โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างชาติแทรกแซงไทย หรือไม่ และต้องทำอย่างไร ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เสนอแนวทางการบริหารความสัมพันธ์กับต่างชาติ เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติและคนไทย

The Structure

อัพเดต 19 ส.ค. 2567 เวลา 11.28 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2567 เวลา 04.28 น. • The Structure

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง โพสต์เฟซบุ๊ก เสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันการแทรกแซงอธิปไตย หรือกิจการภายในของไทยจากต่างชาติ ซึ่งการแทรกแซงดังกล่าวนั้น ขัดต่อ ข้อของสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Treaty of Westphalia) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการก่อตั้งระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่ที่นานาชาติยึดถือกันมาจนถึงปัจจุบันโดยเสนอให้มีการแยกแยะพฤติกรรมของต่างชาติออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่เป็นปกติที่เคลื่อนไหวด้วยความหวังดีต่อประเทศไทย, กลุ่มที่ไม่เป็นปกติ ที่กระทำการอย่างผิดมารยาททางการทูต แต่ไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย และกลุ่มที่ผิดปกติ ที่มีพฤติกรรมที่ขัดต่อหลักกฎหมายซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ควรจะมีมาตรการในการรับมือที่แตกต่างกัน และไทยควรจะปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารในการการสร้างสมดุลใหม่ เพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งจะทำให้คนไทยและมิตรประเทศของไทยโดยรวมได้ประโยชน์ยิ่งขึ้นในอนาคต โดยมีข้อความดังนี้

ต่างชาติแทรกแซงไทยหรือไม่และต้องทำอย่างไร Foreign Interference: What to do for Thailand

  • การเคลื่อนไหวของต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

การเคลื่อนไหวของทูตานุทูต ชาวต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มองค์การระหว่างประเทศหรือองค์กรภาคประชาสังคม ทั้งที่อยู่ในเมืองไทยและในต่างประเทศ อย่างที่เห็นเป็นระยะ ๆ หรือเช่นที่เป็นข่าวตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ในความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ทำกันมายาวนาน เป็นระบบ และอย่างต่อเนื่อง เป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแต่ละชาติ หรือในบางกรณีก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนบุคคลด้วย ในอนาคต การเคลื่อนไหวเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นตามผลประโยชน์ต่าง ๆ ของนานาชาติที่ผูกพันกับไทยมากขึ้นตามลำดับ

  • มุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องการแทรกแซงของต่างชาติ

แต่ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของต่างชาติในครั้งนี้ ทั้งในกรณียุบพรรคการเมืองและตัดสิทธินักการเมือง ทั้งในกรณีการให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะรวมทั้งบุคคลที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งต้องสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งตามไปด้วยนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่าย ทั้งยังเกิดข้อสงสัยขึ้นอีกหลายประการ เช่น เป็นการการแทรกแซงกิจกรรมภายในประเทศของไทยหรือไม่ เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่ ผู้ที่รับผิดชอบทั้งรัฐบาล หน่วยงานต่าง ๆ ควรจะต้องทำอย่างไร ทั้งนี้รวมทั้งภาคประชาสังคมและประชาชนโดยทั่วไปด้วย

ในข้อเท็จจริงแล้ว การไม่แทรกแซงอธิปไตยหรือกิจการภายในของแต่ละประเทศนั้น เป็นหลักการสำคัญหลักการหนึ่งใน 4 ข้อของสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (Treaty of Westphalia) ในปีค.ศ. 1648 หรือเมื่อ 376 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการก่อตั้งระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่ที่นานาชาติยึดถือกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในทางปฏิบัติ หลักการนี้ถูกละเมิดหรือละเลยบ่อยครั้ง ทั้งนี้โดยใช้เหตุผลเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interests) ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบตัวใครตัวมัน (self help) ซึ่งไม่มีประเทศใดมีสิทธิหรือสถานะเหนือประเทศอื่น และแต่ละชาติก็สามารถทำอะไรก็ได้ที่จะรักษาผลประโยชน์แห่งชาติตนเป็นเหตุผล

แต่ในส่วนการเคลื่อนไหวของต่างชาติต่อไทยดังกล่าวในปัจจุบัน สังคมไทยมองเป็น 2 ด้าน คือ:

2.1) ในด้านหนึ่ง หลายคนมองว่าความเคลื่อนไหวเหล่านั้นถูกต้องหรือเหมาะสมแล้ว เหตุเพราะต่างชาติมีความกังวลเช่นเดียวกับคนไทยส่วนหนึ่งในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย และเห็นสอดคล้องกับแถลงการณ์ของหลายชาติในคดียุบพรรคฯ ว่าคำตัดสินของศาลฯ ได้ “ริดรอนสิทธิ์” ของคนที่ออกมาเลือกตั้ง เป็นการ “บั่นทอน” ความก้าวหน้าของกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย “ทำให้เกิดคำถามในเรื่องความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม” ขัดกับ “ความปรารถนาของคนไทยที่ต้องการจะมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในอนาคต” และยังเห็นอีกว่าคำตัดสินดังกล่าวทำให้ “ความเป็นตัวแทนของประชาชน” ลดความหมายลงและทำให้คน “กว่า 14 ล้านคนในจำนวน 39 ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกพรรคการเมืองของตน” เมื่อปีที่แล้ว ไม่มีตัวแทนอันชอบธรรมในรัฐสภา อีกทั้งยังมองว่าการบังคับใช้กฏหมายหลายฉบับของไทยนั้น “ไม่ชอบธรรม“ หรือ “ไม่เป็นธรรม” และ “เป็นอาวุธ” ทางการเมืองเพื่อจะกำจัดจัดฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งในกรณีนี้ต่างก็เห็นว่าฝ่ายที่ถูกกระทำนั้นเป็นฝ่ายที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมากที่สุดในการเลือกตั้งอีกด้วย

ส่วนในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีทำผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงในกรณีเสนอชื่อแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติ จึงเป็นลักษณะต้องห้ามและทำให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงนั้น หลายชาติรวมทั้งสื่อมวลชนนานาชาติและองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศ ให้ความเห็น เช่น “คาดว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะราบรื่น” หรือเรียกร้องให้ไทย “ดำเนินการเพื่อรับประกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม รวมทั้งปกป้องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการรวมกลุ่มและแสดงความคิดเห็น” หรือบางกลุ่มก็แสดงความสงสัยไม่แน่ใจว่าจะ “เกิดความวุ่นวายหรือการแทรกแซง” ทางการเมืองอีกหรือไม่ รวมทั้งบางองค์กรภาคประชาสังคมต่างชาติก็มองว่า “ไทยเข้าสู่ยุคมืดของการทำลายประชาธิปไตย” เป็นต้น

ดังนั้น คนที่มองว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้นั้นดีแล้วหรือเหมาะสมแล้ว จึงคิดว่าการพบปะพูดจาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับต่างชาติก็ดี การให้ข้อมูลเพิ่มเติมก็ดี การแสดงความสนับสนุนหรือเห็นอกเห็นใจกันก็ดี หรือแม้แต่การเชื้อเชิญหรือแนะนำเข้ามาดำเนินการบางอย่างก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย (ในแนวเสรีนิยมตะวันตก) ทั้งสิ้นซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและต่อคนไทยโดยรวมด้วย อีกทั้งความเคลื่อนไหวของต่างชาติเหล่านั้น ยังเป็นการกดดันฝ่ายตรงข้ามมิให้มีการกระทำที่เกินเลย หรือช่วยบังคับวิถีการเมืองของไทยให้เป็นไปในกรอบหรือตามแนวทางตนต้องการ เหตุเพราะประเทศหรือองค์กรเหล่านั้น ต่างล้วนมีอำนาจมีอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองโลกทั้งสิ้น

2.2) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีอีกคนอีกกลุ่มมองว่าเหตุเพราะประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช มีกระบวนการทางการเมือง กระบวนการยุติธรรมและสังคมของตนเองมาช้านาน มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างจากชาติอื่น ดังนั้น คดีความต่าง ๆ ในไทย ก็เป็นไปตามตัวบทกฏหมายของไทย และหากคนไทยเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็สามารถใช้กระบวนการภายในประเทศปรับเปลี่ยนหรือแก้ไข ดังนั้น การที่ต่างชาติเคลื่อนไหวหรือแสดงพลังทางการเมืองเพื่อที่จะเปลี่ยนหรือบังคับวิถีดังกล่าว จึงเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ ไม่เป็นไปตามกติกา ข้อตกลง หรือหลักการในสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย (1648) ที่เป็น “กติกาสากล” อีกทั้งยังผิดมารยาททางการทูต ผิดธรรมเนียมปฎิบัติระหว่างประเทศ ซึ่งหากใครได้อ่านแถลงการณ์หรือได้พิจารณาถ้อยแถลงหรือการกระทำของต่างชาติเหล่านั้นอย่างครบถ้วนและรอบด้านแล้ว ก็น่าจะสรุปได้ด้วยตนเองว่าเป็นการแทรกแซงที่ละเมิดอธิปไตยของไทย โดยเฉพาะเป็นการกระทำที่ขัดกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทย เพราะได้บ่อนทำลายชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของประเทศและของคนไทยโดยรวม ทำให้นานาชาติเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก รวมทั้งกระทบต่อการลงทุนค้าขายกับไทยในอนาคต

นอกจากนี้ อีกหลายคนยังคิดว่าการกระทำดังกล่าว กระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ กระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ รวมทั้งศาลและกระบวนการยุติธรรมของไทยโดยรวมอีกด้วย ทั้งนี้ เพราะมีการกล่าวหาและพาดพิงอย่างไม่สมเหตุสมผล และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อกฏหมายหรือข้อเท็จจริง ในบางกรณีถึงกับเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผลการพิพากษา ข่มขู่รัฐบาล และคุกคามความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยอีกด้วย

  • คำถามสำคัญที่นำไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสม

มุมมองที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วนั้น ตอกย้ำความขัดแย้งเดิมในสังคมไทยให้มากขึ้น และยังทำให้เกิดปฎิกิริยาที่แตกต่างกันต่อการกระทำของต่างชาติเหล่านั้น เช่น บ้างก็ชี้แจงทำความเข้าใจ บ้างก็เรียกร้องให้หยุดการกระทำ บ้างก็คิดว่าเป็นปกติ บ้างก็เห็นดีด้วย บ้างก็สนับสนุนหรือส่งเสริมให้มีการดำเนินการเช่นนี้อีก ซึ่งความไม่เป็นเอกภาพเช่นนี้ ทำให้การดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น

ในส่วนของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์เน้นย้ำจุดยืนและหลักการของไทยตามกติกาสากลโดยได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างแข็งขัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ได้เน้นย้ำว่านานาชาติไม่สามารถแทรกแซงไทยได้ รวมทั้งชี้ให้เห็นถึง “ความหวังดี” หรือ “ข้อเสนอแนะ” ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยด้วย แต่จะเพียงพอหรือไม่ และที่สำคัญคือแนวทางดังกล่าวนี้ถูกต้องและเหมาะสมแล้วหรือยัง เป็นผลดีกับไทยในอนาคตหรือไม่ และปิดโอกาสไม่ให้มีการกระทำในทำนองเดียวกันนี้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะไม่ให้องค์กรอิสระของไทยต้องกลายมาเป็นคู่ขัดแย้งกับต่างชาติเหล่านั้นโดยตรงอย่างที่เกิดขึ้น

ดังนั้น คำถามสำคัญ คือ ไทยควรจะมีการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติอย่างไร นโยบายการต่างประเทศที่สมดุลคืออะไร สุดท้ายแล้ว ประชาชนคนไทยทั่วไปจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยกันรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของคนไทยทุกคน

  • การจัดการกับต่างชาติกลุ่มที่เป็นปกติ กลุ่มที่ไม่เป็นปกติ และกลุ่มที่ผิดปกติ

คำตอบขึ้นอยู่กับการแยกแยะพฤติกรรมของต่างชาติเหล่านั้นให้ชัดเจนและหาแนวบริหารจัดการกับต่างชาติเหล่านั้นอย่างเหมาะสมตามพฤติกรรมที่กระทำ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพฤติกรรมหรือการกระทำของต่างชาติจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ในทุกประเทศ คือ: 1) กลุ่มที่เป็นปกติ 2) กลุ่มที่ไม่เป็นปกติ 3) กลุ่มที่ผิดปกติ

4.1) กลุ่มที่เป็นปกติ คือมีพฤติกรรมตามปกติของการทูตหรือการเมืองระหว่างประเทศ เช่น มีตัวแทนที่เป็นทางการ ออกแถลงการณ์ตามแบบของการทูต เรียกร้องอย่างเปิดเผย โดยมีข้อมูลรอบด้าน มีเหตุมีผลตามกติกาสากล และที่สำคัญ มีจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติตน นอกจากนี้ ก็ใช้ช่องทางปกติทางการทูตเป็นหลัก ปฏิบัติตามกฏระเบียบและพิธีการต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง เช่น ใช้ถ้อยคำรัดกุม กระทำอย่างเปิดเผย และใช้บุคลากรที่มีตำแหน่ง อำนาจ หน้าที่ที่ชัดเจน ซึ่งในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยประเทศต่างๆ องค์การระหว่างประเทศ องค์กรเอกชน กลุ่มบุคคลหรือตัวบุคคล ที่ดำเนินการอย่างเป็นทางการ มีพฤติกรรมที่เป็นปกติ

ในกลุ่มนี้ แนวทางการตอบรับต่อความเคลื่อนไหวของต่างชาติเหล่านั้น ซึ่งมักเรียกกันว่าเป็น “ความหวังดี” เป็น “เพื่อนที่ดี” เป็น “พันธมิตร” หรือเป็น “หุ้นส่วน” กัน ก็ควรจะเป็นไปตามปกติ คือเป็นไปตามระเบียบพิธีทางการทูตและการต่างประเทศ เป็นไปตามสนธิสัญญา ข้อตกลง หรือการต่างตอบแทนตามปกติโดยเฉพาะหากมีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน ก็จะไม่เป็นปัญหามากนักและไม่ยากที่จะดำเนินการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เพราะต่างก็มีนโยบายหรือหลักปฏิบัติกันอยู่แล้ว

ที่สำคัญ ไม่ควรจะเกิดความขัดแย้งหรือเผชิญหน้ากันกลุ่มนี้ถ้าไม่จำเป็น โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจหรือชาติที่เข้มแข็งกว่า และหากเห็นต่างกันหรือเริ่มจะขัดแย้งกัน ก็จะต้องชี้แจงหรือทำความเข้าใจกันหรือต้องเจรจาต่อรองกันโดยใช้ช่องทางปกติ ทั้งนี้ จะต้องคำนึงว่า ประเทศเหล่านั้นก็มีผู้นำ เจ้าหน้าที่ และประชาชนที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์แต่ประเทศเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศเหล่านั้นก็ย่อมต้องรักษาผลประโยชน์ของเขาเป็นปกติ ในทำนองเดียวกัน หากประเทศใดจะต้องรักษาผลประโยชน์ของตนในเรื่องเดียวกันแล้ว ก็คงจะทำอย่างเดียวกันหรือคล้าย ๆ กันเป็นปกติเช่นกัน

แนวทางดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นแนวทางหลักที่ผู้นำฝ่ายการเมืองของไทยหรือฝ่ายประจำที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ใช้เป็นแนวทางดำเนินการมาตั้งแต่อดีตถึงในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปก็ได้ผลดีและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอะไรมากขึ้นให้กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่แนวทางนี้ จะไม่ครอบคลุมกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่ปกติหรือกลุ่มที่ผิดปกติ ซึ่งทั้งสองกลุ่มหลังนี้ ปัจจุบันมีมากขึ้นในโลกสมัยใหม่ที่ไร้พรมแดน ดังนั้น หลายประเทศจึงแยกแยะพฤติกรรมและการกระทำของต่างชาติเหล่านั้นอย่างชัดเจน และมีนโยบายหรือการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อแต่ละกลุ่ม โดยจะเห็นได้ว่าหลายประเทศ มีความตื่นตัวหรือทำความเข้าใจกันในเรื่องการแซงแทรกของต่างชาติมากขึ้น มีการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการออกกฏหมายใหม่ ๆ มาควบคุมหรือป้องกันพฤติกรรมการแทรกแซงของต่างชาติเพิ่มขึ้นอีกด้วย

4.2) กลุ่มที่ไม่เป็นปกติ คือกลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่ปกติทางการทูตหรือการเมืองระหว่างประเทศ เช่น ผิดมารยาททางการทูตหรือผิดธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ กระทำการนอกเหนือจากแนวทางปกติ แต่ไม่ได้ทำผิดกฏหมายหรือผิดข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการกับกลุ่มนี้ได้ง่าย โดยเฉพาะหากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาศัยสถานะภาพหรือตำแหน่งที่เป็นทางการ แต่มีแรงจูงใจพิเศษบางอย่าง เช่น ฝักใฝ่หรือหมกมุ่นในทางการเมือง เน้นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจเกินควรหรืออื่น ๆ ที่สำคัญคือบางคนก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนส่วนตัวแอบแฝงอีกด้วย เช่น ต้องการดำรงตำแหน่งในประเทศนั้น ๆ ยาวนานขึ้นเพราะดีกว่าจะกลับไปประเทศของตน หรือหากกลับก็ต้องการตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ หรือบางคนก็ต้องการทำงานกับภาคประชาสังคมหรือภาคเอกชนที่มีรายได้สูงขึ้นหลังหมดวาระ หรือพำนักต่อในประเทศนั้น ๆ อย่างถาวรเพื่อคงประโยชน์ส่วนตัวไว้ เป็นต้น

ความไม่ปกติเหล่านั้นสังเกตได้หากเฝ้าดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น ฝักใฝ่เลือกหรือข้างทางการเมืองเป็นพิเศษ มีความสัมพันธ์หรือพบปะกับบางกลุ่มมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ สนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้กับกลุ่มที่ตนสนับสนุน เช่น ให้รางวัล ให้ผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือให้เดินทางไปต่างประเทศ ให้พบบุคคลสำคัญ ให้ใช้สถานที่ที่เป็นทางการของตน หรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในทางกลับกันก็ขัดขวาง ต่อต้าน ลดหรือระงับการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือด้อยค่ากลุ่มตรงข้ามด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างแยบยล รวมทั้งมีการดำเนินการอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือแนวทางทางปกติทางการทูต เช่น ใช้สื่อสมัยใหม่ในการสื่อสารอย่างล่อแหลมและหมิ่นเหม่ ใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ที่ยากต่อการตรวจจับ ปรากฏตัวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ควรจะเป็น มีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการแสดงออกที่ล่อแหลม และที่สำคัญ มีการทำรายงานหรือส่งข้อมูลที่บิดเบือนคลาดเคลื่อนไปยังรัฐบาลหรือประเทศของตน รวมทั้งสนับสนุนหรือเผยแพร่บทความ รายงานทางวิชาการ หรือหนังสือที่มีเนื้อหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว นำไปสู่การมีนโยบายหรือมีการปฎิบัติที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่เป็นปกติของประเทศหรือของหน่วยงานนั้น ๆ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของหลายประเทศอย่างที่เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วในหลายประเทศ

ปัจจุบันหลายประเทศประสบกับปัญหาจากการกระทำของกลุ่มที่สองนี้มากขึ้น เพราะดูเหมือนกับว่าจะได้ผลดีกว่าการดำเนินการทางการทูตแบบปกติ อีกทั้งกฎหมายหรือข้อตกลงเดิม ๆ นั้นล้าสมัยและไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการพฤติกรรมที่ซับซ้อนดังกล่าว และหลายประเทศขาดแคลนงบประมาณ เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่จะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่ไม่ปกติเหล่านั้น ประกอบกับหลายประเทศเปิดหรือสนับสนุนให้ต่างชาติเข้าประเทศได้อย่างเสรี จึงทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากขึ้น ดังนั้น หลายประเทศจึงมีการปรับปรุงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งตรากฏหมายใหม่ ๆ หรือออกนโยบายเป็นการเฉพาะเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากต่างประเทศ (Foreign Interference Act/Foreign Interference Law) เช่น ประเทศอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย หรือสหภาพยุโรป รวมทั้งหลายประเทศในอาเซียนก็มีกฏหมายควบคุมการแทรกแซงของต่างชาติโดยเฉพาะ (สิงค์โปร์) หรือควบคุมการดำเนินการขององค์กรภาคประชาสังคมเป็นกรณีพิเศษ (กัมพูชา สปป.ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย)

ในส่วนของไทย ยังไม่มีกฏหมายเป็นการเฉพาะในเรื่องการต่อต้านการแทรกแซงของต่างชาติ (นอกจากร่างกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขององค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งก็ยังมีข้อถกเถียงหลายประการในเรื่องความจำเป็นหรือเหมาะสม) ที่สำคัญ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่มีความพร้อมมากนัก และประชาชนโดยทั่วไปก็ยังมีมุมมองที่แตกต่างและขัดแย้งกันในเรื่องนี้อีกด้วย ดังนั้น หากมีการให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น มีการเพิ่มประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่และหน่วยงาน และมีการแก้หรือออกกฎหมายเฉพาะด้านนี้เช่นในประเทศต่างๆ ที่กล่าวแล้ว ก็น่าจะทำให้การแทรกแซงของต่างชาติหรือพฤติกรรมที่ไม่ปกติหรือไม่เหมาะสมเหล่านั้นลดลงไปได้

ที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วไปสามารถช่วยสังเกตการณ์หรือช่วยดำเนินการในส่วนนี้ได้ด้วย เช่น รายงานพฤติกรรมที่น่าสงสัย เรียกร้องหรือทักท้วงการกระทำที่ไม่เหมาะสม ผิดมารยาทหรือผิดกติการะหว่างประเทศ รวมทั้งช่วยผลักดันให้มีการปรับปรุงขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแก้ไข ปรับปรุงหรือออกกฏหมายต่าง ๆ ที่จะช่วยป้องกันหรือควบคุมการแทรกแซงจากต่างประเทศ

4.3) กลุ่มที่ผิดปกติ คือกลุ่มที่มีพฤติกรรมหรือการกระทำที่ผิดกฏหมาย หรือผิดข้อตกลงระหว่างประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจน และเป็นอันตรายและสุ่มเสียงต่อความเสียหายต่าง ๆ ในประเทศนั้น ๆ เช่น การเข้าเมืองที่ผิดกฏหมาย การลักลอบค้ายาเสพติดหรือค้าอาวุธ การสนับสนุนหรือส่งเสริมความรุนแรงหรือการสู้รบ การทำจารกรรมในด้านต่าง ๆ การติดสินบนเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่กระทั่งการลอบทำร้ายหรือลอบสังหารบุคคลสำคัญ เป็นต้น ซึ่งการกระทำต่าง ๆ เหล่านี้ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในแทบทุกประเทศ ซึ่งตัวบุคคลและกลุ่มบุคคลที่แอบแฝงหรือซ่อนเร้นการกระทำต่างๆ เหล่านั้น อาจจะอยู่ในหน่วยงาน องค์การ องค์กร หรืออื่น ๆ ก็ได้ หรือเป็นอิสระและปฏิบัติการตามลำพังก็ได้

เช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้เจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ถูกสอบสวนและถูกปลดเพราะไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลาง หรือในกรณีที่สหรัฐฯ ขอให้ประเทศแคนาดาจับกุมผู้บริหารบริษัทหัวเหว่ยที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านในปี 2562 ซึ่งตามมาด้วยกรณีจีนจับกุมอดีตนักการทูตและนักธุรกิจชาวจีนในข้อหาความมั่นคงและในกรณีศาลจีนตัดสินเพิ่มโทษชาวแคนาดา จากจำคุกจาก 15 ปีเป็นโทษประหารชีวิตในข้อหาค้ายาเสพติด เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมและการกระทำที่ผิดปกติของเจ้าหน้าที่ทางการทูต หรือของบริษัทเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม หรือกลุ่มบุคคลและตัวบุคคลบางคนของหลายประเทศเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ

ในประเทศไทยก็มีหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้นหรือถูกตั้งข้อสังเกตไว้ เช่น การค้าอาวุธ (ดูรายงานของสหประชาชาติเกี่ยวกับการสู้รบในเมียนมา) การค้ามนุษย์ (ดูรายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ) การค้ายาเสพติดข้ามชาติ (ดูรายงานของสหประชาชาติ) การก่อการร้าย (ดูรายงานของสถาบันศึกษาความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ) การลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย การพยายามลอบสังหารบุคคลสำคัญ หรือลักลอบค้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์อาวุธนิวเคลียร์ (ดูรายงานขององค์การควบคุมการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์และของสำนักข่าวต่าง ๆ) เป็นต้น

ดังนั้น หลายประเทศจึงให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวและเพิ่มความร่วมมือกับมิตรประเทศในการดำเนินการป้องกัน จับกุม ดำเนินคดี ขับไล่หรือส่งกลับบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจัง รวมทั้งขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีต้องห้ามหรือในกลุ่มที่ไม่พึงประสงค์หรือในกลุ่มก่อการร้าย เป็นต้น แต่ในบางประเทศก็ไม่สามารถร่วมมือกันได้เหตุเพราะขัดแย้งกันทางการเมืองและผลประโยชน์ บางประเทศก็ปล่อยปละละเลยหรือไม่ได้ให้ความสำคัญ บางประเทศก็ไม่มีขีดความสามารถในการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ การกระทำเหล่านั้นจึงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาหลายประการ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของหลาย ๆ ประเทศในที่สุด

  • สมดุลใหม่จะทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

การที่จะมีนโยบายการต่างประเทศซึ่งเป็นนโยบายสาธารณะประเภทหนึ่ง ที่สมดุล และมีการบริหารจัดการกับต่างชาติอย่างเหมาะสมมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องมาจาก: 1) ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบัน; 2) ประสิทธิภาพและความสามารถของบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่ รวมทั้งการมีกฎหมายหรือเครื่องมือใหม่ ๆ ในการดำเนินการ; และ 3) การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ทักท้วง ต่อพฤติกรรมของต่างชาติที่ไม่ปกติหรือผิดปกติ รวมทั้งช่วยผลักดันให้มีนโยบายหรือแนวทางที่ทันสมัยและสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติของคนไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ จะช่วยให้เกิด “ความสมดุลใหม่” ในการต่างประเทศของไทย และจะทำให้คนไทยและมิตรประเทศของไทยโดยรวมได้ประโยชน์ยิ่งขึ้นในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...