กลับไปอ่านบทวิจารณ์ ‘บ้านขนนก: การพังทลายของชนชั้นกลางแห่งยุคสมัย’ ในฐานะสภาวะการวิจารณ์วรรณกรรมในยุค ‘หลัง พคท.’
หลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคมปี 2519 แวดวงวรรณกรรมไทยนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ เสนอว่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 บรรยากาศในแวดวงวรรณกรรมไทยเกิด ‘ภาวะสุญญากาศทางวรรณกรรม’ ซึ่งเป็นช่วงที่บรรดานักเขียนและปัญญาชนในแวดวงวรรณกรรมต่างก็พากันเข้าไปกันไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจำนวนมาก วรรณกรรมแบบ ‘เพื่อชีวิต’ ที่เคยเป็น ‘กระแสหลัก’ อยู่ในแวดวงวรรณกรรมไทยมานับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยเฉพาะใน ‘เขตเมือง’ จึงซบเซาอย่างเห็นได้ชัด[1]
บทวิจารณ์ ‘บ้านขนนนก: การพังทลายของชนชั้นกลางแห่งยุคสมัย’ ของ ชัยสิริ สมุทวณิช ตีพิมพ์ในนิตยสาร ‘โลกหนังสือ’ ปีที่ 4 ฉบับที่ 11 เดือนสิงหาคม ปี 2524 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อิทธิพลของแนวคิดลัทธิมาร์กซ์ตกต่ำอย่างมากในสังคมไทย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในฐานะ ‘แนวหน้า’ ของแนวคิดลัทธิมาร์กซ์ในสังคมไทยก็ล่มสลายและยุติบทบาทในการต่อสู้ไปแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แนวคิดและอุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์ หรือมักเรียกอย่างลำลองกันว่าอุดมการณ์แบบ ‘ฝ่ายซ้าย’ นั้นดูเหมือนยังมีความพยายามที่จะมีชีวิตรอดอยู่ในสภาวะที่กลไกทุกอย่างของอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายในสังคมไทยล้วนไม่ทำงานไปแล้ว ผมคิดว่าการกลับไปอ่านบทวิจารณ์ของชัยสิริ ชิ้นนี้จะช่วยทำให้เห็นว่าสภาพและสภาวะของการวิจารณ์วรรณกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากพวก ‘ฝ่ายซ้าย’ ในสังคมไทยนั้นมีความพยายามที่จะอยู่ให้รอดหรือพยายามหาที่อยู่ที่ยืนของตัวเองอย่างไร
ชัยสิริเริ่มต้นการวิจารณ์นวนิยาย ‘บ้านขนนก’ ของ กฤษณา อโศกสิน ด้วยการชี้ให้เห็นว่า นวนิยายเรื่อง ‘บ้านขนนก’ นั้นเป็น ‘การเปิดโปงให้เห็นปัญหาการพังทลายของชนชั้นกลางนายทุนน้อยอย่างถึงราก ทั้งจากการสะท้อนค่านิยมทางธุรกิจการค้า ความอัปลักษณ์เน่าเฟะของการแข่งขันทางธุรกิจ ภาวะโดดเดี่ยวของตัวแทนชนชั้นกลางที่ใกล้พินาศลงไปในสังคมไทย’ (หน้า 24) จากนั้นโครงสร้างของการวิจารณ์ประกอบด้วย การวิเคราะห์โครงเรื่อง ตัวละคร แก่นเรื่อง ความพินาศของชนชั้นกลาง ความสัมพันธ์ที่แปลกแยกที่นำไปสู่ความพังทลายของชนชั้นกลาง
โครงสร้างดังกล่าวนี้เป็นโครงสร้างของการวิจารณ์วรรณกรรมอย่างที่นักวิจารณ์วรรณกรรมทั่วไปต้องอธิบายเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบต่างๆ ของเรื่องที่กำลังวิจารณ์แล้วนักวิจารณ์ต้องร้อยเรียงประเด็นเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อเน้นย้ำถึงประเด็นของการวิจารณ์ที่ผู้วิจารณ์ต้องการนำเสนอ ในส่วนนี้ผมคิดว่าชัยสิริอธิบายและวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจ เช่นการอธิบาย ‘บ้านขนนก’ ในฐานะถาวรวัตถุที่เป็นสัญลักษณ์ของความพินาศของชนชั้นกลางในเรื่อง เพราะบ้านขนนกนั้นคือวัตถุที่ตัวละครเอกในเรื่องคือ ‘เหมือนแพร’ สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความปรารถนาของตัวละครที่ล้มเหลวจากการลงทุนทางธุรกิจและต้องการไปลงทุนทางจิตใจ แต่ ‘บ้านขนนก’ ในฐานะ ‘บ้าน’ หรือ ‘วัตถุ’ ที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งโดยเนื้อแท้แล้วกลับไม่ได้มีลักษณะทางวัตถุที่แท้จริงเพราะ ‘บ้านขนนก’ เป็นความฝันลมๆ แล้งๆ หรือเป็น ‘วิมานในอากาศ’ ของตัวละคร เป็นความปรารถนากลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลาย ‘เหมือนแพร’ ในภายหลัง
การวิเคราะห์ตัวละครของชัยสิริ ได้ชี้ให้เห็นถึง ‘สำนึก’ ทางชนชั้นที่ก่อรูปขึ้นมาจากเงื่อนไขทางวัตถุที่ห้อมล้อมตัวละครทุกตัวเอาไว้ เช่น ‘เหมือนแพร’ และพ่อของเหมือนแพร ซึ่งเป็นนักธุรกิจ พ่อของเหมือนแพรได้ยกกิจการให้เหมือนแพรไป คือธุรกิจบาร์ ในส่วนนี้ผมคิดว่าชัยสิริวิเคราะห์ตัวละครพ่อของเหมือนแพรได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการขชี้ให้เห็นวา พ่อของเหมือนแพรนั้นปรากฏตัวในการดำเนินเรื่องน้อยมากแต่กลับมีพลังและบทบาทต่อตัวละครเหมือนแพรมาก ผมคิดว่านี่คือการอธิบายว่า พ่อ นั้นได้เข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของตัวละครเหมือนแพรที่แม้จะไม่ปรากฏตัวแต่ในทุกๆ การกระทำและการคิดของตัวละครเหมือนแพรล้วนได้อิทธิพลจากพ่อของเธอแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ การวิเคราะห์ตัวละคร ‘พัดโบก’ ตัวพระเอกของเรื่อง ชัยสิริก็ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพัดโบกเป็นทหารอาชีพ รูปแบบจิตสำนึกของพัดโบกจึงมีด้านที่ยึดค่านิยมแบบครัวเรือนศักดินา และในอีกด้านหนึ่งพัดโบกมีความเป็นนักธุรกิจที่ดีกว่าเหมือนแพร เพราะพัดโบกนั้นรู้จักสำรวจตลาด ตลาดหุ้นส่วนที่หลากหลาย ตามสถานการณ์ที่เขาเป็นผู้กำหนดเอง
ปมเรื่องเพศของตัวละครเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการวิจารณ์ของชัยสิริ ‘ปัญหาทางเพศเป็นแก่นเรื่องอีกประการหนึ่งมาจากสภาพไม่มั่นคงทางครอบครัวของเหมือนแพรที่มารดาของเหมือนแพรไม่ใช่แม่ผู้หญิงคนเดียวของของบิดา’ (หน้า 26) หรือการชี้ให้เห็นว่า พัดโบกนั้นเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความปรารถนาทางเพศ เขา “แสวงหาความใคร่ชิ้นใหม่ๆ เพื่อชดเชยสิ่งที่ตนเองจะสูญเสียในอนาคต” (หน้า 27) การร่วมเพศกันอย่างดื่มด่ำระหว่างเหมือนแพรและพัดโบกนั้นชัยสิริอธิบายเอาไว้ว่าสำหรับพัดโบก มันคือความใคร่และความต้องการที่จะร่วมเพศอย่างถึงพริกถึงขิง แต่ในขณะที่เหมือนแพรอาจคิดว่าการร่วมเพศนี้คือการลงทุนทางธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งในตอนท้ายชัยสิริวิเคราะห์ให้เห็นว่ามันคือการลงทุนที่ไร้ประโยชน์ เพราะเหมือนแพรในฐานะชนชั้นกลาง ชนชั้นนายทุนน้อยนั้นไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจและการลงทุนที่เปล่าประโยชน์นี้เลย บาร์ของเหมือนแพรล้มละลาย บ้านขนนกก็เพียงแต่วิมานในอากาศเพราะพัดโบกก็ไม่สามารถเป็นชายในฝันของเหมือนแพรได้
สิ่งที่ผมสนใจประการหนึ่งก็คือ ในการวิจารณ์ของชัยสิรินี้ ผมเห็นว่า ชัยสิริไม่ได้แยกผู้เขียนออกจากตัวงานและวิจารณ์ตัวงานเพียงอย่างเดียว ตามแบบแผนการวิจารณ์สมัยใหม่ที่มักจะให้ความสำคัญกับการวิจารณ์ ‘ตัวบท’ วรรณกรรมเพียงอย่างเดียว ชัยสิริมองความสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับเรื่องที่เขียนเอาไว้ในลักษณะที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะตลอดการวิจารณ์ชัยสิริ กฤษณา อโศกสินในฐานะผู้ประพันธ์นั้นมักจะปรากฏอยู่เสมอในฐานะผู้ที่มีอำนาจในการสร้างความหมายให้กับวรรณกรรม นัยหนึ่งดูเหมือนจะเป็นความขัดแย้งกับ ‘วิถี’ ของการวิจารณ์สมัยใหม่ที่ผู้วิจารณ์นั้นจะให้ความสำคัญกับตัวบทมากกว่าผู้ประพันธ์เพราะมาจากฐานคิดว่า ตัวบทวรรณกรรมนั้นสามารถสื่อสารความหมายได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจของผู้ประพันธ์ กล่าวคือ ผู้ประพันธ์ในการวิจารณ์แผนใหม่นั้นไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในการวิจารณ์ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ชัยสิริพยายามชี้ให้เห็นว่า กฤษณา อโศกสินเขียนเรื่องบ้านขนนกขึ้นมาเพื่อเปิดโปงสภาพสังคมที่นายทุนน้อยและชนชั้นกลางกำลังถูกดูดกลืนเข้าไปอยู่ในกระแสธารทางการเงินของนายทุนที่เงินทุนมากกว่า (และอาจหมายถึงนายทุนขุนนางซึ่งก็คือพัดโบกที่เป็นทหารอีกด้วย) แต่หากเป็นการวิจารณ์แผนใหม่ แค่เปลี่ยนคำว่า ‘กฤษณา อโศกสิน’ เป็นคำว่า ‘ตัวบท’ ก็เป็นใช้ได้
นอกจากนี้ผมยังเห็นว่า ชัยสิริยังวิเคราะห์นวนิยาย ‘บ้านขนนก’ เอาไว้ในเชิงสังคมวิทยาวรรณกรรมที่ว่าด้วยตำแหน่งแห่งที่ของวรรณกรรมในสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์ความหมายในตัวบทวรรณกรรมเท่านั้นแต่ยังพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมในสังคมอีกด้วย ชัยสิริพยายามชี้ให้เห็นว่า นวนิยายเรื่องนี้ดำรงอยู่ใน ‘ตลาด’ ของผู้อ่านที่เป็นชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางกลุ่มที่เป็นผู้อ่านของกฤษณา อโศกสิน ตามที่ชัยสิริวิเคราะห์เอาไว้นั้นมีสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกชนชั้นกลางที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมศักดินา การนำเสนอเรื่องการเสียตัวเพื่อลงทุนของเหมือนแพรจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ในขณะที่อีกกลุ่มคือ ‘ชนชั้นกลางกึ่งศักดินานิยม- ทุนนิยมขุนนาง’ จะเห็นว่าการลงทุนดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่น่าเห็นใจและเข้าใจได้ ดังนั้น กฤษณา อโศกสิน จึงประสบความสำเร็จในการ ‘กวาดตลาดเบ็ดเสร็จ’ ที่สามารถทำให้ชนชั้นกลางทั้งสองกลุ่มสนใจในนวนิยายเรื่องนี้
ประเด็นที่ผมสนใจมากที่สุดในบทวิจารณ์ชิ้นนี้ก็คือ ตำแหน่งแห่งที่ของการวิจารณ์แบบชัยสิริในแวดวงวรรณกรรมไทย ‘หลัง พคท.’ ในบทวิจารณ์ของชัยสิริ สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือความพยายามในการอธิบายนวนิยาย ‘บ้านขนนก’ ของกฤษณา อโศกสิน ด้วยกรอบคิดแบบ ‘วัตถุนิยมวิภาษวิธี’ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญประการหนึ่งของลัทธิมาร์กซ์ เพราะนับตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา อุดมการณ์และแนวคิดแบบลัทธิมาร์กซ์ในสังคมไทยไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนักจากสังคมไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีคำสั่ง 66/2523 และการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นก็ทำให้แนวคิดลัทธิมาร์กซ์ในสังคมไทยหมดบทบาทและตกต่ำไปในที่สุด
ในแวดวงวรรณกรรมไทย การวิพากษ์วิจารณ์แนวคิด ‘วรรณกรรมเพื่อชีวิต’ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษ 2520 โดยกลุ่มปัญญาชนและนักเขียนที่ไม่ได้ ‘เข้าป่า’ ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปัญญาชน, นักเขียนและกวีกลุ่มนี้พยายามเสนอทางเลือกใหม่หรือแนวทางใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมไทยไปพร้อมๆ กับการชี้ให้เห็นจุดอ่อนของนักเขียนและงานเขียนแบบเพื่อชีวิตของไทยที่เคยมีอิทธิพลอย่างมากในแวดวงวรรณกรรมไทย ในแง่มุมของการวิจารณ์วรรณกรรมเพื่อชีวิตนั้นผู้วิจัยเห็นว่าท่าทีและน้ำเสียงของปัญญาชน, นักเขียนและกวีกลุ่มนี้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติในด้านลบที่มีต่อแนวคิดวรรณกรรมเพื่อชีวิตอย่างชัดเจน
ปรากฏการณ์สะท้อนกลับของแนวคิด ‘วรรณกรรมเพื่อชีวิต’ หลัง 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมานั้นในแง่หนึ่งเกิดขึ้นเพราะความล้มเหลวของอุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์ในสังคมไทยและความพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งทำให้ทั้งนักเขียนและปัญญาชนจำนวนมากที่เคยศรัทธาและเชื่อในพลังของลัทธิมาร์กซ์และแนวคิดสังคมนิยมต่างพากันหันหลังให้และพยายามแสวงหาหนทางใหม่ๆ ใหม่ที่จะเป็นพื้นฐานความคิดทางสังคมและการเมืองได้ดีกว่าลัทธิมาร์กซ์และสังคมนิยม
วิทยานิพนธ์ ‘ความคิดทางการเมืองของ ‘ปัญญาชนฝ่ายค้าน’ ภายหลังการตกต่ำของกระแสความคิดสังคมนิยมในประเทศไทย พ.ศ. 2524 – 2534.’ ของ ธิกานต์ ศรีนารา ชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่ช่วง 2524 -2534 สังคมไทยนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาพร้อมกับการตกต่ำของอุดมการณ์และขบวนการสังคมนิยมที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กระแสทางด้านความคิดที่เกิดขึ้นหลังการตกต่ำของขบวนการสังคมนิยมเกิดขึ้นอย่างน้อยเจ็ดกระแส กระแสหนึ่งที่สำคัญมากและผมคิดว่าส่งอิทธิพลให้กับแวดวงวรรณกรรมและการวิจารณ์วรรณกรรมบางส่วนก็คือ กระแสการกลับไปให้ความสำคัญกับลัทธิมาร์กซ์คลาสสิค
ธิกานต์ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้กระแสทางความคิดหลังการตกต่ำของขบวนการสังคมนิยมมีหลากหลายกระแสนั้นก็คือการวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปัญญาชน ‘ฝ่ายซ้าย’ บางส่วนซึ่งเป็นอดีตปัญญาชนรุ่น 14 ตุลาคม 2516 ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ผ่านเครือข่ายทางภูมิปัญญา (วารสารทางวิชาการต่างๆ เช่น วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง, ปาจารยสาร และวารสารธรรมศาสตร์) ได้หันกลับไปหาลัทธิมาร์กซ์คลาสสิก เนื่องจากกระแสการวิพากษ์ พคท. ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในช่วงทศวรรษ 2520 ทำให้ปัญญาชนฝ่ายซ้ายของไทยบางส่วน รวมถึงปัญญาชนฝ่าย พคท. ที่ต้องการปรับปรุงพรรคหันกลับไปรื้ดฟื้น ศึกษา และเผยแพร่แนวคิดลัทธิมาร์กซ์คลาสสิค การรื้อฟื้นดังกล่าวไม่เพียงนำลัทธิมาร์กซ์คลาสสิคมาใช้ในการวิเคราะห์สังคมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการบ่งชี้ว่า พคท. ไม่ใช่ลัทธิมาร์กซ์ที่แท้จริง พคท. เป็นเพียงลัทธิเหมาและสตาลิน เท่านั้น ธิกานต์กล่าวว่าภายใต้เป้าหมายนี้ปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่ยังคงเชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์ได้ลงมือผลิตและเผยแพร่งานเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซ์คลาสสิคจำนวนมาก ทำให้กระแสลัทธิมาร์กซ์คลาสสิคเฟื่องฟูมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน[2]
ผมคิดว่า บทวิจารณ์ ‘บ้านขนนนก: การพังทลายของชนชั้นกลางแห่งยุคสมัย’ ของชัยสิริ สมุทวณิชดูเหมือนจะอยู่ในกระแสนี้เช่นกัน เราจะเห็นได้ถึงการวิเคราะห์ในเชิงวัตถุในนวนิยายเรื่อง ‘บ้านขนนก’ อยู่ตลอดการวิจารณ์ ชัยสิริพยายามชี้ให้เห็นถึงวัตถุทั้งในด้านคุณลักษณะของวัตถุและการดำรงอยู่ของวัตถุที่อยู่ในนวนิยายเรื่องนี้ สภาวะทางวัตถุที่ชัยสิริพยายามอธิบายในการวิจารณ์ยังเชื่อมโยงไปถึงสำนึกทางชนชั้นของตัวละครในเรื่องอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการอธิบาย ‘สภาวะความแปลกแยก’ อันเป็นแนวคิดที่สำคัญของลัทธิมาร์กซ์คลาสสิคอีกประการหนึ่งด้วย
หากพิจารณาการวิเคราะห์ของชัยสิริ นอกจากการวิเคราะห์ในเชิงวัตถุแล้ว การวิเคราะห์ปมทางเพศและปมทางจิตของตัวละครยังเป็นแก่นแก่นที่สำคัญของการวิจารณ์ ผมคิดว่าในการวิจารณ์ของชัยสิรินั้นหากจะมองด้วยกรอบจิตวิเคราะห์ก็สามารถอธิบายนวนิยายเล่มนี้ได้อย่างแหลมคม แต่การนำแนวคิดและวิธีคิดของการวิจารณ์แนวจิตวิเคราะห์มาใช้เป็นส่วนประกอบของการวิจารณ์นั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงสภาวะทางวัตถุกับความคิดและพฤติกรรมของตัวละครได้อย่างลงตัวและทำให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ สำนึกทางชนชั้น และความขัดแย้งทางสังคมได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นแล้ว หากจะจัดวาง บทวิจารณ์ชิ้นนี้ลงไปในกระแสของความเปลี่ยนแปลงทางวรรณกรรมไทยในยุค ‘หลัง พคท.’ แล้ว ผมคิดว่างานชิ้นนี้ของชัยสิริ คือการแสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เคยอธิบายผ่านกรอบคิดของลัทธิมาร์กซ์ภายใต้อิทธิพลของ พคท. นั้นแม้จะเป็นสิ่งที่ตกต่ำจนหมดพลังไปแล้วหรือไม่สามารถกลับไปอธิบายสังคมไทยผ่านวรรณกรรมได้เช่นนั้นอีกต่อไป แต่แนวคิดลัทธิมาร์กซ์ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา พคท. และ พคท. เองอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของลัทธิมาร์กซ์ในสังคมไทย ดังนั้นความพ่ายแพ้ของ พคท. ไม่อาจส่งผลให้อุดมการณ์ลัทธิมาร์กซ์จบสิ้นลงไป เพราะยังมีแนวคิดลัทธิมาร์กซ์ในกระแสอื่นๆ อีกจำนวนมาก และที่โดยเฉพาะ ‘ลัทธิมาร์กซ์คลาสสิค’ ซึ่งมีความดั้งเดิมและต้นฉบับมากกว่า พคท. ที่เป็นลัทธิเหมาและสตาลิน
ด้วยเหตุนี้ บทวิจารณ์ ‘บ้านขนนนก: การพังทลายของชนชั้นกลางแห่งยุคสมัย’ ของชัยสิริ สมุทวณิช จึงมีความสำคัญในฐานะความเคลื่อนไหวในแวดวงวรรณกรรมไทย ‘หลัง พคท.’ ไม่ใช่เพราะชัยสิริสามารถดึงเอาศักยภาพของแนวคิดลัทธิมาร์กซ์มาวิเคราะห์วรรณกรรมไทยร่สมสมัยในขณะนั้นได้แหลมคมที่สุด แต่เป็นเพราะบทวิจารณ์ชิ้นนี้ได้แสดงให้เห็นทิศทางของการวิจารณ์วรรณกรรมในแวดวงวรรณกรรมไทยที่พยายามหาทางออกจากอิทธิพลของแนวคิด ‘เพื่อชีวิต’ แบบ พคท.
ผมคิดว่า ในแง่หนึ่งเราอาจพิจารณาปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สองแบบ แบบแรก คือการให้ความหวังว่าลัทธิมาร์กซ์ยังไม่ตายและสามารถเป็นอุดมการณ์ที่สำคัญในสังคมได้ หรือใม่ แบบที่สองคือการวิพากษ์ พคท. อย่างตรงไปตรงมาว่า พคท. ไม่ใช่ลัทธิมาร์กซ์ที่แท้จริง
น่าเศร้าที่ประเทศไทย หาอะไร ‘จริงๆ’ และ ‘แท้ๆ’ ได้ยากยิ่ง…
[1] โปรดดูต่อในบทความ ‘บทบาทของรางวัลต่วรรณกรรมอการสร้างและเสพวรรณกรรม’ ใน ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์. (2558). อ่าน (ไม่) เอาเรื่อง. พิมพ์ครั้งที่ 2 ปรับปรุงใหม่. กรุงเทพฯ: อ่าน. หน้า 35-42.
[2] รายละเอียดโปรดอ่านต่อในบทที่ 2 ของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ที่มีชื่อว่า ‘การกลับไปรื้อฟื้นและศึกษาลัทธิมาร์กซ์คลาสสิค’ ใน ธิกานต์ ศรีนารา. (2555). ความคิดทางการเมืองของ ‘ปัญญาชนฝ่ายค้าน’ ภายหลังการตกต่ำของกระแสความคิดสังคมนิยมในประเทศไทย พ.ศ. 2524 – 2534. [วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต], จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.