โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เมื่อหุ้นยักษ์ คอร์เนอร์แตก ตลาดหุ้นจะมีชีวิตใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.พ. 2568 เวลา 20.11 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 13.11 น.

ดร.นิเวศน์ ทำนายว่าภายในปีนี้ หรืออาจจะเร็ว ๆ นี้ หุ้นยักษ์จะ “คอร์เนอร์แตก” และถ้าโชคดีก็จะเป็นโอกาสลงทุนในหุ้นไทย เข้าทำนอง “ฟ้าหลังฝน” ชีวิต “เริ่มต้นใหม่”

วันที่ 15 ก.พ.2568 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า หรือ วีไอ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทยว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “หุ้นยักษ์” ตัวหนึ่งซึ่งเคยเป็น“เสาหลัก” สำคัญของตลาดหุ้นมีราคาตกลงมาประมาณ 14% หลังจากประกาศงบรายไตรมาสที่แสดงว่าบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเลข 2 หลัก และกำไรก็เพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้และเป็นเลข 2 หลักเช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งสองนั้นต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้พอสมควรและดูเหมือนว่า“อนาคต” ของบริษัทอาจจะเติบโตไม่ได้ดีเท่ากับที่นักวิเคราะห์และนักลงทุนเคยประเมินหรือคาดการณ์ไว้

ราคาหุ้นที่ตกลงมานั้น ทำให้ค่า PE ที่ “สูงลิ่ว” ในระดับ 40 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่น่าจะสูงเกินไปอานิสงค์จากการที่หุ้นน่าจะ “ถูกคอร์เนอร์” มานานเพราะปริมาณหุ้น Free Float ที่อยู่ในมือของนักลงทุนมีน้อยมาก และทำให้หุ้นเคยมีค่า PE สูงถึงเกือบ 100 เท่า ตกลงมาเหลือประมาณ 34 เท่า ซึ่งก็ยังไม่ได้ต่ำนักเมื่อเทียบกับธุรกิจเดียวกันของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นต่างประเทศอื่น ๆ

การที่หุ้นตกลงมาสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวโดยที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนี้ ถ้าจะเรียกว่า “คอร์เนอร์แตก” ก็อาจจะยังไม่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองย้อนหลังไป 3-4 ปี หุ้นก็ถือว่าลดลงมามากในระดับ 40% ขึ้นไป ตรงกับอาการคอร์เนอร์แตกได้ นั่นก็คือ นักลงทุนเลิกเชื่อในสตอรี่และผลประกอบการของบริษัทที่เคยเป็นตอนที่หุ้นถูกคอร์เนอร์ และก็เริ่มขายหุ้นออกมามากกว่าคนที่อยากจะถือหุ้นลงทุนตามพื้นฐานที่ควรเป็นหลังจากมีข้อมูลผลประกอบการล่าสุดที่ไม่โดดเด่นออกมา

“เรื่องของหุ้น คอร์เนอร์แตก ในตลาดหุ้นไทยนั้น ดำเนินมานานอย่างน้อยน่าจะ 4-5 ปีแล้ว”

โดยเริ่มต้นก็เป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีการทำคอร์เนอร์โดยนักลงทุนรายใหญ่และ/หรือเจ้าของที่พบว่าทำได้ง่ายและสามารถเพิ่มราคาและมูลค่าของกิจการได้มากมายหลาย ๆ เท่า บางทีในวันเดียวโดยเฉพาะในวันที่หุ้นเข้าเทรดวันแรกหลังจาก IPO ผลก็คือ คนทำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจจะเป็นเศรษฐีพันล้านบาทได้ง่าย ๆ โดยที่แทบจะไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย ตรงกันข้าม มีแต่คนชื่นชมว่าเป็นคนที่มีความสามารถสูง จากธุรกิจเล็ก ๆ หรือพอร์ตเล็ก ๆ ก็กลายเป็น “เสี่ย” หรือเป็น “เซียน” ในเวลาอันสั้น

ต่อมาหุ้นระดับกลางหลายตัวก็ถูกคอร์เนอร์ จากมูลค่าหุ้นระดับ “หมื่นล้านเศษ ๆ” ก็กลายเป็นหลายหมื่นล้านบาท และบางตัวก็กลายเป็น “แสนล้านบาท” คนทำคอร์เนอร์กลายเป็นมหาเศรษฐีหรือสุดยอดเซียน ผู้บริหารกลายเป็นเซเล็บนักธุรกิจระดับประเทศ “อาณาจักร” ถูกขยายออกไป “ระดับโลก” ไม่มีใครสนใจว่าหุ้นแพงผิดปกติหรือเปล่าที่ PE บางทีระดับ 70-80 เท่าขึ้นไป แม้แต่นักลงทุนสถาบันก็ต่างแย่งซื้อหุ้นล็อตใหญ่จากเจ้าของ พวกเขาต้องทำตัวเหมือน“เซียนหุ้นรายใหญ่” ที่ร่ำรวยจากหุ้น มิฉะนั้นจะดึงดูดคนที่เข้ามาซื้อหน่วยลงทุนอย่างไร?

และสุดท้าย แม้แต่หุ้นขนาดใหญ่หรือกลางใหญ่บางตัวก็ถูกคอร์เนอร์ จากบริษัทระดับกลางในแง่ของตัวธุรกิจและ Market Cap. ก็กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดยักษ์ระดับ“Top Ten” ของตลาด และแน่นอน ด้วยสตอรี่ใหญ่ระดับ“เปลี่ยนโลก” บางบริษัทที่อยู่ในธุรกิจพลังงานก็ท้าทายบริษัทระดับ “เทสลา” ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดนางฟ้าของหุ้นโลก บางบริษัทก็ประมาณว่าจะคล้าย ๆ กับ “เอ็นวิเดีย” ซึ่งก็เป็นนางฟ้าแนวหุ้นเท็คอีกบริษัทหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเทสลาด้วยซ้ำ

ถึงวันนี้ หุ้นที่อยู่ในคอร์เนอร์ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ ต่างก็ทยอย “แตก” เป็นระยะมาหลายปีแล้ว โดยที่หุ้นตัวเล็กนั้นแตกไปน่าจะใกล้หมดแล้ว หุ้นระดับกลางเองก็แตกไปมากมายและทำให้คนเจ็บหนักกันทั่วหน้า ส่วนหุ้นตัวใหญ่นั้น เนื่องจากมีจำนวนน้อยกว่าและการคอร์เนอร์เองนั้นย่อมจะแข็งแรงกว่าหุ้นที่มีขนาดเล็กหรือกลาง การแตกจึงยากกว่าและช้ากว่า

สิ่งที่ทำให้หุ้นคอร์เนอร์แตกนั้น ที่มากที่สุดก็คือการประกาศผลประกอบการที่ “น่าผิดหวัง” ซึ่งบ่งบอกถึงแนวโน้มว่าอนาคตก็จะยังไม่สดใสต่อ หรือในกรณีที่เลวร้ายก็คือ ผลประกอบการจะแย่ลง “อย่างถาวร” หรืออย่างน้อยอีก 2-3 ปี ข้างหน้า

“สถานะของเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คอร์เนอร์แตก เพราะในสภาวะแบบนั้น นักเก็งกำไรที่เข้ามาเล่นหุ้นจะน้อยลง”

เช่นเดียวกับธุรกิจที่ซบเซาลงซึ่งทำให้ยอดขายและกำไรของบริษัทด้อยหรือถดถอยลง ทั้งหมดนั้นมีส่วนทำให้แม้แต่หุ้นยักษ์ที่อยู่ในคอร์เนอร์ก็ประสบกับภาวะหุ้นคอร์เนอร์แตกได้

และหุ้นที่ถูกคอร์เนอร์ไว้ ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ถึงวันก็จะต้อง “คอร์เนอร์แตก” เป็น “Moment of Truth” ที่จะต้องเผชิญสำหรับคนที่ถือหุ้นตัวนั้นไว้

ถ้าให้ผมทำนาย ผมคิดว่าภายในปีนี้ หรือบางทีก็อาจจะเร็ว ๆ นี้ หุ้นตัวใหญ่ระดับยักษ์จะประสบกับการ “คอร์เนอร์แตก” เกือบหมด และนั่นน่าจะกระทบกับดัชนีตลาดหุ้นไม่น้อย ซึ่งก็จะทำให้ตลาดหุ้นซบเซาลงมาก แต่ตลาดก็คงจะ“ไม่วาย” และถ้าโชคดีก็จะเป็นโอกาสที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะดีและยั่งยืนขึ้น เข้าทำนอง“ฟ้าหลังฝน” ชีวิต “เริ่มต้นใหม่” หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาเป็นระลอก ๆ

เหตุผลก็เพราะว่า “สิ่งดี ๆ เล็ก ๆ” กำลังกลับมาที่เราอาจจะยังไม่ตระหนัก เริ่มตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มาก แต่ก็ค่อนข้างมั่นคง บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่ไปทำอะไรใหม่มากมายที่ต้อง “เสียเงิน” พวกเขาน่าจะเรียนรู้แล้วว่า การมีสตอรี่มาก ๆ นั้น สุดท้ายมักจะ “พัง” การ “สร้างอาณาจักร” นั้น นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่ต้องการ การสร้างกำไรคือสิ่งที่จะดีต่อหุ้นมากที่สุดในยุคนี้

หน่วยงานที่ดูแลกำกับตลาดหุ้นนั้น ในช่วงเวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสูงสุดเกือบทั้งหมด จากคนที่ “ไม่สนับสนุนตลาดหุ้น” หรือมองว่า“ตลาดหุ้นเป็นของคนรวยที่มีเงินและเห็นแก่ได้” และ“ตลาดหุ้นไม่ได้มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ” เป็นคนที่น่าจะเข้าใจตลาดหุ้นได้ดีกว่า และที่สำคัญ พร้อมที่จะพัฒนาตลาดหุ้นให้เป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญแทนที่จะพยายามดูดเงินนักลงทุนผ่านระบบภาษีที่อาจจะทำลายตลาดหุ้นได้

เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นก็คือ การเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดหุ้น จากการเป็น “นักเก็งกำไร” เป็นหลัก ที่เน้นการเทรดหุ้นเพื่อทำกำไรอย่างรวดเร็ว กลายเป็น นักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนระยะยาว ซึ่งมีปันผลเป็นผลตอบแทนที่สำคัญมากหรือมากที่สุดในการเลือกหุ้นลงทุน

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ หุ้นที่สามารถจ่ายปันผลในระดับ 5% ต่อปีและไม่ลดลงในอนาคตที่เห็นได้นั้นผมคิดว่ามีจำนวนไม่น้อยและมากพอที่จะถือเป็นกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้หวังผลเลิศได้

พูดง่าย ๆ นักลงทุนยุคหลังหุ้นยักษ์คอร์เนอร์แตกนั้น จะเป็นการลงทุนในยุคที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงไปมากจนมีราคาไม่แพงหรือถูก และมีหุ้นที่มีคุณภาพดีพอใช้ที่มีผลประกอบการค่อนข้างยั่งยืน มีกำไรที่ดีและโตไปช้า ๆ ในระดับอาจจะแค่ 5-6% ต่อปี บริหารโดยผู้บริหารที่ดีมีบรรษัท ภิบาลสูงและรักษาผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะรายย่อยทุกคนเท่าเทียมกัน โดยที่ความคาดหวังก็คือ สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นหรือคนที่ลงทุนในหน่วยลงทุนได้ปีละประมาณ 7-8% โดยเฉลี่ย โดยมีปีที่ขาดทุนน้อยมาก

การกำกับดูแลตลาดหุ้นนั้น ผมคิดว่าจะต้อง“มีเหตุผล” และ “พอสมควร” ที่จะเป็นที่ยอมรับของนักลงทุน เช่น เรื่องของภาษีทุกชนิดที่เกี่ยวกับหุ้น เช่นเดียวกัน การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเองนั้น ผมคิดว่าจะต้อง“เปิดกว้าง” การห้ามหรือสร้างอุปสรรคไม่ให้ลงทุนนั้น ไม่มีประโยชน์ต้องทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็น “ทางเลือก” ที่สำคัญของคนไทยทุกคน

“ผมเองในฐานะนักลงทุนขอตอบเลยว่า เราไม่มีทางทิ้งตลาดหุ้นไทยได้ และเราอยากเลือกลงทุนในตลาดหุ้นไทยถ้าโอกาสได้ผลตอบแทนมีพอสมควรด้วยความเสี่ยงโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการโกงต่ำ”

หุ้นที่มีราคาร้อนแรงเกินไปและปรับตัวขึ้นลงแรงในลักษณะของการ “คอร์เนอร์หุ้น” ควรที่จะต้องถูกต่อต้านตั้งแต่เริ่มต้น เพราะนั่นไม่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่ว่าตลาดหุ้นไทยมีประสิทธิภาพที่ดีในการกำหนดราคาหุ้นทุกตัวให้มีความเหมาะสม การมี “หุ้นปั่น” เต็มไปหมดนั้นอาจจะดึงดูดให้คนเข้ามา “เล่นหุ้น” ในตลาดมาก ๆ แต่มันไม่ยั่งยืน เพราะในที่สุดคนที่เข้าไปเล่นจะเสียหายหนักและจะถอยหนีจากตลาดโดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในทรัพย์สินที่เติบโตและปลอดภัยพอสมควรเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเกษียณ

ข้อสรุปทั้งหมดก็คือ เตรียมตัวรับกับการที่หุ้นขนาดยักษ์คอร์เนอร์แตกที่จะทำให้ดัชนีตลาดตกลงมาแรง แต่ไม่ต้องหนีออกจากตลาดเพราะหุ้นขนาดใหญ่จำนวนมากราคาไม่แพงและสามารถลงทุนได้

โดยหุ้นที่ปันผลดีระดับ 5% ต่อปีและยั่งยืนจะช่วยให้หุ้นลงทุนของเราโดยเฉพาะถ้ามีการกระจายความเสี่ยงดีพอคือถือไว้หลายตัว จะเป็นพอร์ตลงทุนในระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนได้ปีละอาจจะ 6-7% แบบทบต้น โดยแต่ละปีพอร์ตจะไม่ค่อยขาดทุน

พฤติกรรมในตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้น โดยภาพใหญ่ก็คือ การเก็งกำไรจะน้อยลงและการลงทุนจะมากขึ้น หุ้นปั่น โดยเฉพาะการคอร์เนอร์หุ้นน่าจะลดน้อยลงถ้าหน่วยงานควบคุมสามารถป้องกันก่อนที่ฟองสบู่จะเกิดขึ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...