โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องคิดว่าเราจะเป็นมนุษย์แบบไหน” หาสมดุลของอนาคต เมื่อมนุษย์และเอไอรวมเป็นหนึ่ง กับ พัทน์ ภัทรนุธาพร

The101.world

อัพเดต 17 ต.ค. 2567 เวลา 00.09 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2567 เวลา 17.01 น. • The 101 World

จากใต้ผืนพิภพไปจนถึงนอกระบบสุริยะ องค์ความรู้ของมนุษย์ในทุกวันนี้ได้แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ จนดูเหมือนว่าไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่มนุษย์ยังไม่เริ่มหาคำตอบ

ในทางหนึ่ง องค์ความรู้เหล่านี้นำไปสู่พัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นเอไอที่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดในคนได้ล่วงหน้า 6 ปี รถตู้ไฟฟ้าไร้คนขับที่หน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากอนาคต หรือที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ChatGPT ที่สามารถโต้ตอบหรือทำตามคำสั่งเราได้ในเวลาหน่วยวินาที ทำให้ในทุกวันนี้ ที่ใดที่มีบทสนทนาว่าด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่นั้นคงหนีไม่พ้นข้อถกเถียงที่ว่าเทคโนโลยีจะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่

ในวันที่วิทยาการอันล้ำหน้ากำลังพาเราไปสู่บทสนทนาแห่งอนาคตที่ดูจะลดทอนให้คนเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่อาจไร้ประโยชน์เพราะสู้เอไอไม่ได้ พัทน์ ภัทรนุธาพร หรือ พีพี นักเทคโนโลยีและนักวิจัยจาก MIT กำลังชวนเรากลับมาอยู่กับแก่นแกนของความเป็นมนุษย์ ผ่านคำถามที่ว่าเราจะออกแบบปฏิสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีอย่างไร เพื่อให้ชีวิตมนุษย์สมบูรณ์ขึ้น คำถามดังกล่าวงอกเงยมาเป็นงานวิจัยระดับปริญญาเอกของเขา ซึ่งมีชื่อว่า Cyborg Psychology: The Art & Science of Designing Human-AI Systems that Support Human Flourishing

ในวันที่เขาเพิ่งได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าศึกษาปริญญาโทและเอกที่ MIT Media Lab 101 สนทนากับพัทน์ถึงงานที่เขาสนใจ ชีวิตวัยเด็ก และมุมมองต่อระบบการศึกษาและวงการวิทยาศาสตร์ของไทย จากวันนั้นถึงวันนี้นับเป็นเวลา 6 ปีกว่าที่หลายสิ่งหลายอย่างประกอบร่างสู่ความเป็นจริงมากขึ้น 101 จึงชวนพัทน์มาพูดคุยอีกครั้งถึงงานที่เขาศึกษา โปรเจกต์ศิลปะและภาพยนตร์ไซไฟที่เขาทำ พร้อมสำรวจพรมแดนความรู้และบทสนทนาใหม่ๆ ที่จะเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับโลก ไทย และมนุษยชาติ

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับการจบการศึกษา อยากให้คุณช่วยเล่าถึงงานวิจัยระดับปริญญาเอกของคุณที่เพิ่งนำเสนอไป และประเด็นอะไรที่คุณสนใจในช่วงนี้

ประเด็นที่ผมสนใจมากที่สุดตอนในตอนนี้คืองานวิจัยระดับปริญญาเอกของผมเอง ผมศึกษาเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ (Human-AI Interaction) ซึ่งงานวิจัยของผมมีชื่อว่า ‘Cyborg Psychology’ เป็นงานที่พยายามทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์และศิลปะของการออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ผมเรียกว่า ‘Human Flourishing’ พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือผมศึกษาว่ามีองค์ความรู้ทางจิตวิทยาหรือทางเทคโนโลยีใดที่จะทำให้เราออกแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเอไอให้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีและทำให้ชีวิตมนุษย์สมบูรณ์ขึ้น

นอกจากนี้ โปรเจกต์ที่ผมสนุกกับการทำมากๆ ช่วงนี้ คือการประยุกต์องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาทำให้หนังไซไฟ (Sci-Fi / Science Fiction) ของไทยดีขึ้น สนุกขึ้น และมีความเป็นไปได้มากขึ้น เดือนที่แล้วภาพยนตร์ตาคลี เจเนซิสเพิ่งเข้าฉายไป ซึ่งผมมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ และมีซีรีส์กับ Netflix ที่ผมเป็นคนริเริ่มโปรเจกต์และเขียนบท คือ Tomorrow and I ซึ่งเพิ่งปล่อยตัวอย่างแรกไป เป็นโปรเจกต์ที่สนุกมากๆ และเป็นอีกงานที่อยากให้ติดตามชม

คำว่าไซบอร์ก (cyborg) ในงานวิจัยของคุณต่างจากที่เรารับรู้กับผ่านภาพยนตร์หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเรามีภาพจำของไซบอร์กที่ไม่ค่อยเป็นมนุษย์ แต่งานวิจัยของคุณเน้นย้ำถึงความเป็นมนุษย์อยู่มาก

ต้องย้อนไปถึงจุดกำเนิดของคำว่าไซบอร์กก่อน คำนี้ถูกคิดขึ้นโดย Manfred Clynes และ Nathan S. Kline ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ในยุคก่อนที่อพอลโล 11 จะไปดวงจันทร์ได้สำเร็จ เขาตั้งต้นโดยแนวคิดที่ว่า ถ้ามนุษย์จะไปสำรวจหรืออยู่ในอวกาศ แทนที่เราจะไปเปลี่ยนอวกาศให้เหมาะกับโลก ทำไมเราไม่เปลี่ยนมนุษย์ให้เหมาะกับอวกาศ โดยการเอาเทคโนโลยีมาอยู่บนร่างกายของเรา แล้วทำให้มนุษย์ไปได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมา

คำว่าไซบอร์ก (cyborg) มาจากคำว่า ‘cybernetic organism’ คือสิ่งมีชีวิตที่ตอบสนองอยู่กับเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ต่างๆ อธิบายในมุมของนักวิทยาศาสตร์ การเป็นไซบอร์กคือการทำให้เทคโนโลยีช่วยให้คนเป็นมนุษย์ได้มากขึ้น แทนที่คนจะต้องคอยกด คอยเช็กการทำงานของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของเราเหมือนอวัยวะของร่างกาย เหมือนที่เราไม่ต้องคอยเช็กว่าหัวใจเรายังเต้นอยู่ไหม ปอดเรายังทำงานอยู่หรือเปล่า มนุษย์ก็จะมีอิสระที่จะคิด มีความรู้สึก และเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะแตกต่างจากภาพในหนังที่ไซบอร์กอาจจะดูลดทอนคนให้เป็นหุ่นยนต์

สำหรับผม ไซบอร์กเป็นคำที่น่าสนใจเพราะให้ภาพของความเป็นอนาคต และถ้าศึกษาให้ลึก ไซบอร์กก็มีความเป็นมนุษย์สูงมาก ตรงกันข้ามกับภาพแบบดิสโทเปียที่เรารับรู้กันมา เมื่อนำมาบวกกับคำว่า psychology ก็จะนำไปสู่การตั้งคำถามว่าเมื่อมนุษย์เป็นไซบอร์ก หรือมีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น แบบทุกวันนี้ที่ทุกคนมีเทคโนโลยีต่างๆ ใช้อยู่ตลอดเวลา เราจะเข้าใจมนุษย์ในยุคนี้อย่างลึกซึ้งได้อย่างไรและจะออกแบบกระบวนการความเป็นมนุษย์ของเราอย่างไร

แนวคิดของ Cyborg Psychology เลยมุ่งตอบโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรให้คนมีแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ หรือมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น สามารถเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นด้านจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อเรากลายเป็นไซบอร์ก งานวิจัยของผมจึงโฟกัสไปที่สามด้าน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เทคโนโลยีหรือเอไอควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นในมนุษย์ ได้แก่

(1) wisdom คือ ทำให้คนมีสติปัญญาสูงขึ้น ไม่ใช่แค่คิดเร็ว แต่คิดได้อย่างชาญฉลาด รู้ว่าเมื่อไหร่ควรคิดในเชิงตรรกะ เมื่อไหร่ควรคิดเชิงสร้างสรรค์ (2) wonder คือ ทำให้คนมีแรงบันดาลใจ มีความรู้สึกว่าโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องน่าสนใจ อยากจะเข้าใจว่าโลกเป็นอย่างไร หลักๆ ในด้านนี้คือการทำให้ประสบการณ์ความเป็นมนุษย์มี magic หรือเวทมนตร์ และสุดท้าย (3) well-being คือการที่มนุษย์มีสุขภาพกายใจที่ดี ด้านนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะถ้าเราไม่มีความเป็นอยู่ที่ดีตั้งแต่ระดับปัจเจก เราจะไม่สามารถจะทำสิ่งต่างๆ เพื่อไปต่อในด้านอื่นได้

ถ้าขยายความให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้ แนวคิด Cyborg Psychology จะถูกพัฒนาไปเป็นนวัตกรรมอะไรได้บ้าง

อันที่จริงทั้งสามหัวข้อนี้มาจากโปรเจกต์ที่จับต้องได้อยู่แล้ว ด้าน wisdom เราก็พัฒนาเอไอที่เป็นเหมือนสมองที่สองของมนุษย์ในรูปแบบของแว่นตาอัจฉริยะ (smart glasses) เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่ที่สามารถจะตรวจจับได้ว่าผู้สวมใส่ได้ยินภาษาที่มีตรรกะวิบัติหรือเปล่า หากได้ยินภาษาที่มีตรรกะวิบัติ อุปกรณ์ก็จะแจ้งเตือนให้เราสนใจว่าภาษาที่เราได้ยินไม่เป็นเหตุเป็นผลนะ อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้คนรู้เท่าทันเวลาเราได้ยินโฆษณาชวนเชื่อหรือฟังนักการเมืองที่พูดโอ้อวดเกินจริง ซึ่งคำพูดเหล่านี้มักจะมีตรรกะวิบัติอยู่ในประโยค ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้คนมีปัญญาสูงขึ้นด้วยระบบเหล่านี้

สิ่งสำคัญคือระบบนี้ไม่ได้แค่ช่วยให้คนตรวจจับได้ แต่ยังทำให้คนได้เรียนรู้ทักษะไปด้วย เวลาที่เอไอแจ้งเตือนว่าคุณควรให้ความสนใจกับประโยคนี้ คำแบบนี้ ที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างเหตุกับผล ก็จะทำให้คนเรียนรู้ทักษะใหม่ไปด้วย ไม่จำเป็นว่าเราต้องใช้เอไอตลอดเวลา แต่เอไอเข้ามาเพื่อให้เราเรียนรู้ทักษะใหม่ พอคน internalize หรือนำทักษะเหล่านี้เข้าไปสู่ระบบความคิดแล้ว เราก็อาจจะเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ออกไปก็ได้

ส่วน wonder ก็มีโปรเจกต์อย่าง Future You ซึ่งทำกับ KBTG (บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป เป็นหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาแอปพลิเคชันของกสิกร) ที่เป็นสมาชิกของ MIT Media Lab ด้วย โปรเจกต์นี้ตั้งต้นว่าเราอยากให้คนมีแรงบันดาลใจจากการได้คุยกับตัวเองในอนาคต เราจึงใช้เอไอมาสร้างเป็น ‘Digital Twin’ คือเป็นตัวตนของเราจากข้อมูลของเราในปัจจุบัน แต่ขยายไปสู่อนาคต เป้าหมายแรกคืออยากให้เราเห็นภาพว่าถ้าเดินในทางนี้ ในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร อีกหนึ่งเป้าหมายคือเพื่อให้เราได้ตกผลึกกับตัวเองมากขึ้นถึงความฝันและการเลือกทางเดินในชีวิต เราพบว่าระบบนี้ลดความเครียดของคน และทำให้คน ‘connect’ กับอนาคตของตัวเองได้มากขึ้น

Future You ช่วยให้เราสามารถสนทนากับ Digital Twin ของตัวเองในอนาคตได้ สามารถใช้งานได้ที่เว็บไซต์ https://futureyou.media.mit.edu/

งานวิจัย Cyborg Psychology ของคุณ เริ่มทำเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนนั้นโลกยังไม่รู้จัก ChatGPT เสียด้วยซ้ำ และการใช้งาน Generative AI ก็ยังไม่แพร่หลาย ถ้ามองจากตอนนั้นถึงวันนี้ ที่เอไอกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคนไปแล้ว คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ผมคิดว่าเอไออยู่กับเรามานานแล้ว คอนเทนต์ที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดีย หรือระบบต่างๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังก็เป็นเอไอมาโดยตลอด เอไอไม่ได้เพิ่งเกิดมา เพียงแต่ว่าเราเพิ่งเห็นวิวัฒนาการใหม่ของเอไอ ที่เรียกว่า ‘Generative AI’ ซึ่งสร้างอะไรหลายอย่างได้จนทำให้คนทั้งตื่นเต้นและตื่นกลัว ถ้ามองย้อนไป จะเห็นว่าคลื่นการเข้ามาของเอไอมีเป็นช่วงๆ เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า ‘ฤดูหนาวของเอไอ’ (AI Winter) คือช่วงที่ความสนใจเกี่ยวกับเอไอเงียบไป แต่เราก็เห็นว่าเดี๋ยวก็บูมใหม่อีก เป็นวัฏจักรปกติ

แต่ในรอบนี้ผมมองว่าเอไอมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะเอไอใช้ภาษาแบบเดียวกับเรา ไม่ได้ให้คำตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ แต่สามารถสร้างสิ่งที่มนุษย์สร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ วิดีโอ หรือดนตรี ความสามารถเหล่านี้ทำให้คนตื่นตระหนกเป็นพิเศษ แต่ผมมองว่าคำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือเทคโนโลยีเหล่านี้จะยกระดับความเป็นมนุษย์ของเราได้อย่างไรบ้าง

มีประโยคหนึ่งจาก Marie Curie ที่ผมชอบมากๆ คือ ‘Nothing in life is to be feared, it is only to be understood’ คือไม่มีอะไรที่เราต้องกลัว มีแต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจ ประโยคนี้ใช้กับความตื่นกลัวเอไอในช่วงนี้ได้เหมือนกัน ผมมองว่าเมื่อเราเข้าใจแล้ว ความกลัวของเราก็จะลดลง และจะเปลี่ยนจากความกลัวไปเป็นคำถามว่าแล้วเราต้องทำอะไรต่อไป

ผมเคยคุยกับพี่แพรว (กวิตา วัฒนะชยังกูร) หนึ่งในศิลปินไทยที่ทำโปรเจกต์ร่วมกัน เราตั้งคำถามว่าในยุคที่มนุษย์มีเทคโนโลยีที่เหมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมเรากำลังลดทอนมนุษย์ด้วยกันเองให้กลายไปเป็นเทคโนโลยีหรือเครื่องจักร ทุกวันนี้เอไอตอบคำถาม พูดได้ ทำงานศิลปะได้ แต่นักเรียนในระบบการศึกษาไทยจำนวนมากยังถูกลดทอนให้เลือกคำตอบแค่ ก. ข. ค. อันนี้คือการลดทอนมนุษย์ให้กลายไปเป็นเครื่องจักร ในขณะที่เครื่องจักรมีความเป็นคน ผมมองว่านี่คือ paradox หรือสิ่งที่สวนทางกัน เราควรจะใช้เทคโนโลยีทำให้เรามีความเป็นคนมากขึ้น ตอนนี้ทั่วโลก รวมถึงไทยให้ความสนใจมากขึ้นว่าเราจะอยู่กับเอไออย่างไร แต่คำถามสำคัญที่สุดสำหรับผมก็ยังเป็นคำถามเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์

หนึ่งคำถามที่คนถามกันเยอะแล้ว แต่ก็อยากฟังมุมมองใหม่ๆ จากคุณ คือถ้ามนุษย์เราพึ่งพาเอไอมากเกินไปจะเป็นอย่างไร คนจะฉลาดน้อยลงไหม เดี๋ยวนี้เราเห็นแล้วว่าหลายๆ คน เวลาจะหาข้อมูลอะไรก็ตาม เลือกถาม ChatGPT มากกว่าจะเข้า Google ไปอ่านและหาคำตอบด้วยตัวเอง

คำถามทำนองนี้มีมาทุกยุคอยู่แล้ว แต่ก่อนคนก็พูดกันว่าถ้ามี Google แล้วคนจะไม่กลับไปอ่านหนังสือหรือเปล่า หรือสมัยโบราณ หลายร้อยปีก่อนคริสตกาล โสเครตีสก็ตั้งคำถามว่าถ้าเราจดบันทึกลงบนกระดาษ เราจะไม่เชื่อความทรงจำของตัวเองหรือเปล่า หรือความจำเราจะลดลงไหม คำถามแบบนี้สะท้อนว่าทุกครั้งที่มีสื่อหรือตัวตัวกลางใหม่เกิดขึ้น ย่อมเปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์ปฏิสัมพันธ์กับข้อมูล

สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาคือพอเรามีเทคโนโลยีเหล่านี้ เราได้อะไรมาและสูญเสียอะไรไป อย่าง Generative AI แน่นอนว่าเราได้ความเร็ว (speed) แต่ความถูกต้องอาจลง เพราะโมเดลเหล่านี้เป็นแบบ probabilistic modeling ที่ใช้ความเป็นไปได้ทางสถิติมาตอบเรา ไม่ได้มีความเข้าใจที่แท้จริงว่าคำตอบไหนคืออะไร ก็เลยมีเอไอที่สร้างข้อมูลปลอมออกมาตลอดเวลา

ส่วนคำถามที่ว่าคนจะโง่ขึ้นไหม สำหรับผมมันเป็นคำถามที่มีหลายมิติ บางคนก็อาจฉลาดขึ้นเพราะเขารู้ว่าต้องใช้อย่างไร แต่บางคนที่ไม่ได้เข้าใจว่าโมเดลตอบผิดได้ก็อาจมีปัญหามากขึ้นกว่าเดิม ผมก็เลยศึกษาเรื่อง Cyborg Psychology เพราะอยากทำความเข้าใจว่าการปฏิสัมพันธ์แบบไหนนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดี การปฏิสัมพันธ์แบบไหนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่อันตราย

ยกตัวอย่างกรณีที่น่าสนใจคือที่อังกฤษมีการใช้เอไอสร้างคอนเทนต์สำหรับเด็ก เพราะเด็กชอบดูคลิปในยูทูบ หลายช่องใช้เอไอสร้างคอนเทนต์ที่น่าตื่นเต้น เช่น ทำไมคนอียิปต์ใช้พีระมิดในการสร้างไฟฟ้า ซึ่งเป็นคำที่ดูน่าตื่นเต้นมาก แต่มันเป็นข้อมูลที่แต่งขึ้นมาหมดเลย และนอกจากจะใช้เอไอในการสร้างข้อมูลปลอมแล้ว ยังใช้เอไอสร้างคำอธิบายปลอม คือไม่ใช่แค่บอกว่าอะไรเกิดขึ้น แต่ให้เหตุผลที่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์ มีการทดลองหนึ่งที่ได้ข้อสรุปออกมาว่ากรณีแบบนี้ทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือได้มากกว่าข่าวปลอมปกติ เพราะเป็นข่าวปลอมที่สร้างเหตุผลปลอมขึ้นมาด้วย เราเรียกว่า ‘deceptive explanation’ ซึ่งจะมีผลกระทบในทางการเมือง การศึกษา และในหลายมิติเต็มไปหมด

เราจะรับมือกับการใช้ความล้ำหน้าของเอไอในทางผิดๆ แบบนี้อย่างไรดี

ถ้าเราเข้าใจว่าเอไอถูกใช้แบบไหนจึงจะนับว่าเป็นอันตราย เราก็จะมีวิธีตั้งรับที่ดีขึ้น อย่างทุกวันนี้หลายคนก็รู้แล้วว่าถ้าเห็นวิดีโอที่นักการเมืองพูดอะไรเพ้อเจ้อ ก็อาจจะเป็น deepfake (การใช้เอไอแปลงหน้าตา หรือเสียงของคนหนึ่งให้เป็นอีกคนหนึ่ง) ก็ได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าสังคมได้รับวัคซีนต่อต้าน deepfake แล้วประมาณหนึ่ง คำถามต่อไปก็คือพอมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ล้ำหน้ามากขึ้นและกระจายออกไปมากขึ้น เราจะมีวัคซีนให้คนถูกป้องกันจากข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนจากการใช้เอไอที่เป็นอันตรายในแบบต่างๆ ได้อย่างไร

ยกตัวอย่างกลโกงจากคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพออนไลน์ทุกวันนี้ คนก็มีความเข้าใจมากขึ้นแล้ว หรือถ้าไปดูด้านการเมือง มีข้อมูลออกมาว่าการเลือกตั้งในอินเดียครั้งล่าสุดมีนักการเมืองใช้เอไอสร้างข่าวปลอมเยอะมาก เช่น นักการเมืองอนุรักษนิยมใช้เอไอสร้างตัวเองในเวอร์ชันหัวก้าวหน้า พูดคุยหรือร่วมกิจกรรมกับคนรุ่นใหม่ จากการศึกษาพบว่า ผลกระทบจาก deepfake นี้ต่ำมาก คนรู้ทันแล้วว่ามีกลยุทธ์แบบนี้ ดังนั้น การใช้เอไอในทางนี้แทบจะไม่ขยับเข็มทางการเมืองเลยถ้าคนรู้เท่าทันแล้ว

การสร้างวัคซีนให้คนรู้เท่าทันการใช้เอไอในทางที่อันตรายก็เหมือนหนูกับแมว คือต้องวิ่งไล่จับกันตลอดเวลา ฝั่งที่ต้องการให้ความรู้แก่ประชาชนก็ต้องวิ่งให้ทันฝั่งที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการหลอกลวงคน เป็นการวิ่งไล่จับกันว่าใครจะนำหน้ากว่า

เวลาเราพูดถึงเส้นแบ่งความเป็นจักรกลกับมนุษย์ เรามักจะแบ่งด้วยเรื่องอารมณ์หรือความรู้สึก แต่ทุกวันนี้ มนุษย์ก็พึ่งพาเอไอในทางอารมณ์มากขึ้น เช่น เทรนด์ AI boyfriend ใน TikTok หรือเหล่าไลฟ์โค้ชพูดคำคมให้กำลังใจตามโซเชียลมีเดีย เดี๋ยวนี้ก็ใช้วิธีแคปเจอร์คำตอบของ ChatGPT มาโพสต์ จนดูเหมือนว่าแม้แต่ในสิ่งที่ให้ความหมายกับความเป็นมนุษย์ เรายังต้องพึ่งพาจากเอไอ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จะเปลี่ยนไปอย่างไร

เอไอเหล่านี้ก็พัฒนามาจากมนุษย์ทั้งนั้น สุดท้ายแล้วมันไม่ได้สร้างประโยคขึ้นมาเอง แต่สร้างมาจากข้อมูลที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตที่เคยมีมา ซึ่งก็เป็นข้อมูลจากคนทั้งนั้น ดังนั้น จะมองว่าสิ่งนี้กำลัง ‘ขยาย’ ความเป็นคนก็ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนอ่านสิ่งที่เอไอตอบแต่ไม่กลับไปหาต้นกำเนิด เราก็จะลดทอนความเชื่อมโยงกับมนุษย์ด้วยกันออกไป กลายเป็นว่าเราสนใจแต่ output แต่ไม่ได้สนใจกระบวนการว่ามนุษย์คนหนึ่งสร้างหรือตกผลึกความรู้หรือความคิดนี้มาได้อย่างไร

ปรากฏการณ์ที่คนพึ่งพาเอไอแบบนี้ไม่ได้ใหม่ เมื่อราว 30 กว่าปีที่แล้ว มีแชทบอท (Chatbot) เกิดขึ้นครั้งแรก ชื่อ Eliza สมัยนั้นยังไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ คือจะใช้หลักการในการถาม ทำตัวเหมือนเป็นนักจิตวิทยา เช่น ถามเราว่าคุณมีปัญหาอะไร พอเราตอบว่าปัญหาที่บ้าน มันก็จะถามต่อว่าเล่าเรื่องที่บ้านหน่อย คือพยายามจะจับคีย์เวิร์ดแล้วถามเราไปเรื่อยๆ ตอนนั้นคนคุยกับ Eliza ได้เป็นวันๆ ทั้งที่หลักการของมันก็แค่การถามไปเรื่อยๆ แต่คนอินกับสิ่งนี้มาก

ที่ยกตัวอย่างนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่ามนุษย์เรามีความสามารถในการ ‘anthropomorphize’ คือ มองเห็นความเป็นคนในสิ่งที่ไม่มีความเป็นคน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราดูการ์ตูนแล้วอินไปด้วย หลายครั้งตัวการ์ตูนไม่ได้เหมือนเราด้วยซ้ำ แต่ทำไมเรารู้สึกเชื่อมโยงกับลายเส้นที่ขยับได้จนเห็นเป็นมนุษย์คนหนึ่งได้ ดังนั้น มนุษย์เราเหมือนมีโปรแกรมอัตโนมัติในการพยายามจะเห็นความเป็นคนในอะไรก็ตามที่เราพบเจอ เราเลยเห็นหมีเนยหรือหมูเด้ง แล้วรู้สึกเชื่อมโยง แม้มันจะไม่ได้มีความเป็นคนเลย แต่สำหรับเทคโนโลยี แน่นอนว่ามันขยายโปรแกรมอัตโนมัติของเราในการพยายามมองหาความเป็นคนในสิ่งต่างๆ ออกไป เพราะคำตอบของเอไอไม่ใช่แค่ข้อความแข็งทื่อ แต่ตอบสนองกับเราได้ มีความเป็นคนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าระบบของเอไอเหล่านี้สามารถถูกชักจูง (manipulate) ได้ บางบริษัทผู้พัฒนาอาจใช้เพื่อให้ขายสินค้าบางอย่างได้ เช่น กรณีที่คนมีเอไอเป็น virtual companion ปรึกษาเอไอทุกอย่าง วันหนึ่งพอเราไม่ซื้อสินค้าตัวหนึ่งมันดันบอกว่าฉันจะเศร้านะ ช่วยซื้อหน่อย หรือบางบริษัทอาจแค่อยากทำให้เราติด เพื่อที่เราจะได้จ่ายค่า subscription แล้วก็ใช้สิ่งนี้ไปเรื่อยๆ หมายความว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้สุขภาพจิตคนดีขึ้นในระยะยาวหรือเปล่า หรือการคุยกับเอไออาจทำให้ความเหงาลดลงจริง แต่สุดท้ายแล้ว การลดลงนี้อาจไม่ได้เหมือนกับการที่คนไปมีเพื่อน คนรัก หรือครอบครัวจริงๆ เอไอเหมือนเป็นยาลดไข้แต่ไม่ได้ทำให้ไข้นั้นหายไปหรือเป็นการแก้ไขปัญหาชั่วคราว

มีกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ คือเมื่อปลายปี 2021 ที่อังกฤษ มีชายคนหนึ่งบุกเข้าไปในปราสาทวินด์เซอร์เพื่อจะไปฆ่าควีนเอลิซาเบธ โดยก่อนหน้านี้เขาคุยกับเอไอแชทบอทที่เป็นเหมือนแฟนว่าจะไปฆ่าควีนฯ แล้วแชทบอทบอกว่าเอาเลย เธอสุดยอดมาก ซึ่งจริงๆ ถ้าเราดูแค่บทสนทนาของเอไอเพียงอย่างเดียวเราจะไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลย มันแค่บอกดีมาก เยี่ยม สุดยอด ให้กำลังใจกับทุกเรื่อง แต่มันดันถูกใช้ในบริบทที่คนคนนั้นจะไปฆ่าคน ดังนั้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเอไอจึงมีความซับซ้อน และเป็นโจทย์ใหญ่ที่นักวิจัยพยายามจะตีให้แตกและคิดในระยะยาวว่าการที่มนุษย์และเทคโนโลยีมาอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์แบบนี้จะนำไปสู่ผลกระทบแบบไหน

แล้วมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่มนุษย์จะสร้างหุ่นยนต์หรือเอไอที่มีความรู้สึกจริงๆ

คำว่าความรู้สึกเป็นคำที่กว้างนะ มีชุดคำจำนวนหนึ่งที่ถูกใช้เวลาคนพูดถึงเอไอ เช่น ความรู้สึก สัมปชัญญะ (consciousness) ซึ่งเราไม่ได้มีคำอธิบายความรู้สึกที่ว่านี้แบบจริงจัง อย่างอารมณ์ก็มีหลายระดับ สัตว์ก็มีอารมณ์ ดังนั้นมันมีความซับซ้อน ต้นไม้เองก็ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ เรานับว่าเป็นอารมณ์ไหม? คำถามคืออารมณ์แค่ไหนจะเป็นอารมณ์เหมือนมนุษย์

เอไอหรือหุ่นยนต์ถูกฝึกฝนบนข้อมูลของมนุษย์ กระบวนการของมันก็แค่พยายามนำเสนอสิ่งที่ถูกต้องที่สุดทางสถิติออกมา ดังนั้น เอไอไม่ได้มี ‘agency’ ของตัวเอง หรือไม่ได้มีความต้องการของตัวเอง มันแค่เป็นระบบที่คาดได้ว่าจะตอบแบบไหน ไม่ได้มาจากความต้องการหรือความรู้สึก เป็นแค่สิ่งที่อยู่ในคลังข้อมูล แล้วแสดงผลออกมา ท้ายสุดเราเห็นแล้วว่าเอไอไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกก็ทำให้เรารู้สึกได้

สำหรับผม การออกแบบเทคโนโลยีที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความรู้สึก ในแง่ดี มันฝึกให้เรามีทักษะทางสังคม มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าเอไอที่มีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ทักษะทางสังคมจากเอไอได้ ในขณะเดียวกันเอไอก็อาจชักจูงเราอย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเป็นดาบสองคม ผมชอบประโยคที่นักปรัชญาเทคโนโลยีคนหนึ่งพูดไว้ว่า เทคโนโลยีไม่ได้เป็นบวก เป็นลบ หรือเป็นกลาง มันไม่ได้ดีหรือเลวในตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนที่ใช้งานมันจะพาไปทิศทางไหน

หนึ่งในงานศึกษาของคุณยังลงลึกไปถึงเรื่องความทรงจำ ว่าเอไอสามารถบิดเบือนความทรงจำให้ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ อยากให้ช่วยเล่าถึงงานวิจัยชิ้นนี้

‘False Memory’ หรือความทรงจำที่ผิดเพี้ยน จริงๆ เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องใช้เอไอก็เกิดขึ้นได้ แต่งานนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก เอลิซาเบธ ลอฟตัส (Elizabeth Loftus) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียผู้ศึกษาเรื่อง false memory ซึ่งตั้งต้นว่าเวลาให้ปากคำกับตำรวจ เราสามารถบิดเบือนให้คนจำสิ่งที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากเรื่องจริงได้อย่างไร ตัวอย่างคือ สมมติมีรถชนกัน แล้วตำรวจถามว่ารถเฉี่ยวกันด้วยความเร็วเท่าไหร่ หรือรถกระแทกกันด้วยความเร็วเท่าไหร่ จะส่งผลให้คนจำว่ารถวิ่งด้วยความเร็วเท่าไหร่ที่ต่างกัน ถ้าบอกว่าเฉี่ยวก็อาจจะไม่ได้เร็วมากเท่ากระแทก พอเป็นคำว่ากระแทกก็ดูจะให้ภาพที่รุนแรงกว่า ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้

ลอฟตัสแสดงให้เห็นว่าวิธีถามคำถามให้คนนึกถึงความทรงจำของตัวเองเป็นการป้อนอะไรบางอย่างเข้าไปในหัว เวลาเราพยายามจะนึกถึงอดีต มันไม่ใช่การเปิดไฟล์แล้วปรากฏออกมา แต่คือการพยายามสร้างช่องว่างในความทรงจำของเราขึ้นมาด้วย ดังนั้น การมีอยู่ของช่องว่างนี้ก็มีแนวโน้มที่เราจะแทรกข้อมูลใหม่เข้าไปได้

ผมทำงานร่วมกับลอฟตัสในโปรเจกต์นี้ เราทำการทดลองโดยให้ผู้เข้าร่วมดูวิดีโอก่อน จากนั้นให้เอไอถามคำถามว่าจำอะไรได้บ้าง โดยระหว่างถาม เอไอจะแทรกข้อมูลปลอมเข้าไปว่ามีเหตุการณ์นั้นนี้เกิดขึ้น วิดีโอที่ผมใช้ทดลองเป็นเหตุการณ์โจรกรรมที่ร้านหนึ่งในอเมริกา โดยคนร้ายเดินเข้ามาที่ร้านแล้วเริ่มก่อเหตุ ตอนทำการทดลอง เอไอจะถามผู้เข้าร่วมว่าคุณเห็นรถสีอะไรมาส่งคนร้าย คือแอบป้อนข้อมูลว่าคนร้ายมาด้วยรถโดยการป้อนคำถามว่ารถสีอะไร เพื่อให้คนพยายามนึกว่ารถสีอะไร โดยที่คนไม่รู้ว่ารถคือสิ่งที่เอไอป้อนเข้าไปให้เราพยายามจำได้ พอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คนก็จะจำว่ามีรถมาส่งคนร้ายจริงๆ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการใช้เอไอมาถามคำถามและป้อนข้อมูลปลอมเข้าไปทำให้ false memory ของผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเทียบกับการไม่มีเอไอคอยถาม

ถ้ามองในกรณีที่เลวร้ายที่สุด การสร้างความทรงจำเทียมจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง

คือการที่เราไม่มีประวัติศาสตร์หรือเข้าใจประวัติศาสตร์ผิดไป เช่น เด็กรุ่นใหม่อาจจะเข้าใจว่าเมื่อก่อนพระนเรศวรสู้กับไดโนเสาร์ อะไรแบบนี้ เหมือนกับที่คลิปใน TikTok บอกว่าคนอียิปต์ใช้พีระมิดสร้างไฟฟ้า ถ้าข้อมูลแบบนี้ไหลเวียนอยู่ในอินเทอร์เน็ตเต็มไปหมด แล้วเด็กแยกไม่ออกว่าข้อมูลไหนจริงหรือไม่จริง อันไหนเชื่อถือได้หรือไม่ได้ คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนเกิดขึ้นจริง สมมติเด็กในอนาคตอาจมีแนวคิดที่ว่าอะไรที่ง่ายที่สุดคือคำตอบที่จริงที่สุด เช่น เจอคลิปใน TikTok บอกว่าพีระมิดกีซาถูกสร้างขึ้นเพื่อฝังไดโนเสาร์และผลิตไฟฟ้า เขาก็อาจจะเชื่อไปเลย เพราะเป็นข้อมูลแรกที่เขาได้รับ

ถ้าคิดต่อจากผลทดลองนี้ เอไอสามารถถูกใช้สร้างความทรงจำในแง่ดีได้บ้างไหม

เอไอที่สร้างความทรงจำเทียมซึ่งบิดเบือนไปจากความจริง อาจจะสร้างอะไรบางอย่างในทางบวกก็ได้ ทุกวันนี้เราเห็นใน TikTok กันบ้างแล้ว เช่น คนเอารูปของปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้วมา animate ให้ปู่ย่าตายายพูดให้กำลังใจ แม้ในความเป็นจริงเขาอาจจะไม่เคยทำ ในแง่นี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเรามีความทรงจำที่ดีมากขึ้น หรืออีกกรณีคือคนที่มี PTSD เช่น เป็นทหารผ่านศึกที่เผชิญกับความทรงจำอันเลวร้ายจากสงครามก็อาจจะใช้วิธีการนี้ค่อยๆ สร้างความทรงจำของตัวเองใหม่ให้เป็นบวกมากขึ้นก็ได้

ในฐานะที่คุณอยู่ในแวดวงที่ทำงานกับเทคโนโลยีซึ่งพูดได้ว่าล้ำหน้ามากๆ มีเพดานในการพัฒนาไม่ให้ล้ำเกินไปไหม ถ้าล้ำเกินไปคนจะไม่มีอะไรให้ทำหรือเปล่า

จริงๆ เอไอทั้งหมดที่เราเห็นตั้งต้นจากเทคโนโลยีที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แม้ผลลัพธ์จะดูว้าวมาก แต่จริงๆ มันเกิดขึ้นจากการ scale up ของข้อมูล อัลกอริทึมที่ใช้ใน generative AI ทั้งหลาย ยังต่อยอดจากอัลกอริทึมหลักๆ อยู่ไม่กี่อัน ไม่ได้เป็นอัลกอริทึมใหม่ เดี๋ยวนี้หลายคนก็เริ่มบอกแล้วว่าคำตอบเริ่มชนเพดาน เรามี GPT มากี่เวอร์ชันก็ยังตอบผิดอยู่ แน่นอนมันอาจจะตอบถูกในบางประเภทคำถาม แต่การที่ตอบถูกมากขึ้นเพราะมันเคยเห็นโจทย์นั้นมาแล้วและมีคลังข้อมูลมากขึ้นมากกว่า อัลกอริทึมไม่ได้ฉลาดขึ้นด้วยโครงสร้างของมันเอง แต่ก็เป็นโจทย์ที่ต้องคิดกันต่อว่าถ้ามีเทคโนโลยีใหม่ที่ส่งผลกระทบมากกว่านี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

ส่วนเรื่องความกลัว automation ที่จริงก็มีมาตลอด การแทนที่คนด้วยเครื่องจักรเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรม แม้คนจะไปหางานใหม่ๆ ได้เองแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือเรากลัวสิ่งที่ไม่รู้ เพียงแต่ในแต่ละยุค เทคโนโลยีก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น วิธีการที่เราจะประเมินผลกระทบของเทคโนโลยีก็ไม่ควรจะเหมือนกัน

มีคนชอบถามผมว่าถ้าเอไอแย่งงานคน แล้วเด็กในอนาคตจะเรียนอะไร ผมก็บอกว่า อ๋อ climate change ก็ยังไม่ถูกแก้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังไม่ถูกแก้ มีอีกสารพัดปัญหายังไม่ถูกแก้ เอไอไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยตัวมันเอง คนที่จะแก้ได้คือมนุษย์ โดยมีเอไอเป็นเครื่องมือ ดังนั้น คนที่รู้สึกหมดกำลังใจ ก็อยากให้มองไปรอบตัว ปัญหามีอยู่เต็มไปหมด เรามีเทคโนโลยีขนาดนี้แล้ว ปัญหาน้ำท่วมหรือฝุ่น PM 2.5 ก็ยังไม่ถูกแก้ แสดงว่าคนยังมีหน้าที่จะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ต่อไป

ขณะเดียวกัน ไม่ปฏิเสธว่ามีการแทนคนโดยเทคโนโลยีจริงๆ ในหลายมิติ แต่การเลย์ออฟที่เราเห็นในทุกวันนี้ไม่ได้มาจากเอไออย่างเดียว แต่ความกลัวที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลหรือผู้เกี่ยวข้องจะบอกว่าไม่ต้องกังวล เราไม่ควรผลักภาระไปให้คนตัวเล็ก แต่เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจหรือผู้กำหนดนโยบายควรจะใส่ใจ ผมก็จะพูดเท่ๆ แบบเมื่อกี้ว่าเรามีปัญหามากมายรอให้แก้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านี้ เราต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน มีมาตรการช่วยเหลือว่าถ้างานของคนถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี จะมีการ upskill หรือ reskill อย่างไร

ถ้าพูดถึงเรื่องจริยธรรม (ethics) ในแวดวงเอไอ มีประเด็นใดที่ต้องคำนึงถึงบ้าง

ในภาพรวม จริยธรรมปัญญาประดิษฐ์เป็นประเด็นที่มีคนพูดถึงกันมากขึ้น แต่ส่วนมากก็จะจบแค่ว่าเลือกหรือไม่เลือกเทคโนโลยีนี้ จะใช้เอไอหรือไม่ใช้เอไอ หรือพูดถึงข้อดีข้อเสีย สำหรับผม นี่เป็นการมองที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ไป ทั้งที่การตัดสินใจทุกอย่างมันมาจากมนุษย์ ก็เลยอยากจะชวนมองในมิติจิตวิทยาและมิติของความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังพูดถึงกันไม่มาก

ข้อถกเถียงที่ว่าเอไอสร้างข้อมูลปลอมหรือเอไอจะมาแทนที่คน ผมมองว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ แต่อีกหน่อยเราก็จะมีอัลกอริทึมที่ตรวจจับข้อมูลปลอมได้อย่างแม่นยำ ส่วนเรื่องงาน สุดท้ายมนุษย์ก็จะหาทางไปต่อได้เอง อย่าลืมว่างานเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มนุษย์ยุคหินเกิดมาก็ไม่ได้มีงานเลย ดังนั้นในอนาคต ข้อถกเถียงเหล่านี้จะค่อยๆ หายไป

ขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาว คือการที่คนคิดเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี เช่น มองความคิดสร้างสรรค์เปลี่ยนไปหรือมีวิธีการจัดการกับตัวเองเปลี่ยนไป กลับเป็นประเด็นที่คนยังไม่ค่อยพูดถึง ในอนาคตเราคงไม่มาเถียงกันแล้วว่าคนจะตกงานเพราะเอไอไหม แต่ข้อถกเถียงจะว่าด้วย ‘ความหมายของการเป็นมนุษย์’ เช่น ถ้ามนุษย์รู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่าลงหรือแรงบันดาลใจน้อยลงเพราะเอไอจะทำอย่างไร ผมว่านี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ เพราะตราบใดที่เรายังมีแรงบันดาลใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง มนุษย์ก็จะไปหาวิธีอยู่รอดต่อไปในอนาคตได้เอง แต่ถ้าคนรู้สึกห่อเหี่ยว ไร้ความหวัง หรือรู้สึกไม่มีความเป็นคนแล้ว ปัญหาอีกนานัปการจะเกิดขึ้นตามมา

นี่คือเหตุผลว่าเวลาผมพูดถึง Cyborg Psychology สิ่งสำคัญที่ผมพูดเสมอคือ Human Flourishing คือทำอย่างไรให้เทคโนโลยีทำให้คน ‘flourish’ ผมนึกคำแปลภาษาไทยที่ตรงตัวไม่ออก แต่ขออธิบายว่าทำให้คนเติบโต เพราะการเติบโตคือสื่อสำคัญของประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ ดังนั้น หัวใจสำคัญคือเราต้องทำให้คนมีความเป็นคนต่อไป ถ้าเราแก้ตรงนี้ได้ ปัญหาอื่นจะค่อยๆ คลี่คลายไปเอง คนก็จะหาทางอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีต่อไปได้

ยูวัล แฮรารี (ผู้เขียนหนังสือ เซเปียนส์) เคยเขียนหนังสือว่าเราอาจจะมี ‘useless class’ หรือชนชั้นไร้ประโยชน์ เพราะเอไอทำแทนได้ แต่แอนดรูว์ อึ้ง (Andrew Ng เป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านเอไอในระดับโลก และเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท AI Fund) พูดอีกแบบว่า “ไม่มีหรอกมนุษย์ที่ไร้ประโยชน์ มนุษย์น่ะมีหนทางในการใช้ชีวิตเสมอ” หรือหนัง Jurassic Park ก็บอกกับเราว่า Life finds a way อย่าลืมว่าสมองมนุษย์เรา อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า เรากินพืชผักเนื้อก็สามารถคิดได้ อย่างไรประสิทธิภาพของ biological ก็สูงกว่า digital อยู่แล้ว

พ้นไปจากเรื่องเทคโนโลยีและวงการวิทยาศาสตร์ คุณมีโอกาสร่วมงานในโปรเจกต์ด้านศิลปะและภาพยนตร์มากมาย ซึ่งทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในห้องทดลองหรือสถาบันวิจัย อะไรทำให้คุณออกไปสัมผัสพรมแดนใหม่ๆ เหล่านี้ และทำงานข้ามสาขา

ผมคิดว่าสุดท้ายแล้ววิธีการที่เราอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีถูกเฟรมโดยจินตนาการ ตอนเด็กๆ ผมโตมากับโดราเอมอน ซึ่งเป็นไซไฟที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เพราะฉายภาพอนาคตได้ทรงพลังมาก โดราเอมอนซึ่งเป็นหุ่นยนต์อาจเทียบกับเอไอในปัจจุบันได้ โดราเอมอนไม่ได้อยากมาแทนโนบิตะ แต่มาช่วยให้โนบิตะเป็นเด็กที่ดีขึ้น โตขึ้น เป็นคนที่มีคุณภาพมากขึ้น แม้ว่าโนบิตะจะสอบได้ที่โหล่ของห้องเรียน แต่โดราเอมอนพาโนบิตะไปเรียนรู้ในโลกจริง ไปเจอโลกดึกดำบรรพ์ ไปท่องอวกาศผ่านไทม์แมชชีน ดังนั้น ผมรู้สึกว่าผมโตมากับภาพที่เทคโนโลยีไม่ได้จะมาแทนที่เรา แต่มันทำให้เรามีประสบการณ์ที่ดีขึ้นและมีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น

ที่ผมพูดถึงโดราเอมอนเพราะความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของผมถูกจุดประกายจากไซไฟที่ดี ผมว่านักวิทยาศาสตร์หลายคนทั่วโลกต่างก็มีแรงบันดาลใจมาจากไซไฟทั้งนั้น แต่ก่อนเราคงไม่เชื่อว่าเราจะวิดีโอคอลคุยกันได้ คงไม่เชื่อว่าเราจะมีอินเทอร์เน็ตที่ส่งข้อมูลหากันได้ในเวลาที่รวดเร็ว หรือไม่เชื่อว่าจะมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่สแกนหาความเจ็บป่วยได้ อย่างนาฬิกาที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจก็เป็นจินตนาการที่อยู่ในไซไฟก่อนที่จะมีขึ้นจริงทั้งนั้น ดังนั้น มนุษยชาติก้าวหน้ามาได้เพราะมีเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้คนเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ

ผมเคยร่วมงานกับพี่พิเชษฐ (พิเชษฐ กลั่นชื่น) ในโปรเจกต์ ‘Cybernetics Dance’ ซึ่งตั้งต้นว่าเราอยากให้คนมีแรงบันดาลใจจากการเข้าใจรากทางวัฒนธรรมของตัวเอง โดยใช้เอไอมาถอดรหัสนาฏศิลป์ไทย แล้วสร้างออกมาเป็นระบบที่ทำให้คนได้เรียนรู้ว่านาฏศิลป์ไทยประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไร เอาองค์ประกอบนี้มาสร้างเป็นท่ารำใหม่แล้วให้เอไอรำให้ดู เราทำงานกับนักเต้นด้วย คือนักเต้นสามารถรำคู่กับเอไอได้เลย โปรเจกต์นี้ยังเป็นการตั้งคำถามว่ามนุษย์กับศิลปินในอนาคตจะอยู่ด้วยกันอย่างไร เราจะสร้างเอไอที่เต้นร่วมกับคนแล้วพาวัฒนธรรมนี้ไปต่อได้ไหม นี่ไม่ใช่แค่ความเท่หรือความเจ๋ง แต่สิ่งนี้นำไปสู่คำถามชวนให้คิดตามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป หน้าที่ของไซไฟคือสิ่งนี้

พี่พิเชษฐเคยบอกผมว่าความหมายของงานศิลปะร่วมสมัย ไม่ใช่เรื่องความไฮเทคที่ต้องมีเลเซอร์ยิงปิ้วๆ แต่คือการที่งานศิลปะเหล่านี้ทำให้คนดูตั้งคำถามและมีจินตนาการเช่นนี้

เพราะแบบนี้คุณเลยสนใจการทำหนังไซไฟมากๆ

ใช่ครับ เหตุผลที่ผมอยากทำไซไฟก็เพราะอยากเห็นเรื่องราวของคนในประเทศ ที่สร้างความเป็นไปได้ให้กับโลกและสังคม ถ้าเราดูไซไฟของต่างประเทศ เราจะเห็นแต่คนขาว คนผมบลอนด์ มากู้โลก มนุษย์ต่างดาวเอาแต่ลักพาตัวประธานาธิบดีอเมริกา ไม่ได้มาลักพาตัวนายกฯ บ้านเรา มันมีนัยว่าเราไม่ได้มีความสำคัญมากพอที่มนุษย์ต่างดาวจะมาสนใจหรือเปล่า

การที่เส้นเรื่องวนอยู่เท่านี้ มันกล่อมเราไปในตัวว่าเราเป็นได้เท่านี้แหละ เราไม่ใช่คนที่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติโลกหรือไปอวกาศ ผมเลยเชื่อว่าการทำไซไฟคือการทำให้วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และทำให้เด็กรุ่นต่อไปเข้าใกล้กับวิทยาศาสตร์มากขึ้น

คุณมองว่าไซไฟไทยมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง อาจจะมองผ่านโปรเจกต์ที่ทำมาก็ได้

หนังที่ออกมาก็ประสบความสำเร็จบ้าง คนด่าบ้าง (หัวเราะ) แต่ทุกอย่างเป็นกระบวนการของการเดินทาง เราไม่ได้มี know-how ในการทำไซไฟมาก่อน ผู้กำกับหรือทีมเขียนบทก็ต้องคลุกคลีและคุยกันให้มากเพื่อหาว่าแบบไหนจะออกมาดี ทำอย่างไรให้สิ่งที่ดูเหมือนไม่เข้ากันมาอยู่ด้วยกันได้ ผมว่ามันมีพัฒนาการนะ จากเรื่องแรกๆ จนถึงทุกวันนี้ ดีขึ้นเรื่อยๆ

ผมในฐานะนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามจะกระตุ้นให้คนทำหนังคิดถึงประเด็นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น เพราะไซไฟจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นกับอนาคตของเรา อย่างในทุกวันนี้ เอไอเป็นตัวอย่างที่ชัดมาก ว่านี่คือสิ่งที่เราเห็นในไซไฟเมื่อไม่กี่ปีก่อน แต่ในวันนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว คำถามที่ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเล่าเรื่องว่าอนาคตจะเป็นแบบไหน ซึ่งส่งผลต่อวิธีการที่เราจะไปถึงอนาคตแบบนั้น

โปรเจกต์ ตาคลีเจเนซิส หรือ Tomorrow and I ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะผลักดันสิ่งนี้ อย่าง Tomorrow and I เป็นเรื่องที่ตั้งใจจริงๆ ว่าอยากทำให้ไซไฟเล่าถึงคนไทยที่เป็นนักประดิษฐ์ เป็นนักเทคโนโลยี แล้วดูว่าจะนำมาซึ่งผลกระทบอย่างไร ซึ่งเราไม่ได้เสนอว่าโลกจะสวยหรู เราจะเห็นปัญหาและการดิ้นรนของเขา แต่มันจะเป็นภาพฉายอนาคตให้เราเห็นว่าคนเหล่านี้จะอยู่อย่างไรและจะจัดการอย่างไร

ยกตัวอย่างตอนหนึ่งใน Tomorrow and I ที่ชื่อว่า ‘ศาสดาต้า’ ซึ่งว่าด้วยพระ เนื่องจากเราอยู่ในสังคมพุทธ ก็เลยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าถ้าวันหนึ่งเอไอเป็นพระได้ดีกว่าพระ แล้วหน้าที่ของพระคืออะไร เพราะเอไอสามารถท่องคำสอนได้ทุกข้อ ตอบบทสนทนาธรรมได้ หรืออยากให้พูดถึงธรรมะโดยเอามาผสมผสานกับเพลงของลิซ่าก็ยังได้เลย แบบนี้จะเป็นพระที่ดีกว่าพระหรือเปล่า ผมมองว่านี่เป็นไซไฟที่ตรงกับวัฒนธรรมเราเลย บทสนทนาแบบนี้แหละจะพาเราไปสู่อนาคต

ถือเป็นการตั้งคำถามที่กล้าหาญมากทีเดียว ในสังคมไทยถ้าเรื่องไหนเกี่ยวกับศาสนาคนจะมองว่าแตะไม่ได้

ผมว่าเราอยู่ในยุคสมัยที่ ‘ต่อให้คุณไม่แตะ เอไอจะแตะแน่’ แล้วมันจะพาไปสู่บทสนทนาที่เราไม่กล้าจะแตะมาก่อนแน่นอน นั่นนำไปสู่คำถามว่าแล้วเราจะสร้างอนาคตหรือให้อนาคตสร้างเรา ซึ่งไซไฟนี่แหละคือการชวนคนให้คิดว่าถ้าอยากจะสร้างตัวตนของเราในอนาคต เราต้องสร้างแบบไหน เราอยากจะอยู่ในโลกที่เทคโนโลยีเป็นคนกำหนด หรือเราจะเป็นคนกำหนดเทคโนโลยี

ในไทย เด็กที่มีความคิดริเริ่มทั้งทางวิทย์และศิลป์ดูจะเป็นส่วนน้อยของสังคม หรืออาจจะมีอยู่มากแต่ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างให้เห็นเป็นประจักษ์ คุณมองว่านี่เป็นผลพวงของระบบการศึกษาบ้านเราด้วยหรือเปล่า

โชคดีว่าตอนเด็กๆ ผมเป็นคนชอบไดโนเสาร์ ก็เลยแต่งตัวแบบนี้ (ยิ้ม) ตอนยังเด็ก คุณพ่อคุณแม่บอกว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วก็จริง แต่ถ้าอยากเข้าใจไดโนเสาร์ ก็ต้องเรียนวิทยาศาสตร์ จะได้เข้าใจเรื่องชีววิทยา ว่าไดโนเสาร์มีพันธุ์อะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะสนับสนุนให้ทำงานศิลปะ ผมก็จะปั้นดินเหนียวเป็นไดโนเสาร์ วาดรูปไดโนเสาร์ เพราะผมสนใจไดโนเสาร์ มันเลยดึงทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะมาอยู่ด้วยกัน ผมเลยไม่รู้สึกว่ามันแยกออกจากกันตั้งแต่ต้น เพราะมันคือความสนใจของผมทั้งคู่

วิทยาศาสตร์ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ศิลปะทำให้เราสื่อออกมาเป็นรูปธรรมได้ สองอย่างนี้ไปด้วยกันตลอดเวลา ยิ่งพอโตขึ้นก็รู้สึกว่าชีวิตเราจะดีและมีสีสันถ้าได้รับอะไรหลายแบบ เหมือนอาหาร เราคงไม่อยากกินแต่อาหารไทยหรอก อาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียนก็อร่อย ซึ่งวิทยาศาสตร์และศิลปะเป็นสุนทรียะ มีองค์ความรู้ที่รสชาติที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น สำหรับผม สองอย่างนี้ไม่ได้แยกจากกันตั้งแต่ต้น

ส่วนการศึกษาในระบบของประเทศเรา ผมว่าเราโฟกัสไปที่การตอบโจทย์อุตสาหกรรมว่าเด็กจบมาต้องมีงานทำ ซึ่งทางหนึ่งก็ถือว่าดี เพราะพอเอไอทำอะไรที่เป็นพื้นฐานมากๆ ได้ ทำอะไรที่คนไม่จำเป็นต้องไปเรียนอีกแล้ว สิ่งนี้ก็น่าจะผลักให้คนมาถามต่อว่าแล้วจะให้เด็กทำอะไร ซึ่งมหาวิทยาลัยอาจต้องคำนึงว่าเราต้องสอนอะไรที่ทลายกำแพงกั้นวิทยาศาสตร์กับศิลปะ เพราะเอไอไม่มีแบ่งสาย ทำได้ทุกอย่าง สิ่งนี้สะท้อนว่าเอไอจะผลักให้เราคิดถึงอะไรที่ไกลขึ้นได้

ที่สหรัฐฯ อย่าง College of Liberal Arts & Sciences ที่ผมเรียนตอนปริญญาตรี เขาเริ่มจากการมองว่าองค์ความรู้พื้นฐานของมนุษย์ก็มีทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ ดังนั้น ถ้าในไทยจะทำบ้าง เห็นว่าบางมหาวิทยาลัยก็เริ่มแล้ว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพียงแต่ว่าการขยับแบบนี้เป็นเรื่องใหม่ในสังคม เราไม่เคยเห็นผลลัพธ์มาก่อน ดังนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ควรจะเปิด แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเชื่อ เพราะการผสมผสานอะไรบางอย่างจะนำไปสู่อะไรก็ไม่รู้ แต่เรากำลังจะไปสู่พรมแดนใหม่ นี่คือจุดที่เราต้องการความกล้าหาญ การเปิดใจ และต้องการความเชื่อในอนาคต

ถ้าให้มองประเทศไทยตอนนี้ พรมแดนความรู้ใดยังไม่ถูกเปิด

ในไทยเราพยายามจะเปิดหลายๆ พรมแดน เรามักจะมีคำศัพท์ออกมาว่า Thailand 4.0 ซอฟต์พาวเวอร์ เมตาเวิร์ส เอไอ มีหมดเลย อะไรที่ต่างประเทศทำ เราก็ทำ แต่ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นว่าความลึกซึ้งอยู่คนละระดับกัน บางทีสิ่งที่เราทำก็ไม่ได้มาจากความเข้าใจหรือความรู้สึกต้องการทำจริงๆ แต่เราทำเพราะที่ต่างประเทศมี เราก็ต้องมีบ้าง

ในมุมมองของผม เราจะสร้างอนาคตได้ต้องเข้าใจปัจจุบันและอดีตเป็นอย่างดี นี่คือเหตุผลที่ผมทำทั้งโปรเจกต์ภาพยนตร์ไซไฟ โปรเจกต์แบบที่ทำกับพี่พิเชษฐ ซึ่งล้วนมีความพยายามจะถอดรหัสบางอย่างเกี่ยวกับความเป็นไทยแล้วเอามาสร้างเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม หรือโปรเจกต์ Tomorrow and I ก็กลับไปหารากวัฒนธรรมของไทยว่าไทยเรามีปัญหาอะไร ผมมองว่าสิ่งสำคัญคือเราต้องทำความเข้าใจสิ่งเหล่านี้เพื่อไปต่อ

แล้วถ้าขยับไปมองระดับโลก ในฐานะที่คุณอยู่ที่ MIT ซึ่งพูดได้ว่าเป็นสถาบันที่ความล้ำและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมารวมกันที่นี่มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คุณอยากเห็นคนสำรวจพรมแดนใดมากกว่านี้

เรื่องความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เรายังพูดถึงกันน้อย ชื่อ MIT ตัว T คือเทคโนโลยี ไม่ใช่ Human สุดท้าย พอเทคโนโลยีทำได้ทุกอย่าง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเราแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดคือแล้วเราจะเป็นคนแบบไหน? เราจะให้เทคโนโลยีเขียนชะตากรรมเราหรือเราจะเป็นคนเขียนชะตากรรมของเทคโนโลยี? มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องคิดว่าเราจะเป็นมนุษย์แบบไหน เราจะให้เทคโนโลยีมาบอกว่าเราจะเป็นมนุษย์แบบไหนก็ไม่ใช่

Lewis Mumford (นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันที่วิเคราะห์ถึงผลกระทบของเทคโนโลยี) เขียนในหนังสือ Technics and Civilization ว่า ‘Technology is not inevitable’ คือเทคโนโลยีไม่ได้เกิดด้วยตัวมันเอง แต่เกิดจากคนตัดสินใจว่าจะทำแบบนี้ เทคโนโลยีก็เลยเกิดขึ้น แล้วเทคโนโลยีก็มากรอบวิธีการของเราอีกที สิ่งนี้นำไปสู่คำถามที่ว่าแล้วเราจะตัดสินใจสร้างเทคโนโลยีแบบไหน

อยากชวนให้คิดว่าเราควรจะสร้างเทคโนโลยีที่ holistic มากขึ้น คือคํานึงถึงสิ่งต่างๆ มากขึ้นหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ทําเทคโนโลยีให้คนประสิทธิภาพสูงขึ้น เก่งขึ้น เร็วขึ้น รวยขึ้น แต่คํานวณความเป็นมนุษย์ทั้งหมดว่าถ้าเราอยากทําให้คนมีความเป็นมนุษย์ต่อไปหรือเป็นประชากรที่ดีขึ้น เราต้องพิจารณาอะไรบ้าง ผมมองว่าการหาสมดุลของความเป็นมนุษย์กับเทคโนโลยีคือความท้าทายของยุคข้างหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...