่ 1

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เล่าถึงเหตุการณ์คราวนั้นว่า

“ในปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ปีนั้น (พ.ศ. 2325) ฝ่ายข้างเมืองญวนองไกเซิน เจ้าเมืองกุยเยิน ยกกองทัพมาตีเมืองไซ่ง่อน องเชียงสือเจ้าเมืองยกพลทหารออกต่อรบ ต้านทานมิได้ก็แตกฉานพ่ายหนีทิ้งเมืองเสีย พามารดาและบุตรภรรยาและขุนนางสมัครพรรคพวก ลงเรือแล่นหนีมาทางทะเลขึ้นอาศัยอยู่ ณ เกาะกระบือ

พระยาชลบุรี พระระยองออกไปตระเวนสลัดถึงเกาะกระบือ พบองเชียงสือ ๆ เล่าความให้พระยาชลบุรี พระระยองฟังว่า องเชียงสือเป็นบุตรองคางเวือง เป็นหลานพระเจ้าแผ่นดินญวน บ้านเมืองเสียแก่ข้าศึกหนีมา พระยาชลบุรี พระระยอง รู้ความแล้วจึงชวนองเชียงสือให้เข้ามากรุง…”

พระราชพงศาวดารชี้ว่า แรกทีเดียวองเชียงสือไม่เต็มใจจะขอพึ่งบุญกษัตริย์สยามนัก เพราะในสมัยพระเจ้าตากสินเคยมีเจ้านายญวนลี้ภัยมากรุงธนบุรีแล้วถูกฆ่า แต่พระยาชลบุรี-พระยาระยอง ยืนยันว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ทรงเปี่ยมพระเมตตากรุณาอย่างมาก ไม่ดุร้ายเหมือนพระองค์ก่อน ท้ายที่สุดก็มีหนังสือบอกไปยังกรุงเทพฯ และรัชกาลที่ 1 โปรดให้พาองเชียงสือเข้ามาเฝ้า

องเชียงสือขณะนั้นอายุ 33 ปี รับโปรดเกล้าฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ใต้บ้านต้นสำโรง ซึ่งรัชกาล 1 ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเจ้านายญวนพระองค์นี้เหมือน “นักองค์เอง” เจ้านายเขมรอีกพระองค์ที่ทรงรับอุปถัมภ์ไว้เช่นกัน ดังว่า

“พระราชทานเบี้ยหวัดองเชียงสือปีละ ๕ ชั่ง แล้วพระราชทานเครื่องยศถาดหมาก คนโททอง กระบี่บั้งทอง กลดคันสั้น… โปรดเกล้าฯ ให้องเชียงสือเข้าเฝ้าทุกวัน

องเชียงสือนั้น เข้ามาเฝ้าขี่เรือญวน ๖ แจวบ่าวกั้นร่มให้ ครั้นเข้าไปเฝ้าโปรดให้เฝ้าข้างพระเฉลียงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ด้านตะวันตกเหลี่ยมเสาท้องพระโรงหน้าเจ้ากรมพระตำรวจ นั่งขัดสมาธิตามเพศญวน โปรดให้พระราชมนตรีล่ามเข้าไปด้วย”

องเชียงสือหนีกลับไปกู้แผ่นดิน

หลังจากองเชียงสือมาพึ่งพระบารมีอยู่ที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2328 รัชกาลที่ 1 ก็ทรงมีพระราชบัญชาส่งกองทัพไปรบกับพวกเต็ยเซิน หมายจะชิงเวียดนามคืนให้องเชียงสือ มีกรมหลวงเทพหริรักษ์เป็นแม่ทัพ แต่ทัพสยามราว 2-5 หมื่นนายประสบความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน บริเวณลำน้ำของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เรียกว่า “สมรภูมิเหร็จเกิ้ม-สว่ายมุ๊ท” ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเต็ยเซินต่อการรุกรานของสยามในครั้งนั้น

ความล้มเหลวดังกล่าวทำให้องเชียงสือต้องทบทวนแผนการของตนอีกครั้ง เมื่อความช่วยเหลือจากสยามไม่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย จึงปรึกษากับขุนนางญวนที่ติดตามด้วย ดังความในพระราชพงศาวดารว่า

“เราหนีข้าศึกเข้ามาพึ่งพระบรมเดชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 1) ก็ทรงพระกรุณาโปรดชุบเลี้ยงให้ความสุข แล้วโปรดให้กองทัพยกออกไปตีข้าศึกจะคืนเอาเมืองให้ก็ยังหาสำเร็จไม่

บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชกังวลด้วยการศึกพม่ายังรบพุ่งติดพันกันอยู่ เห็นจะช่วยธุระเรามิได้ ครั้นจะกราบทูลถวายบังคมลาออกไปคิดเอาบ้านเมืองคืนด้วยกำลังตนเอง ก็เกรงพระราชอาชญาอยู่ บางทีจะไม่โปรดให้ไป จะต้องหนีออกไปจึงจะได้”

พอได้ข้อสรุปแล้ว จึงเขียนหนังสือกราบถวายบังคมลาไว้ในโต๊ะบูชา สั่งองกว้าน องญี่ เตรียมเรือใหญ่ (สำเภาเดินสมุทร) รอไว้ที่เกาะสีชัง พลบค่ำจึงชวนนายจันท์ นายอยู่ นายเมือง ตำรวจในสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ จ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ไปเลี้ยงสุราที่เรือน มอมสุราทั้ง 3 คนจนหมดสติ แล้วให้คนมัดมือหามลงไปไว้ในท้องเรือ จากนั้นพาครอบครัวกับพรรคพวกลงเรือหนีไปกลางดึกด้วยเรือ 4 ลำ กับไพร่พลราว 150 คน

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์จึงแจ้งความพระยาพระคลัง ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้าพระยาเสือ) ให้ทรงทราบ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงขัดเคืองพฤติการณ์ขององเชียงสือเป็นอย่างมาก นำเรือพระที่นั่งและเรือข้าราชการรีบเสด็จตามไป พอรุ่งสางก็ตามไปจนเห็นเรือญวนที่ปากอ่าว

องเชียงสือเห็นเรือสยามติดตามมาถึงปากอ่าวเมืองสมุทรปราการ ประจวบกับพยายามจะกางใบเรือขัดลมแต่ไม่เป็นผล จึงจุดธูปเทียนเผากระดาษบูชาเทวดา แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า หากไปทำศึกเอาบ้านเมืองคืนได้สมปรารถนา ขอให้มีลมพัดส่งให้ไปได้โดยสะดวก แต่ลมก็ไม่มา เห็นแต่เรือพระที่นั่งและข้าราชการสยามไล่ตามมาจำนวนมาก

แม้จะเร่งให้แจวเรือหนี แต่ฝ่ายไทยก็ใกล้เข้ามาทุกที องเชียงสือจึงคิดจะทำอัตวินิบาตกรรม ดังความว่า

“องเชียงสือว่าถ้าหนีไม่พ้น ไทยจับไปได้ครั้งนื้คงจะฆ่าเสีย ถ้าไม่ฆ่าคงจะจำตายในคุก เราเป็นคนไม่มีวาสนาแล้วจะอยู่ไปใยให้หนักแผ่นดิน ว่าแล้วก็ชักดาบออกจะเชือดคอตายเสีย องภูเวกระโดดเข้าชิงดาบในมือองเชียงสือไว้ จนปลายดาบบาดปากองภูเว ๆ จึงว่าท่านจะมาทำตัวตายก่อนไม่สมควร”

ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นี้ ปรากฏมีลมว่าวพัดมา เรือญวน 4 ลำ ตั้งใบจนแล่นหนีห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายสยามจึงหยุดติดตาม

องเชียงสือไปถือเรือใหญ่ที่เกาะสีชัง ก็ตระหนักว่า “เราหนีมาได้ทั้งนี้ ก็เพราะพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเมตตา ห้ามมิให้ด่านกักขังเรือพวกเราที่ไปมา หากินในท้องทะเลจึงหนีมาได้โดยสะดวก”

ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จกลับมาเข้าเฝ้ารัชกาลที่ 1 กราบทูลว่าตามญวนไปถึงปากอ่าว พอมีลมว่าวพัดก็ติดตามไม่ทัน จะขอพระราชทานเรือรบทะเลไปติดตามจับตัวองเชียงสือให้จงได้

ระหว่างนั้นเองพวกข้าหลวงที่ไปค้นเรือนขององเชียงสือได้พบหนังสือกราบถวายบังคมลาของเจ้าญวน จึงนำมาถวายและทรงพระกรุณาให้อ่าน ได้ความว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าองเชียงสือเข้ามาพึ่งพระบรมบุญญาภินิหาร ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงได้ความสุข บัดนี้มีความวิตกถึงบ้านเมืองนัก ครั้นจะกราบทูลถวายบังคมลากลับออกไปก็เกรงพระราชอาชญา จึงต้องคิดอ่านหนีไปด้วยเป็นความจำเป็น ใช่จะคิดอ่านกบฏกลับมาประทุษร้ายนั้นหามิได้ ขอเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทไปกว่าจะสิ้นชีวิต

ซึ่งถวายบังคมลาไปทั้งนี้ จะไปตั้งส้องสุมเกลี้ยกล่อมผู้คนเข้ามาตีเอาเมืองคืนให้จงได้ แม้ขัดสนปืนกระสุนดินดำเหลือกำลังประการใด ก็จะบอกเข้ามารับพระราชทานปืนกระสุนดินดำ และกองทัพออกไปช่วย กว่าจะสำเร็จการสงคราม คืนเอาบ้านเมืองได้แล้วจะขอเป็นเมืองขึ้นขอบขัณฑสีมาสืบไป”

ได้ทรงทราบในหนังสือแล้ว จึงมีพระราชโองการตรัสห้ามสมเด็จพระอนุชาธิราชว่า “อย่ายกทัพไปติดตามจับเขาเลย เขาเห็นว่าเราช่วยธุระเขาไม่ได้ด้วยมีศึกติดพันกันอยู่ เขาจึงหนีไปคิดจะตีเอาบ้านเมืองคืน เรามีคุณแก่เขาเขียนด้วยมือแล้วจะลบด้วยเท้ามิบังควร

กรมพระราชวังบวรฯ จึงกราบทูลว่า องเชียงสือมาอยู่กรุงเทพฯ หลายปี รู้ตื้นลึกหนาบางก็มาก ภายภาคหน้าหากเป็นศัตรูจะสร้างความลำบากแก่สยามได้ เมืองสมุทรปราการก็ยังไม่พร้อมจะเป็นหน้าด่านรับศึกจากศัตรูทางทะเล จึงขอรับพระราชทานสร้างเมืองที่ปากลัด รัชกาลที่ 1 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อนุญาตให้สร้างป้อมที่ใต้ลัดต้นโพธิ์ ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณคลองลัดโพธิ์ อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ

ด้านองเชียงสือ ที่สุดก็สามารถกู้คืนอำนาจ รวมแผ่นดินเวียดนามได้สำเร็จ เฉลิมพระนาม “จักรพรรดิซาล็อง” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เหงวียน และสามารถโค่นล้มราชวงศ์เต็ยเซินย่างสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2345 ด้วยความช่วยเหลือจากสยามหลายครั้ง เป็นที่มาของการส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาถวายรัชกาลที่ 1 ถึง 6 ครั้งตลอดรัชกาล

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา เรียบเรียง; สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑.พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. (ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ)

สุเจน กรรพฤทธิ์. ไม่เต็มพระทัยไปสยามแต่ต้องไป “องเชียงสือ” ในหลักฐานเวียดนาม.ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม พ.ศ. 2562.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 มีนาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ “องเชียงสือ” หนีรัชกาลที่ 1 กลับไปกู้เวียดนาม เป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เหงวียน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...