โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘บ้านข้าวหนม’ คาเฟ่ขนมไทยหากินยาก ที่เริ่มต้นจากการกลับมาอยู่บ้านของลูกสาวนักการตลาดและแพสชันในการทำร้านขายขนมไทยจากก้นครัวของลุง ป้า น้า อา ชาวพระนครศรีอยุธยา

มนุษย์ต่างวัย

เผยแพร่ 12 พ.ย. 2565 เวลา 17.42 น. • มนุษย์ต่างวัย

สัมปันนีอบครัวเทียน ตะโก้เผือกกระทงโต ช่อผกากรองจับกลีบดอกไม้ กล้วยเชื่อมเนื้อแดงนุ่มเหนียว เปียกปูนกระทิสดโรยหน้ามะพร้าวขูด ขนมใส่ไส้ห่อใบตอง เสน่ห์จันทร์หอมหวานพอดีคำ และอีกสารพัดเมนูขนมไทยหากินยากกว่า 200 อย่าง ในร้าน ‘บ้านข้าวหนม’ ที่ถูกส่งตรงความอร่อยมาจากก้นครัวของลุง ป้า น้า อา ชาวอยุธยา เพื่อบอกกับคนที่มาเยือนว่า อยุธยาไม่ได้มีดีแค่โรตีสายไหม

วันนี้มนุษย์ต่างวัยอยากชวนไปเปิดประสบการณ์กินขนมไทยแบบฟิวชัน และพูดคุยกับ ‘ยุ้ย’ ฐาปกรณ์ สุนทรพฤกษ์ วัย 36 ปี เจ้าของร้าน ‘บ้านข้าวหนม’ คาเฟ่ขนมไทยโบราณ แห่งแรกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เริ่มต้นจากการกลับมาอยู่บ้าน และตั้งใจขายขนมไทยที่ไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่เต็มไปด้วยแพสชันและเรื่องราวความเอื้ออารี ที่ทำให้อยุธยาน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม

จุดเริ่มต้น ‘บ้านข้าวหนม’ คาเฟ่ที่ช่วยชุบชูใจทั้งคนขายและคนกิน

“มันเริ่มต้นจากการกลับมาอยู่บ้าน” ‘ ยุ้ย’ ฐาปกรณ์ สุนทรพฤกษ์ วัย 36 ปี บอกกับมนุษย์ต่างวัย

จากอยุธยามุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครและกำลังจะบินไปเรียนต่อต่างประเทศ

นี่คือเส้นทางชีวิตของยุ้ยก่อนตัดสินใจหวนคืนกลับบ้านเกิด มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะแม่ค้าขายขนมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ยุ้ยเล่าว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอก็ปักหลักทำงานด้วยตำแหน่งนักการตลาดให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ขณะนั้นก็มีความฝันว่าอยากจะบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศจึงได้เริ่มวางแผนบินไปออสเตรเลียกับเพื่อนสนิท

แต่ต่อมาเสียงโทรศัพท์จากทางบ้านก็ดังขึ้น

“แม่ไม่สบายหนัก แต่ไม่ยอมไปหาหมอ” ยุ้ยเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘กลับบ้าน’

“เราเป็นลูกสาวคนเดียว ด้วยความเป็นห่วงจึงลางานกลับไปดูแลและพาไปหาหมอ จากที่แม่บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่พอไปถึงโรงพยาบาลหมอวินิจฉัยว่าแม่เป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ต้องแอดมิตเลยทันที แถมแม่ยังมีโรคประจำตัวที่ทำให้สุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง มักมีอาการหอบเฉียบพลันบ่อยๆ จำเป็นต้องมีคนคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ทำให้ตอนนั้นเราอยู่ในจุดที่ต้องเลือก ระหว่างความฝันกับคนที่บ้าน”

แน่นอนว่าสิ่งที่ยุ้ยเลือกคือ ‘แม่’ และความฝันที่จะบินไปเรียนต่อต่างประเทศก็จำต้องพับเก็บไปโดยปริยาย

“หลังจากที่ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน แต่เรายังจำเป็นต้องมีอาชีพ จึงเริ่มจากลองไปสมัครงานประจำทำใกล้ๆ บ้าน แต่สุดท้ายความรู้สึกลึกๆ มันก็บอกกับเราว่า เราไม่ได้อยากทำงานประจำอีกแล้ว”

ในระหว่างที่ยุ้ยเริ่มเรียนรู้การดูแลผู้สูงวัยในบ้าน และปรับการใช้ชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด ความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับขนมไทยพื้นบ้านก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว

ยุ้ยเล่าว่า “สมัยเด็กๆ บ้านเราอยู่ติดกับท่าน้ำ ทุกๆ วันก่อนไปโรงเรียนจะมีคุณยายพายเรือมาขายขนมไทยที่ท่าน้ำหลังบ้านทุกวัน จำได้ไม่เคยลืมว่าในเรือของคุณยายเต็มไปด้วยขนมนานาชนิด ทั้งขนมต้ม ขนมใส่ไส้ เปียกปูน ข้าวเหนียวตัด ยังมีตะโก้เผือกกระทงโต และอีกสารพัดขนมไทยพื้นบ้านที่ใส่มาในกระบุงหาบ กระจาด และตะกร้าสาน จนเต็มลำเรือ จนถึงตอนนี้ความทรงจำในรสชาติและบรรยากาศในวัยเด็กก็ยังคงเป็นสิ่งที่เราจำได้ไม่เคยลืม ทำให้เราอยากเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างที่มีขนมไทยมาเกี่ยวข้อง”

ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปสิบปีก่อน ยุ้ยเล่าต่อว่า อยุธยายังไม่มีใครทำคาเฟ่ขนมไทย ส่วนใหญ่เป็นคาเฟ่ฝรั่ง เมื่อจังหวะกับโอกาสมาถึง เธอจึงใช้ทักษะในฐานะนักการตลาดบวกกับความชอบ วางแผนทำคาเฟ่ขนมไทยที่อยู่ในความทรงจำในวัยเด็ก โดยเธอสารภาพว่า ‘ทำไปตามความรู้สึก’ คาเฟ่ ‘บ้านข้าวหนม’ จึงยืนพื้นด้วยขนมไทยโบราณหากินยาก และมาพร้อมกับความตั้งใจที่ว่า “อยากขายขนมไทยที่มาจากก้นครัวของลุง ป้า น้า อา คนในท้องถิ่นอยุธยา”

เมื่อมีความตั้งใจ สิ่งแรกที่ยุ้ยทำคือ ลงพื้นที่ไปตามหาคนทำขนมไทยในท้องถิ่น ทั้งลุง ป้า น้า อา ชาวบ้านที่มีฝีมือในการทำขนม เธอพูดคุยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่า อยากเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้นำขนมไทยที่ทำเองมาวางขายในรูปแบบธุรกิจคาเฟ่ ซึ่งตัวยุ้ยจะรับซื้อในราคาที่มากกว่าที่พวกเขานำไปขายที่ตลาดกันเอง ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ธุรกิจที่เธอฝันว่าอยากจะทำเป็นจริง และอีกเหตุผลหนึ่งคือ อยากช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้จากการทำขนมขายเพิ่มมากขึ้น

“เพราะไม่ว่าจะตั้งแต่ในวัยเด็ก หรือตอนที่กลับมาอยู่บ้าน เราก็เห็นว่าลุง ป้า น้า อา ที่ขายขนมไทยอยู่ในตลาดทำขนมไทยสวยมาก รสชาติก็อร่อย ซึ่งกว่าจะทำออกมาได้ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ เพราะขนมไทยแต่ละชนิดต้องอาศัยทั้งความรู้เรื่องวัตถุดิบ การปรุง การปั้น พิถีพิถันกันขนาดนั้นแต่กลับขายได้ในราคาที่ต่ำ”

แต่สิ่งที่ยุ้ยคิดยังไม่มีใครเห็นภาพ และกล้าเสี่ยงไปกับเธอ

ยุ้ยเล่าว่า “เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่เธอต้องเอาตัวเข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านเพื่อให้ไว้ใจ และมองเห็นถึงความตั้งใจจริงของเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่ได้อยากทำเพราะความคิดสนุกชั่วคราว แต่อยากทำเพราะอยากทำจริงๆ

“มีคุณน้าคนหนึ่งที่เราไปตระเวนหาจนเจอว่าเขามีฝีมือในการทำขนมมงคล เช่น ทองเอก เสน่ห์จันทร์ จ่ามงกุฎ ที่หากินยาก ทุกวันเสาร์อาทิตย์เราจะไปนั่งเฝ้าที่ร้านของเขาและไปช่วยเขาขาย พร้อมกับเล่าให้เขาฟังว่าเราอยากให้เขาช่วยทำขนมส่งขายให้เรา เราจะเปิดคาเฟ่ขนมไทยที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น คนวัยทำงาน ไปจนถึงรุ่นคุณปู่คุณย่า เขาก็ถามเรากลับว่า จะทำได้จริงหรือเปล่า เขาไม่ค่อยมั่นใจว่า ขนมที่เขาทำมันจะสามารถขายได้ง่ายๆ คนกินได้ทั่วไปเหมือนขนมฝรั่ง เพราะขนมไทยมีรสหวาน ส่วนมากวัยรุ่นไม่ชอบกิน ขนมไทยบางชนิดจะมีคนสนใจกินแค่ตามงานมงคลเท่านั้นด้วยซ้ำ

“แต่เรายืนยันหนักแน่นว่าเราทำจริงๆ แต่จะขอปรับรูปแบบ เพื่อให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น อย่างทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ต้องทำเป็นคำเล็กที่เล็กลง หวานน้อยลง เราค่อยๆ แนะเขาว่าอยากได้ประมาณไหน เขาก็ค่อยๆ เปิดใจ ลองปรับเปลี่ยนให้เรา และให้เราทดลองนำไปวางขายที่ร้าน ปรากฏว่ากระแสตอบรับดี คุณน้าก็มีกำลังใจที่จะทำให้เราต่อ เราเองก็มีแรงบันดาลใจที่อยากจะต่อยอดและทำต่อไปเรื่อยๆ

“จากร้านเล็กๆ ผ่านมา 9 ปี คาเฟ่บ้านข้าวหนมเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ร้านขยายใหญ่ขึ้น มีขนมไทยมากกว่า 200 ชนิด หมนุเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน โดยขนมไทยแต่ละชนิดในร้านก็ล้วนแต่เป็นขนมจากก้นครัว ลุง ป้า น้า อา ชาวอยุธยาที่เขาไว้ใจเรา และดีใจไปกับเราที่สามารถทำค่าเฟ่ขนมไทยให้เกิดขึ้นจริง

“อย่างขนมชั้นที่วางขายในร้านก็เป็นฝีมือของคุณป้าท่านหนึ่งที่เกษียณแล้วจากงานประจำ แต่ยังอยากมีรายได้ ไม่อยากเป็นภาระของลูกหลาน เขาก็หันมาทำขนมไทยฝากเราขาย และยังมีอีกหลายๆ คน หลายครอบครัว ที่เขายึดการทำขนมไทยเป็นอาชีพ สืบทอดสูตรขนมมาจากรุ่นบรรพบุรุษ จากที่เคยบอกกับเราว่า ชีวิตเขาไม่ดีไปกว่านี้แล้ว แต่ปัจจุบันทำขนมมาส่งขายให้เรา เราก็เห็นว่าพวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีทางเลือกในการหารายได้เพิ่มมากขึ้น วันไหนขายไม่หมดก็เอามาให้เราช่วยขายไม่ต้องทิ้งให้เสียทุนที่ลงไป”

ปัจจุบัน ‘บ้านข้าวหนม เปิด’ ต้อนรับลูกค้าทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และผู้คนในท้องถิ่นมานานกว่า 9 ปี แล้ว ยุ้ยกล้าพูดได้อย่าเต็มปากเลยว่า หากย้อนเวลากลับไปในปีที่หนึ่ง ร้านนี้ถือได้ว่าเป็นร้านคาเฟ่ขนมไทยเจ้าแรกๆ แห่งเมืองอยุธยา ที่อบอวนไปด้วยความหอมหวานจากขนมไทยนานาชนิด จากฝีมือของคนอยุธยาขนานแท้

“ขนมต้มคือเมนูที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ใครแวะมาที่ร้านอยากให้ลองชิม หรือจะซื้อกลับไปเป็นของฝากให้คนที่บ้านก็ได้ ขนมของเราทำสดใหม่ทุกวัน” ยุ้ย แนะนำอย่างอารมณ์ดี

นอกจากขนมต้มที่ขายดี ยังมีขนมไทยโบราณอีกหลายชนิด เช่น ตะโก้เผือก ขนมใส่ไส้ กล้วยเชื่อม ขนมเหนียว ที่เป็นเมนูขายดี ขายหมดเกลี้ยงก่อนร้านปิดทุกวัน

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามากันแต่เช้า เพราะรู้ว่าหากมาช้ากว่านี้ขนมจะไม่มีเหลือ ตกบ่ายขนมที่ร้านก็เกลี้ยงกระจาดหมดแล้ว”

นอกจากขนมไทยโบราณหากินยากที่ส่งตรงมาจากก้นครัวของลุง ป้า น้า อา บ้านข้าวหนมยังเสิร์ฟเมนูเครื่องดื่ม ชา กาแฟ และไอศกรีม ให้กับลูกค้าได้เลือกลิ้มลองในแบบฟิวชัน ที่จะผสมผสานขนมไทยเข้าไปด้วยอย่างลงตัว

โดยแต่ละเมนู ไม่ว่าจะเป็น กาแฟบ้านข้าวหนม ชาหลงกรุง หรือไอศกรีมหลงยุค ล้วนเป็นเมนูที่ยุ้ยคิดค้นสูตรขึ้นมาเอง ให้เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน

ไม่ว่าจะเป็นเมนูกาแฟ อย่าง กาแฟลาเต้สาคูอัญชัน เมนูชา เช่น ชาอัญชันใส่สาคูใบเตย หรือเมนูไอศกรีมหลงยุค ที่เสิร์ฟไอศกรีมก้อนโต ท็อปหน้าด้วยฝอยทอง และเคียงด้วยทองม้วนแท่งอบกรอบ หวานเย็น ชื่นใจ อร่อยแบบไทยๆ ผู้ใหญ่กินได้ วัยรุ่นก็กินดี

“นึกย้อนกลับไป 9 ปี ไม่มีใครคิดภาพออก พ่อแม่ก็คิดภาพไม่ออกว่าบ้านข้าวหนมจะเป็นหนึ่งในความสำเร็จของเราได้เหมือนกัน” ยุ้ยสารภาพว่า หนึ่งในด่านที่ยากที่สุดคือครอบครัว ถึงแม้ว่าเหตุผลของการกลับมาอยู่บ้านของเธอคือ ‘แม่’ แต่ก็ไม่มีใครคิดว่า เธอจะลาออกจากการเป็นพนักงานประจำที่มีเงินเดือนมั่นคงแบบถาวร และเลือกที่จะหันหน้ามาทำธุรกิจซึ่งมีความเสี่ยงสูง ตัวยุ้ยเองก็เหมือนกัน เธอไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ในวัย 26 ปี จะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างความฝันกับคนในครอบครัว จนสิ่งที่เธอเลือกกลายมาเป็นจุดพลิกผันของชีวิตอย่างทุกวันนี้

“ตอนที่ตัดสินใจบอกว่าลูกจะไม่ทำงานประจำแล้ว อยากทำธุรกิจคาเฟ่ขนมไทย ทุกคนที่บ้านก็ไม่มีใครเห็นด้วย เล่าความฝันให้หลายๆ คนฟัง ทุกคนก็บอกขนมไทยใครจะกิน เพราะพ่อกับแม่เป็นข้าราชการ เขาเป็นห่วงกลัวว่าลูกจะไม่ประสบความสำเร็จ กลัวความไม่มั่นคงจะทำให้ลูกลำบาก

“แต่สำหรับเรามองว่าในเมื่อเลือกแล้ว เส้นทางที่เปลี่ยนไปนี้ก็อาจจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ทำให้เราสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ในวันที่พ่อบอกว่า ทำแล้วเดี๋ยวเจ๊ง เราบอกกับพ่อว่า พ่อต้องให้กำลังใจลูกนะ ทำแล้วเจ๊งค่อยมาว่ากัน ตอนนี้ของลองลงมือทำก่อน แม้ตอนแรกพ่อจะยังไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายก็ยอมให้เราเปลี่ยนโรงจอดรถของเขามาทำเป็นคาเฟ่ แถมยังช่วยดูแลเรื่องช่างให้ ส่วนแม่ที่เห็นว่าเราตั้งใจจนสามารถเปิดร้านได้ ก็เข้ามาช่วยขายขนม คุยกับลูกค้า จนกลายเป็นธุรกิจที่คนในครอบครัวเข้ามาช่วยกันทำ ทั้งพ่อแม่ คุณน้า ลูกพี่ลูกน้อง ถึงจะมีความคิดเห็นต่างกันบ้าง แต่ก็พร้อมที่จะเปิดใจและเข้าใจกัน จนมันโอเค”

หากโรตีสายไหมเป็นสิ่งที่ใครเดินทางมาอยุธยาแล้วไม่ควรพลาด ขนมไทยจากร้าน ‘บ้านข้าวหนม’ ก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้พลาดเช่นเดียวกันถ้าคุณผ่านมาแถวนี้

“ร้านขนมไทยของเราราคาไม่แพง ทุกคนกินได้ เข้าถึงได้ นะคะ รสชาติก็หวานพอดีๆ เด็กกินได้ ผู้ใหญ่ก็กินได้ค่ะ” คุณแม่ฝากบอกกับทีมงานมนุษย์ต่างวัย

“ขนมไทยบางชนิดที่ว่าหากินยากๆ แต่หากมาที่ร้านบ้านข้าวหนมรับรองได้ว่ามีให้เลือกกินและซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านแบบไม่ผิดหวัง โดยลูกค้าจะเลือกหยิบขนมมาแล้วแกะนั่งกินที่ร้าน ควบคู่ไปกับเมนูเครื่องดื่ม ชา กาแฟอื่นๆ หรือจะเดินเลือกหยิบขนมใส่กระจาดตามต้องการ เหมือนเดินเลือกซื้อของในซูปเปอร์มาเก็ตเอากลับไปกินที่บ้านก็ย่อมได้ค่ะ”

ยุ้ย ฝากข้อความทิ้งท้าย

อ่านเรื่องราวจบแล้ว หากอยากตามไปเช็กอิน ‘บ้านข้าวหนม’ ตั้งอยู่ที่ ถนนอู่ทอง ต.หอรัตนไชย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

เปิดบริการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น

โทร 09-7921-9465

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...