โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รุมค้านสายเดินเรือแห่งชาติ ไม่มีเจ้าภาพเสี่ยงลงทุนสูง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ม.ค. 2566 เวลา 12.32 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2566 เวลา 00.20 น.

เปิดผลศึกษาการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ เริ่มต้น 3 เส้นทางชายฝั่งมาบตาพุด-สมุทรสงคราม-ท่าเรือสุราษฎร์ ลงทุนเฟสต่อไปขยับเดินเรือขนตู้คอนเทนเนอร์สายเอเชียตะวันออก แต่ยังไกลเกินจริง ไม่ว่าใครจะถือหุ้น 25% ในสัดส่วนของภาครัฐ เงินลงทุนซื้อเรือใหม่พร้อมต่อตู้คอนเทนเนอร์กว่าหมื่นล้าน ขณะที่การท่าเรือยังคงถือเป็น First Priority พร้อมนำเสนอคมนาคมในไตรมาสแรก

บริษัททรานส์คอนซัลท์ ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษา โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ และแนวทางการพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย

ด้าน นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพของการศึกษากล่าวถึงประโยชน์ของการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติว่า สายการเดินเรือแห่งชาติจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งของภาคธุรกิจและเพิ่มสัดส่วนปริมาณการขนส่งทางน้ำขึ้น ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งทางน้ำจะอยู่ที่ 5% (จากเป้าหมาย 7%) ให้เป็น 10% และยังมีการเตรียมความพร้อมของการขยายขีดความสามารถ (capacity) ของท่าเรือไทยที่จะสูงถึงระดับ 20 ล้าน TEU ต่อปี

โดยการศึกษาจะครอบคลุมทั้งรูปแบบการจัดตั้งและบริหารเส้นทางการเดินเรือ แผนการตลาด การเงิน การลงทุน และความคุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุน มีเป้าหมายด้วยการเปิดให้บริการเดินเรือประจำเส้นทางในเส้นทางชายฝั่งของประเทศไทยภายในปีแรกของการจัดตั้งและเปิดให้บริการขนส่งสินค้าด้วยเรือประจำเส้นทางในเส้นทางระหว่างประเทศภายใน 4 ปีแรกของการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ

ตั้งไข่เรือชายฝั่ง 3 เส้นทาง

ผลการศึกษาของบริษัท ทรานส์คอนซัลท์ ในส่วนของรูปแบบการจัดตั้งและการบริหารสายการเดินเรือแห่งชาติ เสนอให้ภาครัฐร่วมลงทุนในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 25 ที่เหลือเป็นการร่วมลงทุนจากภาคเอกชน ในส่วนของเส้นทางเดินเรือภายในประเทศจาก 9 เส้นทาง พบว่ามี 4 เส้นทางที่มีผู้ให้บริการและเคยให้บริการเรือชายฝั่งอยู่แล้ว

ได้แก่ เส้นทางท่าเรือไฟร์ซัน (สมุทรสงคราม)-ท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี) อดีตเคยมีผู้ให้บริการ ปัจจุบันไม่มี, เส้นทางสุราษฎร์ธานี-ท่าเรือแหลมฉบัง มีผู้ให้บริการจำนวน 3 ราย ไดแก่ บริษัท SC เรือ 4 ลำ บริษัท ST เรือ 4 ลำ บริษัท RCL 2 ลำ รวม 10 ลำ, เส้นทางท่าเรือสงขลา-ท่าเรือแหลมฉบัง บริษัท RCL 1 ลำ และเส้นทางท่าเรือกรุงเทพ/สมุทรปราการ-ท่าเรือแหลมฉบัง มีเรือของบริษัท SC Group บริษัท PINNCHAREON บริษัท O.P.K บริษัท BMTP บริษัท PATTHARA และบริษัท NYS ให้บริการเดินเรืออยู่ในปัจจุบัน

แต่โจทย์ของการศึกษาที่ตั้งไว้ก็คือ สายการเดินเรือแห่งชาติ จะต้องไม่เดินเรือขนส่งสินค้าในเส้นทางที่มีผู้ประกอบการเดินเรืออยู่แล้ว ดังนั้นจึงเหลือเส้นทางที่มีความเป็นไปได้ โดยวัดจากอัตราผลตอบแทนทางการลงทุนร้อยละ 7.71 จำนวน 3 เส้นทาง คือ เส้นทางท่าเรือมาบตาพุด (ระยอง)-ท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี), เส้นทางท่าเรือโฟร์ซัน (สมุทรสงคราม)-ท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี) และเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี)-ท่าเรือสุราษฎร์ธานี

ส่วนการให้บริการขนส่งสินค้าด้วยเรือประจำเส้นทางระหว่างประเทศในระยะต่อไปนั้น ผลการศึกษาจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ fist phase จะใช้เรือไม่ประจำเส้นทาง (tramp service) เพื่อให้บริการขนส่งสินค้าเทกอง (bulk cargo) คาดการณ์จะมีปริมาณสินค้ามาใช้บริการสายเรือแห่งชาติ ร้อยละ 2 หรือ 1.2 ล้านตัน จำเป็นที่จะต้องจัดหาเรือขนาด handy max 32,000 เดดเวตตัน จำนวน 3 ลำ ให้บริการปีละ 8 รอบ กับ เรือขนาด supra max ขนาด 50,000 เดดเวตตัน จำนวน 2 ลำ ให้บริการปีละ 5 รอบ

second phase จะเป็นการให้บริการด้วยเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ (container service) ในเส้นทางเอเชียตะวันออก (จีน-ญี่ปุ่น-ฮ่องกง) อาเซียน (อินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์-เวียดนาม) และกลุ่มประเทศ BIMSTEC จากปริมาณสินค้าที่จะส่งออกจากไทย 20 ล้านตัน สินค้านำเข้า 9.1 ล้านตัน

คาดการณ์ปริมาณสินค้าที่จะมาใช้บริการเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของสายการเดินเรือแห่งชาติ ร้อยละ 2 คิดเป็นจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ 31,005 TEUs ขนาดของเรือที่จำเป็นต้องมีให้บริการจะต้องเป็นเรือคอนเทนเนอร์ขนาด 1,500 TEUs (feeder size) จำนวน 4 ลำ แต่ละลำต้องทำรอบหมุนเวียน 8 รอบต่อปี

รวมค่าซื้อเรือกว่า 10,000 ล้านบาท

สำหรับสมมติฐานการวิเคราะห์ผลตอบแทนโครงการสายการเดินเรือแห่งชาติ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เรือชายฝั่งในประเทศ (coastal) ซึ่งจะต้องเปิดให้บริการภายในปีแรกของการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติใน 3 เส้นทางที่มีความเป็นไปได้ในการลงทุน ประกอบด้วย 1) เส้นทางท่าเรือมาบตาพุด-แหลมฉบัง จะเป็นเรือ LNG 1,800 DWT ราคา 123 ล้านบาท/ลำ จำนวน 5 ลำ รวม 615 ล้านบาท กับเรือ LNG 3,000 DWT ราคา 200 ล้านบาท/ลำ จำนวน 8 ลำ รวม 1,600 ล้านบาท

2) เส้นทางท่าเรือไฟร์ซัน-ท่าเรือแหลมฉบัง เรือขนาด 120 TEUs ราคา 30 ล้านบาท/ลำ จำนวน 1 ลำ รวม 30 ล้านบาท กับเรือขนาด 189 TEUs ราคา 64 ล้านบาท/ลำ จำนวน 1 ลำ รวม 64 ล้านบาท และ 3) เส้นทางท่าเรือแหลมฉบังจะเป็นเรือขนาด 187 TEUs ราคา 50 ล้านบาท/ลำ จำนวน 5 ลำ รวม 250 ล้านบาท โดยผลการศึกษาระบุให้ใช้เป็น “เรือต่อใหม่” ต้นทุนค่าเรือจะรวมทั้งสิ้น 2,559 ล้านบาท

เรือระหว่างประเทศแบบไม่ประจำเส้นทาง (tramp) ซึ่งจะเป็นโครงการในระยะต่อไป หลังจากที่เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าด้วยเรือชายฝั่งในประเทศไปแล้ว ผลศึกษาระบุให้เป็นเรือ handy size ขนาด 32,000 DWT ราคาลำละ 980,000,000 บาท จำนวน 5 ลำ รวม 4,900 ล้านบาท และเรือระหว่างประเทศแบบประจำเส้นทาง (liner) จะขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จะเป็นเรือ feeder 1 ขนาด 25,000 DWT บรรทุก 1,800 TEUs ราคาลำละ 1,141,000,000 บาท รวม 4 ลำ รวม 4,564 ล้านบาท เท่ากับเฉพาะเรือ tramp กับเรือ feeder จะต้องใช้เงินรวม 9,464 ล้านบาท

ยังเต็มไปด้วยคำถาม

จากการสอบถามผู้เข้าร่วมสัมมนาภายหลังการนำเสนอผลการศึกษาการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ของบริษัท ทรานส์คอนซัลท์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์ สิ้นสุดลง ปรากฏยังมีคำถามถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมของการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น 1) การถือหุ้นร้อยละ 25 ของภาครัฐ ซึ่งยังไม่รู้ว่า “ใคร” จะเข้ามาถือหุ้น

เนื่องจาก พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ในมาตรา 6(3) ที่วางหลักไว้ว่า ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าเรือ มีการตีความว่า ไม่รวมถึงการประกอบกิจการสายการเดินเรือ ดังนั้นในช่วงแรกอาจจะต้องมีหน่วยงานอื่นเข้ามาถือหุ้น ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร

2) การคำนวณผลตอบแทนของโครงการ ซึ่งถือเป็นกรณีฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าระวางเรือแต่ละเส้นทาง มีการขึ้น-ลงตลอด 3) การจัดซื้อเรือเข้ามาในสายการเดินเรือแห่งชาติ จัดเป็นต้นทุนเรือที่สูงมาก ตามผลการศึกษาอาจจะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท มีความเสี่ยงสูงในการจัดซื้อเรือ หรือหาเรือมาวิ่ง

4) ความไม่ชัดเจนของนิยาม บริษัทสายการเดินเรือแห่งชาติ ที่ว่า รัฐต้องเข้าไปถือหุ้น (ร้อยละ 25) และสายการเดินเรือนี้ต้องได้สิทธิพิเศษในการขนส่งสินค้า “มากกว่า” สายเดินเรือปกติ เท่ากับสายการเดินเรือแห่งชาติมีแต้มต่อเหนือกว่า กองเรือไทย (เรือชักธงไทย) ซึ่งมีผู้ประกอบการไทยเปิดดำเนินกิจการอยู่

5) การให้บริการของสายการเดินเรือแห่งชาติที่จะเกิดขึ้น เทียบกับการให้บริการของสายการเดินเรือปัจจุบันในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ดีกว่าตรงไหน ทั้งการบริการและอัตราค่าระวางที่แข่งขันได้ 6) ความยากลำบากในการสรรหาบุคลากรที่จะมาบริหารและให้บริการสายการเดินเรือแห่งชาติ เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะต้องเผชิญในการแข่งขันกับสายการเดินเรือปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรือประจำเส้นทางระหว่างประเทศไทย ทั้งเรือ tramp และเรือ container

และ 7) ข้อเสนอในการสั่งผลิตตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต กับ 40 ฟุต เพื่อรองรับเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ประจำเส้นทางระหว่างประเทศในวงเงินลงทุนที่สูงถึง 22,106 ล้านบาท

ทำไมต้องตั้งสายเดินเรือแห่งชาติ

นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตั้งคำถามที่ว่า ทำไมรัฐบาลจะต้องมาตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ จากปัจจุบันที่มี กองเรือไทยที่ชักธงไทย อยู่แล้ว และยังมีบริษัท ไทยเดินเรือทะเล ซึ่งก็ยังประกอบกิจการอยู่ ทำไมรัฐบาลไม่สนับสนุนหรือลดปัญหาอุปสรรคในการขนส่งสินค้านำเข้า-ส่งออกของเรือไทย

“การทำสายเดินเรือไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มันต้องมีการตลาด มีเครือข่าย net work รับขนส่งสินค้า ต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเป็นจำนวนมาก ค่าระวางก็ถูกกำหนดโดย international มีขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญก็คือ เรือแข่งขันโดยเสรี เรือวิ่งไปไหนก็ได้ ถ้าไปลงทุนซื้อเรือผิดจังหวะก็จะได้เรือมาในราคาที่แพง ต้นทุนก็เพิ่มขึ้น”

ทั้งหมดเป็นแค่ผลการศึกษา ยังไม่ตอบโจทย์ในอีกหลายเรื่อง ทำไมรัฐบาลไม่ไปสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับกองเรือไทยให้เข้มแข็งขึ้น การตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ ด้วยการให้ “สิทธิพิเศษ” ในการขนสินค้ามากกว่ากองเรือไทย จะเกิดปัญหาเหมือนในอดีต (เพราะเริ่มต้นจากการได้สิทธิพิเศษ)

“ผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องยากที่สายการเดินเรือแห่งชาติ จะไปถึงการดำเนินการระยะที่ 1-2 (first-second Phase) ดังนั้นผลการศึกษาจึงกลับมาตั้งต้นในเส้นทางเดินเรือภายในประเทศจำนวน 3 เส้นทาง ที่ไม่มีสายเดินเรือของภาคเอกชนวิ่งอยู่แล้ว ปัญหาก็คือทำไมเรือเอกชนเขาไม่วิ่งเส้นทางเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งเรื่องของค่าระวาง ความคุ้มค่าเส้นทาง ที่สำคัญก็คือ ร่องน้ำบริเวณท่าเหล่านี้มันไม่ลึกพอ (ขั้นต่ำต้อง 6 เมตรขึ้นไป) เรือใหญ่เข้าไม่ได้ นี่ก็เป็นปัญหาและอุปสรรคอีก” นายภูมินทร์กล่าว

ล่าสุด นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จะมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ชุดใหม่ ซึ่งจะนำเสนอเรื่อง “สายการเดินเรือแห่งชาติ” เป็น first priority ก่อน และในไตรมาสแรกจะเสนอเรื่องนี้ไปยังกระทรวงคมนาคม

คาดว่าในปี 2566 นี้จะสามารถเห็น “รูปร่าง” ของสายการเดินเรือแห่งชาติ ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ภาครัฐถือหุ้นเท่าใด และจะมีภาคเอกชนใดเข้าร่วมบ้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...