โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

รถยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG และ NGV ต่างกันอย่างไร ตัวไหนอันตรายกว่ากัน ?

BT Beartai

อัพเดต 04 ต.ค. 2567 เวลา 13.02 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2567 เวลา 04.13 น.
รถยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG และ NGV ต่างกันอย่างไร ตัวไหนอันตรายกว่ากัน ?

หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 23 คน จากเหตุยางระเบิดและเป็นเหตุให้ก๊าซ NGV รั่วไหล จนทำให้เกิดเพลิงรุกไหม้อย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2024 ซึ่งเหตุแนวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนหลายคนเริ่มสงสัยแล้วว่ารถโดยสารหรือรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV นั้นปลอดภัยจริงหรือ แล้วก๊าซที่ใช้กับรถยนต์ทั่วไปมีอยู่กี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร วันนี้แบไต๋ให้ฟังครับ

LPG vs NGV

ปัจจุบันรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทก๊าซ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ก๊าซ LPG และก๊าซ NGV

ก๊าซ LPG หรือ Liquefied Petroleum Gas หรือที่คนไทยเรียกกันว่าก๊าซหุงต้ม ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมัน (ดีเซลและเบนซิน) มีส่วนประกอบของโพรเทน 70% และบิวเทน 30% เป็นก๊าซที่มีลักษณะเป็นของเหลว ระเหยง่าย ไม่มีสีและกลิ่น แต่มีการเติมกลิ่นฉุนเข้าไปเพื่อให้คนสามารถรับรู้ได้เมื่อมีการรั่วซึม

ก๊าซ LPG มีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือ น้ำหนักมากกว่าก๊าซทั่วไปในอากาศ ทำให้ก๊าซ LPG เวลารั่วออกมาจะลอยตัวต่ำ มีโอกาสติดไฟได้ มีอุณหภูมิติดไฟอยู่ที่ประมาณ 480 องศาเซสเซียส ให้ค่าความร้อนที่ 26,595 BTU/ลิตร แรงดันอยู่ที่ 100-130 PSI หรือประมาณ 4-6 บาร์ ราคาก๊าซ LPG ในตลาดวันนี้อยู่ที่ประมาณ 15 บาท/กิโลกรัม

และก๊าซอีกชนิดคือ NGV หรือ Natural Gas Vehicle หรือก๊าซ CNG (Compressed Natural Gas) ซึ่งเป็นก๊าซชนิดเดียวกันที่นำมาใช้สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ เกิดจากการทับถมของฟอสซิลและได้จากการขุดเจาะเช่นเดียวกับน้ำมันและถ่านหิน มีส่วนประกอบของมีเทนเป็นหลัก แตกต่างจาก LPG

ก๊าซ NGV มีลักษณะเป็นก๊าซ (เนื่องจากการทำให้เป็นของเหลวต้องใช้อุณหภูมิต่ำถึง -160°C ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ) ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่น้ำหนักเบากว่าก๊าซทั่วไป เมื่อมีการรั่วซึมออกมา โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่โล่งแทบจะลอยขึ้นชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีการเติมกลิ่นฉุนเข้าไปเหมือนก๊าซ LPG แต่อย่างในกรณีที่รถบัสไฟไหม้ สาเหตุมาจากก๊าซ NGV ลอยขึ้นไปอัดอยู่ภายใน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วนั่นเอง

มีอุณหภูมิติดไฟอยู่ที่ประมาณ 650 องศาเซลเซียส ให้ค่าความร้อนอยู่ที่ 35,947 BTU/กิโลกรัม มีแรงดันสูงกว่า LPG หลายเท่าตัวที่ 2,200-3,000 PSI หรือประมาณ 20 บาร์ ส่วนราคาก๊าซ NGV ในตลาดวันนี้อยู่ที่ประมาณ 18 บาท/กิโลกรัม

หากพิจารณาจากตัวเลขแล้วก็คงพอทราบว่า ก๊าซ NGV มีอุณหภูมิและค่าความร้อนที่สูงกว่าก๊าซ LPG เกือบเท่าตัว แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถชี้วัดความอันตรายได้มากกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการเก็บรักษา การตรวจสอบสภาพการเก็บรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่นอกเหนือการควบคุม ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานของแต่ละคนนั่นเอง

แล้วรถก๊าซ NGV ยังน่าใช้อยู่ไหม?

ขออนุญาตอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของ bt ที่ได้คุยกับคุณนันทชัย โลหะโรจน์วิเชียร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์และเรื่องระบบเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (ใครอยากอ่านเต็มๆ เชิญได้) คุณนันทชัย เล่าว่า

คนส่วนใหญ่ที่ใช้รถก๊าซ NGV ต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายของราคาเชื้อเพลิง โดยปกติแล้วสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 40-50% ถ้าถามถึงความน่าใช้ รถก๊าซ NGV ก็ยังน่าใช้อยู่ โดยเฉพาะรถเล็กที่จะติดตั้งถังเพียง 1 ใบ หากเกิดอะไรขึ้นมาการเอาตัวรอดจะง่ายกว่าในกรณีรถโดยสารขนาดใหญ่ที่ต้องติดตั้งถังก๊าซ 8-10 ใบ และอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าตัวถังมีมาตรฐานความปลอดภัยอยู่แล้ว อย่างในกรณีนี้ผมคิดว่าคนขับต้องมีเซนส์มีสติมากกว่านี้หากเกิดความผิดปกติ เช่นมีควัน ควรจอดรถในที่โล่งและให้เด็ก ๆ ออกมาจากรถโดยเร็ว เพราะไฟมันลามเร็วมาก หากคนออกมาได้ก่อนถึงแม้รถจะไหม้หมด ความเสียหายก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้คุณนันทชัย ยังให้คำแนะนำเรื่องความปลอดภัย ก่อนเดินทางด้วยรถโดยสาร ควรมีการแนะนำวิธีรับมือกับเหตุฉุกเฉิน เช่นเดียวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน ที่มีพนักงานแนะนำวิธีการใช้ท่อหายใจฉุกเฉินหรือเสื้อชูชีพ หรือในโรงภาพยนตร์ที่บอกทางหนีไฟ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ในบางประเทศ การนั่งรถบัสต้องคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนรถจะออกเดินทาง โดยจะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัย ในประเทศไทยเอง แม้ว่าคนขับรถโดยสารอาจไม่บังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัย แต่การดูแลชีวิตของตนเองไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสียเวลาแต่อย่างใด

และควรมีการแนะนำผู้โดยสารเรื่องการใช้งานประตูฉุกเฉิน โดยเฉพาะการบอกถึงตำแหน่งและวิธีเปิดประตู กรณีมีเด็กเล็ก ควรมีผู้ใหญ่ที่นั่งใกล้ประตูฉุกเฉินเพื่อคอยช่วยเหลือ ในรถบัสทั่วไปจะมีค้อนทุบกระจกติดตั้งตามเสาข้าง ๆ ที่นั่ง เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้กระจกด้านข้างเป็นแบบเทมเปอร์ (Tempered Glass) ซึ่งออกแบบให้แตกออกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เพื่อความปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน ผู้โดยสารสามารถใช้ค้อนทุบกระจกเพื่อออกจากรถได้อย่างรวดเร็ว ควรมีเครื่องขยายเสียงแยกสำหรับแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ปัญหาอุบัติเหตุรถบัสสองชั้นยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทางออกหลักของรถมักอยู่ด้านหน้าและกลางรถ ซึ่งทำให้การอพยพคนออกจากรถช้ากว่า หากเป็นรถชั้นเดียว การอพยพจะรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น กฎหมายไทยเองก็มีกฎควบคุมการใช้งานรถบัสสองชั้นอย่างละเอียด แต่ยังคงมีการละเลยตรวจสภาพอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นผลจากความไร้ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง สุดท้ายเหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

พร้อมกล่าวทิ้งท้าย ถ้าคนขับมีสติมากกว่านี้ ความเสียหายอาจจะลดน้อยลง ซึ่งคนอาจจะไปโทษที่ก๊าซ NGV ซึ่งหากมองจากความเป็นจริงไม่ว่าคุณจะใช้รถแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นรถ EV เครื่องยนต์สันดาป ก๊าซธรรมชาติ หรืออะไรก็แล้วแต่ หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงมันก็มีโอกาสที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นหลัก ๆ ต้องดูที่พฤติกรรมการขับขี่ อย่างระบบก๊าซก็ต้องหมั่นตรวจเช็กอยู่บ่อย ๆ และต้องคอยสังเกตความผิดปกติอยู่เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...