เงินรัชชูปการ และผลงานของปรีดี พนมยงค์
การจากไปของศาสตราภิชาน ล้อม เพ็งแก้ว นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของผู้สนใจไทยคดีศึกษา ภาษาไทย ความรู้เรื่องเมืองไทย รวมถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ฯลฯ เพราะอาจารย์ล้อมเขียนเล่าเรื่องต่างๆ เอาไว้มาก หลายเรื่องก็หาไม่ได้จากแหล่งอื่น และหลายเรื่องที่ท่านเล่าไว้เหมือนเป็นการจุดคบเพลิงส่องสว่างให้อนุชนได้เห็นหนทางของการแสวงหาความรู้ต่อไป
สำหรับผมเองเมื่อได้อ่าน ‘เกิดเป็นคนใต้’ (2553) อัตชีวประวัติของสามัญชนคนใต้ที่อาจารย์ล้อมเขียนแล้ว ติดใจเรื่องเงินรัชชูปการ ที่ไม่เพียงท่านจะเล่าไว้เท่านั้น ยังมีภาพเอกสารหลักฐานมาแสดงให้เห็นด้วย ในโอกาสรำลึกการจากไปของอาจารย์ล้อม จึงขอเขียนบทความเรื่องเงินรัชชูปการต่อยอดจากที่ท่านเล่าไว้ เสมือนหนึ่งเอาอักษรมาร้อยเรียงเป็นอนุสรณ์ถึงท่านผู้จากไป
เรื่องเล่าจากอาจารย์ล้อม
อาจารย์ล้อมเล่าไว้ในหนังสือ ‘เกิดเป็นคนใต้’ (2553) ว่าพ่อของท่านเคยหาเงินจากการร่วมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งตัดไม้ในป่าแล้วถากเป็นเหลี่ยม 8 นิ้ว ยาว 5 ศก ส่งไปทำหมอนรถไฟ
“เข้าป่าหาไม้ เดือนหนึ่งได้ประมาณสิบท่อน ได้ค่าทำ ค่าหาและนำส่งถึงที่ เหลี่ยมละบาท ทำอยู่พักหนึ่งก็ต้องเลิก เพราะไม่คุ้มเหนื่อย คิดแล้วได้ค่าลงแรงเดือนหนึ่งประมาณห้าบาท สะสมนานกว่าจะพอเสียรัชชูปการ (พ่อเรียกว่า เสียหกบาท)”
และอธิบายต่อไปว่า “เรื่องค่ารัชชูปการนี้ ทางราชการจะออกใบเสร็จรับเงินให้ และต้องถือติดตัวไว้ เพราะเจ้าหน้าที่จะคอยเรียกตรวจอยู่เสมอ ถือเป็นหนังสือเดินทาง หากไม่พกพาและถูกจับ ก็จะถูกกุมตัวไปทำงานยาหรือรับใช้เจ้าหน้าที่ เป็นต้น”
เรื่องนี้อยู่ในความรับรู้ของเด็กๆ ด้วย ดังที่วัยเด็กของอาจารย์ล้อม มีบทร้องของเด็กๆ ในยุคนั้นความตอนหนึ่งว่า “หนุมานรับอาสา นุ่งผ้าตูดขาด ไปเที่ยวตลาด ถูกจับรัชชู”
อาจารย์ล้อมยังเล่าด้วยว่า “ใบหกบาทหรือใบเสร็จเงินรัชชูปการนี้แทบจะเป็นชีวิตของชาวบ้านนอกคอกนาเลยทีเดียว เพราะมีระบุไว้ว่าใช้แทนหนังสือเดินทาง ดังนั้นจึงต้องพกติดตัวทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อถูกเรียกตรวจ และแน่นอนว่า เจ้าหน้าที่รัฐก็มีวิธีหานอกหาในและกลั่นแกล้งคนที่ไม่ชอบหน้าได้เสมอ ทุกครั้งที่เห็นออกจากบ้าน”
อะไรคือเงินรัชชูปการ
เงินรัชชูปการ คือส่วยแทนแรงงานเกณฑ์ เนื่องจากในระบบไพร่หรือการควบคุมแรงงานในอดีตนั้น ชายฉกรรจ์มีหน้าที่ต้องรับราชการ กล่าวคือ ให้แรงงานแก่ราชการโดยมิได้รับผลตอบแทน นอกจากการคุ้มครองความปลอดภัย หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นการเก็บภาษีบนฐานความเป็นราษฎร ไม่ได้พิจารณาจากฐานรายได้ ทรัพย์สิน การบริโภค หรือการใช้ทรัพยากรใดๆ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยากำหนดให้รับราชการปีละ 6 เดือน ดังที่เรียกว่า ‘เข้าเดือน ออกเดือน’ ครั้นผลัดแผ่นดินสู่สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชทานของขวัญพิเศษแก่พสกนิกร โดยลดเวลารับราชการของไพร่หลวงและไพร่สม เหลือปีละ 4 เดือน ดังที่ปรากฏในพระราชกำหนดใหม่ฉบับที่ 12 ว่า
“ฝ่ายเลกไพร่หลวง สม กำลังข้าทูลลอองฯ หญิงข้าหลวงทั้งปวง ทำราชการทุกวันนี้ไซร้ จะใช้สอยตรากตรำให้ทำการไปรวดเดียวหามิได้ ก็ย่อมทรงพระกรุณาโปรดให้เข้ารับราชการแต่เดือนหนึ่ง ลดผ่อนให้ออกทำมาหากินถึงสองเดือน เป็นสามผลัด ฉะนี้ ก็เห็นได้ผาสุกกว่าแผ่นดินแต่ก่อนนั้นอีก”
ครั้นต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีการประกาศใช้กฎหมายที่ลดเวลารับราชการของไพร่หลวงลงอีก 1 เดือน คงเหลือรับราชการเพียงปีละ 3 เดือน โดย “พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงปราบดาภิเษกเสวตรฉัตรใหม่ ตั้งพระทัยที่จะให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข…ทรงพระมหากรุณาลดหย่อนผ่อนให้เข้ารับใช้แต่เดือนหนึ่ง เข้าทำมาหากิน 3 เดือน จะได้เป็นกำลังราชการ พระราชทานความกรุณาให้ฉะนี้ จงมีใจกตัญญูรู้พระเดชพระคุณ”
ทั้งนี้ ในบางกรณี เช่น ผู้ที่อยู่ห่างไกลก็อาจส่งเป็นสิ่งของหรือ ‘ส่วย’ มาแทนการเกณฑ์แรงงานได้
ลุสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลิกระบบไพร่อันเป็นระบบเกณฑ์แรงงานแต่เดิมลง และได้มีการตราพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ.120 ขึ้น โดยมีสาระสำคัญว่าชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีอายุ 18-60 ปี ต้องจ่ายเงินค่าราชการอัตราอย่างสูงปีละ 6 บาท ยกเว้นบุคคลบางจำพวก จึงกล่าวได้ว่าเงินค่าราชการเป็นส่วยแทนการเกณฑ์แรงงานนั่นเอง
ต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตราพระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พ.ศ.2462 เพื่อวางระเบียบการจัดเก็บให้ชัดเจนแน่นอนและเสมอภาคกัน เช่น ไม่ยกเว้นข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์ดังแต่ก่อน ดังในคำปรารภของพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า
“ด้วยเหตุว่าแต่เดิมมา ประชาชนในบางจำพวกที่ได้เสียเงินต่อแผ่นดินเรียกว่า เงินสร่วย หรือ เงินข้าราชการ แลบางจำพวกไม่ต้องเสียเงินอย่างใด ด้วยได้รับความยกเว้นก็มี นับว่าการเสีย เงินค่าราชการในสมัยนั้นไม่เปนการสม่ำเสมอ ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า ถึงเวลาอันสมควรที่จำต้องเปลี่ยนวิธีเก็บเงินข้าราชการให้เปนการเสมอหน้าทั่วไป”
สภาพบังคับของการเก็บเงินรัชชูปการ
สำหรับอัตราการเก็บเงินรัชชูปการนั้นเป็นไปตามท้องที่ โดยพิจารณาจากท้องที่ที่ทำมาหากินคล่องก็จะเก็บมากกว่า เช่น ในกรุงเทพฯ อัตรา 6 บาท ในท้องที่ที่ทำมาหากินไม่กว้างขวาง เช่น อุดรธานี อัตรา 4 บาท เป็นต้น
โดยในมาตรา 11 พระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พ.ศ.2462 กำหนดว่า “ถ้าผู้ใด ซึ่งสมควรจะต้องเสียเงินรัชชูปการ…ไม่เสียเงินตามกำหนดด้วยประการใดๆ ให้นายอำเภอมีอำนาจที่จะยึดทรัพย์สมบัติของผู้ซึ่งเงินยังค้างขายทอดตลาด เพื่อให้ได้เงินที่จะต้องเสีย และค่าใช้จ่ายในการยึดทรัพย์ขายทอดตลาดด้วย แต่ในการขายทอดตลาดทรัพย์สมบัติ ถ้าได้เงินมากกว่าจำนวนเงินซึ่งชายฉกรรจ์จะต้องเสีย จำนวนเงินที่เกินนั้นให้คืนแก่เจ้าของรับไป”
นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีทรัพย์สมบัติเอาไว้ด้วย ความว่า“ชายฉกรรจ์รายใดซึ่งมีเงินรัชชูปการค้าง เมื่อนายอำเภอได้จัดการไต่สวนแล้ว เห็นว่าผู้นั้นไม่มีทรัพย์สมบัติอย่างใด ที่จะยึดขายทอดตลาดดังที่ได้ว่ามานี้ ให้นายอำเภอมีหน้าที่จะสั่งให้เอาตัวผู้นั้นใช้งานโยธามีกำหนด 30 วัน”
ทั้งนี้ “ในระหว่างเวลาที่ทำการไต่สวนหรือทำงานโยธา ให้นายอำเภอมีอำนาจที่จะสั่งให้ขังผู้นั้นไว้ในเรือนจำ หรือสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใดตามแต่เทศาภิบาลจะได้กำหนดไว้”
และยังให้อำนาจฝ่ายปกครองไว้อย่างกว้างขวางว่า “การใช้งานโยธานั้น ไม่จำกัดท้องที่ๆ จะให้ทำงาน”
ผลกระทบต่อราษฎร
ในพื้นที่เชียงใหม่ เมื่อเริ่มมีการเก็บเงินค่าราชการนั้นเสียที่ 4 บาท หากไม่มีเงินเสีย ต้องใช้แรงงานทดแทนเป็นเวลา 25 วัน และเพิ่มเป็น 6 บาท เมื่อมีการเก็บเงินรัชชูปการในปี 2462 หากราษฎรทำมาหากินไม่มีเงินสะสมพอจะจ่ายเงินรัชชูปการ ก็ต้องยอมถูกเกณฑ์แรงงาน ดังเช่นสมัยหนึ่งคนเรียกถนนสายดอยสะเก็ด-เชียงใหม่ว่า ถนนสี่บาทค้าง เพราะสร้างด้วยแรงงานชาวนาที่ไม่มีเงิน 4 บาทจ่ายให้หลวง
ชาวนาอำเภอสันทราย อย่าง อิว แสงคำ ให้สัมภาษณ์เมื่ออายุ 92 ปีไว้ว่า ตอนเป็นเด็ก (ราว พ.ศ.2458) พ่อของเขาซื้อวัวในราคาตัวละ 8 บาท เงิน 4 บาทซึ่งต้องเสียแทนการเกณฑ์แรงงานในยุคนั้น จึงนับว่าแพง เกินกว่ารายได้ที่ชาวนาพึงมี และเงินรัชชูปการในลักษณะนี้เองที่สร้างรายได้เข้าสู่รัฐบาลในกรุงเทพฯ อย่างมหาศาล ดังสถิติที่ว่าใน พ.ศ.2458-2459 รัฐบาลเก็บภาษีจากมณฑลพายัพเป็นเงิน 2,357,371 บาท เป็นเงินรัชชูปการถึง 922,074 บาท ตามมาด้วยภาษีที่ดิน 438,631 บาท
ส่วนถ้ามองในภาพรวมของประเทศสยามสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ก่อน พ.ศ.2462 การเก็บเงินค่าราชการในรัชกาลที่ 6 คิดโดยเฉลี่ยเป็นร้อยละ 10 ของรายได้รวมของประเทศ และอยู่ในช่วงร้อยละ 7.85-10.20 ในช่วง พ.ศ.2462-2468
กล่าวได้ว่า การเก็บเงินรัชชูปการในลักษณะนี้ คนมีเงินไม่เดือดร้อนอะไร แต่คนไม่มีเงินลำบากเดือดร้อนมาก ดังในความทรงจำของ ซาว ชังมงคล อายุ 81 ปี ชาวอำเภอสารภี กล่าวว่า “ภาษีที่หลวงเก็บไปไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไรบ้าง คงจะเอาไปเป็นเงินเดือนจ้างข้าราชการ ไม่เคยเห็นว่า หลวงจะนำเงินมาสร้างเหมืองฝายหรือชลประทาน การสร้างปรับปรุงถนน หลวงเกณฑ์แรงงานชาวบ้านไปทำ ไม่ได้จ่ายค่าจ้างเลย แม้แต่ข้าวก็ไม่ได้เลี้ยง ชาวบ้านต้องห่อไปกินเอง”
ขณะที่กุย อินชัย ชาวสารภีอีกคนหนึ่ง เล่าไว้ในวัย 80 ปีว่า “แม้จะได้เสียภาษีรัชชูปการ 6 บาทแล้ว ยังถูกทางการเกณฑ์แรงงานไปทำถนนอีก ชาวนาเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็ถูกเกณฑ์เช่นกัน ทำให้รู้สึกว่าเหมือนจ่ายภาษีรัชชูปการหลายครั้ง ตามจำนวนครั้งที่ถูกเกณฑ์ เช่น หากปีเดียวถูกเกณฑ์แรงงาน 3 ครั้ง เหมือนกับต้องจ่ายภาษีค่าแรงแทนเกณฑ์ปีละ 24 บาท นับเป็นภาระที่หนักมากสำหรับชาวนา จึงมีปฏิกิริยาไม่พอใจและต่อต้าน แต่ไม่รุนแรง”
ส่วนทางภาคใต้ ก็พบปัญหาจากการเก็บเงินรัชชูปการเช่นกัน ทายาทคนหนึ่งของ รุ่ง ดอนทราย ขุนโจรชื่อดังแห่งเมืองพัทลุง เคยให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่คนใต้ในช่วงรัชกาลที่ 6 เป็นโจรกันมาก ก็เพราะไม่มีเงินเสียค่ารัชชูปการ “ถูกนาย (อันหมายถึงข้าราชการ) ข่มเหง บีบคั้นให้เกิดความคับแค้น ชนิดที่หนีฟ้าหนีฝนยังหลบได้ หนีนายไม่รู้จะไปไหน นอกจากเป็นโจร!”
การยกเลิกเงินรัชชูปการ
เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มีจดหมายของราษฎรที่แสดงความต้องการให้ยกเลิกเงินรัชชูปการเข้ามาที่รัฐบาลใหม่หลายฉบับ เช่น ม.ล.เชื้อ อิศรางกูร เสนอว่า ไม่ควรเก็บเงินรัชชูปการอีก เพราะอำนาจสูงสุดอยู่ที่ราษฎรแล้ว (28 มิถุนายน 2475) พระยาเวหาสยาน เสนอว่า เงินรัชชูปการควรผ่อนผันให้ชำระเป็นงวดๆ ได้ เพื่อประโยชน์ต่อคนยากจน ดีกว่าเกณฑ์ไปทำแรงงาน (20 กันยายน 2475) และนายถวัติ ฤทธิเดช เสนอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติรัชชูปการ เปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติรายได้แทน (2 กันยายน 2475) เป็นต้น
รัฐบาลคณะราษฎรก็สนใจพิจารณาเรื่องนี้ ดังที่พบว่า หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ได้เสนอในการประชุมคณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2475 ว่า “ภาษีอากรบางอย่างยังมีที่รัดรีดราษฎรผู้ยากจนอยู่มาก ภาษีอากรเช่นนี้ควรยกเลิกเสีย” แม้จะยังไม่สามารถยกเลิกได้ทันที เนื่องจากจะกระทบโครงสร้างรายได้ของประเทศ แต่รัฐบาลก็ได้ลดหย่อนการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ลง
ครั้นหลวงประดิษฐ์มนูธรรมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2481 ก็ลงมือปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอากรของประเทศให้เป็นธรรมมากขึ้น ไม่เพียงยกเลิกการจัดเก็บเงินรัชชูปการเท่านั้น ยังรวมถึงอากรค่านา อากรค่าสวน ภาษีไร่อ้อย และภาษีไร่ยาสูบ พร้อมกันนั้นก็ปรับปรุงภาษีซึ่งเคยเก็บมาก่อนแล้วให้เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีโรงค้า ภาษีธนาคาร อากรแสตมป์ และได้เก็บภาษีประเภทใหม่ๆ เพื่อทดแทนรายได้ของรัฐที่จะขาดหายไป เช่น อากรมหรสพ เงินช่วยบำรุงท้องที่ และเงินช่วยบำรุงการประถมศึกษา
จนในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลรัษฎากร ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2482 อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ในขณะนั้น
ผลงานของปรีดี พนมยงค์
ในยามสนธยาของชีวิต ปรีดี พนมยงค์ เขียนชีวประวัติย่อของตนเองที่บ้านอองโตนี ประเทศฝรั่งเศส กล่าวถึงชีวิต การทำงาน และผลงานสำคัญของตนเอาไว้โดยย่อ สำหรับเรื่องเงินรัชชูปการ และภาษีอากรนี้ ปรีดีเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
“ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นได้ปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางสังคมหลายประการ อาทิ (1) ยกเลิกเงินภาษีรัชชูปการ ซึ่งเป็นซากตกค้างจาก ‘เงินส่วย’ ซึ่งราษฎรที่เป็นไพร่ของเจ้าศักดินา ต้องเสียให้เจ้าศักดินา**
“(2) ยกเลิกอากรค่านา ที่เป็นซากของการบรรณาการซึ่งราษฎรที่ทำนาต้องส่งบรรณาการให้แก่เจ้าศักดินาสูงสุดที่ถือว่าที่ดินทั้งหลายทั่วราชอาณาจักรเป็นของประมุขของสังคม
“(3) ปรับปรุงภาษีอากรให้เป็นธรรมแก่สังคม คือ ผู้ใดมีรายได้ ก็เสียภาษีมาก ผู้ใดบริโภคฟุ่มเฟือยมาก ก็เสียภาษีทางอ้อมมาก และถ้าผู้ใดบริโภคเครื่องบริโภคที่ไม่จำเป็นแก่การดำรงชีพก็ต้องเสียภาษีอากรมาก ตามลำดับ
“(4) สถาปนา ‘ประมวลรัษฎากร’ เป็นแบบฉบับครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งรวมบทบัญญัติเกี่ยวกับภาษีอากรทางตรงที่เป็นธรรมแก่สังคม” เป็นต้น
บรรณานุกรม
- เข้ม มฤคพิทักษ์. “นโยบายภาษีกับการเข้าสู่ระบบการค้าของชาวนาภาคเหนือ พ.ศ. 2427-2476 ศึกษากรณีอำเภอสันทรายและอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่”. วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2530.
- ชัย เรืองศิลป์. ประวัติศาสตร์สังคมไทยสมัย พ.ศ. 2352-2453 ด้านสังคม. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, 2545.
- ไชยยศสมบัติ, พระยา. วิทยาศาสตร์การคลังและกฎหมายการคลัง. พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร: มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง, 2478.
- นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว. ไทบ้านดูดาว. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ศยาม, 2567.
- ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์. ใต้เงาปฏิวัติ: การสืบราชการลับและความคาดหวังของราษฎรหลัง 2475. กรุงเทพฯ: มติชน, 2566.
- ปรีดี พนมยงค์. ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์. กรุงเทพฯ: โครงการ “ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย”, 2526.
- รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. ภาษีอากรในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย: คลังข้อมูลและบทสำรวจสถานะทางวิชาการ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2527.
- ล้อม เพ็งแก้ว. เกิดเป็นคนใต้. กรุงเทพฯ: openbooks, 2553.
- สมศักดิ์ มหาทรัพย์สกุล. “การเก็บเงินรัชชูปการและผลกระทบต่อสังคมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2444-2482”. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2534.
- ไสว สุทธิพิทักษ์. ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2567: การทำงานรับใช้ชาติตามอุดมคติของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2476-2484. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2567.
- อรัญญา พงศ์สะอาด และอุทัย เลาหวิเชียร. “ปรีดี พนมยงค์ กับแนวคิดการปฏิรูปการบริหารงานคลังของประเทศไทย” วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2565, 119-129.