“สมรสเท่าเทียม” เป็น โอกาสธุรกิจ “จัดงานแต่งงาน” อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ปีละ 1.7 พันล้านบาท
สภาพัฒน์ฯ มอง สมรสเท่าเทียม เป็นโอกาสของธุรกิจจัดงานแต่งงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ชี้อาจส่งผลให้มีการจัดงานแต่งงานเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1.2 หมื่นงาน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึงปีละ 1.7 พันล้านบาท แนะ 5 เรื่องไทยต้องเตรียมพร้อมเมื่อกฎหมายเริ่มบังคับใช้
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ เผยแพร่บทความเรื่อง“เตรียมพร้อมอย่างไร เพื่อรองรับการสมรสเท่าเทียม ” ในรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2567 โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567 วุฒิได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. … หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มอาเซียน ที่เปิดกว้างให้คู่รักเพศหลากหลาย (LGBTQ+) สามารถสมรสกันได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
โดยเมื่อ พ.ร.บ.ฯ ฉบับดังกล่าวได้รับการประกาศและมีผลบังคับใช้จะทำให้คู่รักเพศหลากหลายได้รับสิทธิตามกฎหมายซึ่งสามารถแบ่งเป็นประเด็นต่างๆ ได้ ดังนี้
1. สิทธิในการตั้งครอบครัว
ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลให้คู่รักไม่ว่าจะเป็นเพศใดสามารถสมรสกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีการใช้คำที่ไม่ระบุเพศ ทั้งการหมั้นที่ใช้คำว่า “ผู้หมั้น” และ “ผู้รับหมั้น” ซึ่งไม่จำกัดว่าผู้หมั้นจะต้องเป็นเพศชาย และผู้รับหมั้นจะต้องเป็นเพศหญิง
นอกจากนี้ สถานะของคู่รักหลังการแต่งงาน ได้เปลี่ยนไปใช้คำว่า “คู่สมรส” แทนคาที่บ่งบอกถึงเพศอย่าง สามีภรรยา ซึ่งการที่คู่รัก LGBTQ+ มีสถานะทางครอบครัวตามกฎหมาย จะส่งผลให้มีสิทธิในการดำเนินการเกี่ยวกับสถานะครอบครัวด้วย เช่น การฟ้องหย่า ซึ่งอาจเกิดจากการประพฤติที่ไม่เหมาะสม การทิ้งร้างไม่อุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายตามสมควร มีโรคติดต่อร้ายแรง หรือการถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ เป็นต้น ตลอดจนการฟ้องเรียกค่าทดแทนผู้ล่วงเกินคู่สมรสในทำนองชู้
2. สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน
คู่รักที่มีเพศสภาพเดียวกันมีข้อจำกัดในการมีลูกเป็นของตนเอง ซึ่งกฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้ ได้เปิดโอกาสในคู่สมรสเพศเดียวกันสามารถรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ โดยบุตรบุญธรรมจะมีฐานะเท่าเทียมกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสนั้น ขณะที่คู่สมรสผู้รับบุตรบุญธรรม จะกลายบุพการีที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะมีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมทั้งด้านความเป็นอยู่ การศึกษา การอบรมสั่งสอนหรือทำโทษตามสมควร รวมถึงการจัดการทรัพย์สินของบุตร
3. สิทธิทางทรัพย์สินและมรดก
ทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสมรส คือ สินสมรส ซึ่งคู่สมรสจะต้องจัดการร่วมกัน หรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหากจะทาการใด ๆ อาทิ การขาย การแลกเปลี่ยน การให้กู้ยืมเงิน การนำทรัพย์สินไปเป็นหลักประกัน ทั้งนี้ ยังรวมไปถึง หนี้สมรส ซึ่งคู่สมรสถือเป็นลูกหนี้ร่วมกัน อาทิ หนี้ที่เกี่ยวกับการจัดการภายในบ้าน การศึกษาของบุตร การรักษาพยาบาลของคนในครอบครัว
นอกจากนี้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายจะได้รับสินสมรสในสัดส่วนครึ่งหนึ่ง และย่อมมีสิทธิที่จะได้รับมรดกเสมอ โดยสัดส่วนที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับว่าได้รับร่วมกับทายาทอื่น ๆ หรือไม่ และทายาทประเภทต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน ดังนั้น เมื่อคู่รัก LGBTQ+ มีการจดทะเบียนสมรสกันก็จะได้รับสิทธิดังกล่าวด้วย
4. สิทธิในการดูแลระหว่างคู่ชีวิต
การปรับเปลี่ยนสถานะดังกล่าว ยังเชื่อมโยงถึงสิทธิตามกฎหมายอื่นที่ได้เพิ่มขึ้นมาจากสวัสดิการข้าราชการ อาทิ สิทธิในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล สิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอด ขณะที่ สวัสดิการลูกจ้างภาคเอกชน คู่สมรสซึ่งมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ เงินสงเคราะห์จากกองทุนประกันสังคม และเงินค่าทำศพหากเป็นผู้ดำเนินการจัดการศพ รวมทั้งเป็นผู้รับประโยชน์จากการทำประกันชีวิตได้
นอกจากนี้ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ยังมีส่วนช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสมรส โดยจากการศึกษาของ The William Institute สหรัฐอเมริกา พบว่า กฎหมายสมรสเท่าเทียม สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประเทศไทยข้อมูลของ Ipsos ปี 2566 คาดว่า ไทยอาจมีประชากร LGBTQ+ วัยผู้ใหญ่ ประมาณ 9% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 4.4 ล้านคน ซึ่งหากในจำนวนนี้มีการสมรสในอัตราเดียวกับการจดทะเบียนสมรสระหว่างชายหญิง อาจส่งผลให้ในแต่ละปีมีการจัดงานแต่งงานเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 หมื่นงาน หรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึงปีละ 1.7 พันล้านบาท และเป็นโอกาสในการเติบโตของหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพ ธุรกิจซื้อเช่าชุดแต่งงาน ธุรกิจบริการรับจัดงานแต่ง
นอกจากนี้ กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อและการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยคู่สมรสสามารถใช้สิทธิในการกู้ร่วมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) พบว่า ในจำนวนผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย 4.9%- เป็นกลุ่ม LGBTQ+
อีกทั้ง ยังส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางด้านสังคม เช่น ความมั่นคงของความสัมพันธ์ภายในครอบครัวจากการมีหลักประกันของการใช้ชีวิตคู่ และ การรับบุตรบุญธรรมอาจมีส่วนช่วยลดปัญหาเด็กโตนอกบ้านได้
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องเตรียมความพร้อมและดำเนินการภายหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ คือ
1. การทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานของภาครัฐ จากการแก้ไขที่ระบุให้บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ข้อบัญญัติ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ ที่มีการอ้างถึงคำว่า “สามี” “ภริยา” ให้ถือว่าอ้างถึงคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสตาม
ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับนี้ ซึ่งจะทำให้มีกฎหมาย 51 ฉบับ ที่ต้องได้รับการทบทวน อีกทั้ง รัฐจะต้องเตรียมความพร้อมด้านทะเบียน เอกสาร ใบสำคัญต่าง ๆ เกี่ยวข้อง
2. การพิจารณาประเด็นเชื่อมโยงที่เป็นผลสืบเนื่องจากสิทธิที่คู่รักเพศหลากหลายได้รับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับบุตรบุญธรรม ที่ยังคงถูกจำกัดสิทธิค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียน แต่ยังคงได้รับสิทธิจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ซึ่งในบางครั้งไม่สามารถติดตามตัวได้ ทำให้เด็กไม่ได้รับสิทธิและเป็นภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่บุญธรรม จึงอาจต้องพิจารณา เพื่อให้ผู้รับบุตรบุญธรรมสามารถให้สิทธิแก่บุตรบุญธรรมได้
3. การเตรียมความพร้อมทางธุรกิจเพื่อรองรับกลุ่มคนเพศหลากหลาย ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มนี้ เพื่อเตรียมกลยุทธ์ทางการตลาดทั้งด้านสินค้าและบริการ และเป็นการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น อาทิ คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย
4. การสร้างความเข้าใจถึงความหลากหลายทางเพศให้กับสังคม ต้องมีการสร้างความเข้าใจ การเคารพต่อสิทธิ และความเห็นของแต่ละฝ่าย รวมทั้งต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในครอบครัว LGBTQ+ และอาจต้องมีการปรับปรุงวิถีปฏิบัติ อาทิ กิจกรรมงานวันพ่อ/แม่
5. การเตรียมความพร้อมของงบประมาณ เพื่อรองรับการได้รับสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากอาจมีค่าใช้จ่ายการเบิกค่ารักษาพยาบาลของคู่สมรสข้าราชการมากขึ้น และการจัดเก็บรายได้ที่ลดลง จากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของคู่สมรสและของบิดามารดาคู่สมรส