“ศุภณัฐ” เตือน “อนุทิน” สั่งเลิกสัญญา “อิตาเลียนไทย” ระวังโดนฟ้องกลับ
สส.พรรคประชาชน ชี้ช่องโหว่กฎหมาย อ้าง “อุบัติเหตุ” เลิกสัญญาไม่ได้ เสี่ยงโดนฟ้องกลับ แถมช่วยผู้รับเหมารอดค่าปรับงานล่าช้าเกือบพันล้าน แนะใจเย็นรอปรับเงินก่อนค่อยยกเลิก
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ล่าสุด นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เตือนสติรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญาบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) จากเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน
เตือน “อุบัติเหตุ” เลิกสัญญาไม่ได้ ระวัง “เข้าทาง” ผู้รับเหมา
อ้างอิงข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก เพจสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เปิดเผยว่า นายศุภณัฐ ระบุว่า การจะยกเลิกสัญญากับเอกชนคู่สัญญา ต้องดูระเบียบข้อกฎหมายอย่างละเอียด เพราะตามความเข้าใจของตน “อุบัติเหตุ” ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการยกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ หากรัฐดันทุรังใช้อุบัติเหตุเป็นเหตุผลหลัก อาจเปิดช่องให้ผู้รับเหมาใช้สิทธิ์ทางศาลฟ้องร้องกลับ และหน่วยงานรัฐมักจะแพ้คดีเพราะถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง
หากจะยกเลิกสัญญาให้ถูกต้อง ต้องใช้เหตุผลอื่น เช่น การจ้างช่วงผิดระเบียบ, ไม่มีวิศวกรควบคุมงาน, การทิ้งงาน หรือไม่อยู่เฝ้างาน ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดทางสัญญาที่ชัดเจนกว่า
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดที่ นายศุภณัฐ ชี้ให้เห็นคือ “การยกเลิกสัญญาตอนนี้ อาจกลายเป็นคุณแก่ผู้รับเหมา” โดยให้เหตุผลว่า หากโครงการก่อสร้างมีแนวโน้มจะล่าช้ากว่ากำหนด ปกติผู้รับเหมาจะต้องถูกปรับเงินรายวัน (เช่น วันละ 0.25%) ซึ่งในโครงการขนาดใหญ่อย่างรถไฟความเร็วสูง หากล่าช้าอาจมีค่าปรับสูงถึง 980 ล้านบาท
“…การที่ไปยกเลิกสัญญาโดยทันที เท่ากับว่าผู้รับเหมาไม่ต้องมีความล่าช้าแล้ว เพราะอยู่ในระยะเวลาของสัญญาอยู่ สัญญายังไม่หมด แต่ถามว่ารัฐสามารถเรียกร้องความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือไม่ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องประเมินว่าโครงการนี้ทำถึงไหนแล้ว และมีเนื้องานเหลืออีกเท่าไหร่ ซึ่งหากเปิดทีโออาร์ใหม่ หาผู้รับจ้างใหม่อาจทำให้โครงการล่าช้าได้ร่วมเป็นปี นานพอสมควร เพราะฉะนั้น เวลาที่เสียไปเพิ่มเติมจากการที่ยกเลิกสัญญา รัฐต้องหาช่องทางในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในเชิงเสียผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย
เมื่อถามว่า การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวแบบนั้น แบบนี้กลายเป็นการช่วงชิงทางการเมืองหรือไม่ นายศุภณัฐ กล่าวว่า ถ้ามองตามตรงเรื่องกระแสกดดันต่างๆ การตอบสนองต่อกระแส หรือการทำให้นายกรัฐมนตรีดูดี ก็คือการยกเลิกเพื่อเอาใจสังคมก่อน แต่อย่างที่ตนบอก มันมีคุณต่อผู้รับเหมาอยู่ เรื่องค่าความล่าช้า
ถ้าเป็นตนจะรอดูวิเคราะห์ก่อนว่าโครงการนี้มีโอกาสล่าช้าหรือไม่ ถ้าเกิดมีโอกาสล่าช้าสูง ตนจะทิ้งสัญญาไปอีกระยะหนึ่ง ให้เข้าสู่ช่วงการปรับผู้รับเหมาก่อน อย่างน้อยผ่านไปแค่ 40 วัน สามารถปรับผู้รับเหมาได้ร่วมพันล้านบาท และค่อยไปยกเลิกสัญญาตอนนั้นก็ยังไม่สาย…”
ย้อนรอย “อนุทิน” เดือด สั่งเชือด “อิตาเลียนไทย” เซ่นเหตุถล่มซ้ำซาก
สำหรับที่มาของประเด็นดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (15 มกราคม 2569) เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อหารือมาตรการความปลอดภัย หลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มที่ อ.สีคิ้ว และอุบัติเหตุคานปูนถล่มที่โครงการทางยกระดับพระราม 2 ในช่วงเช้าวันเดียวกัน
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุมด้วยท่าทีจริงจังว่า เหตุการณ์ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นผู้รับจ้างรายเดิมคือ “อิตาเลียนไทย” ที่เกิดเหตุร้ายแรงซ้ำถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ตึก สตง. ถล่มเมื่อปีก่อน จนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น 2 วันติดกันในพื้นที่ต่างกัน
“ผมพูดมากไปหน่อย เพราะเป็นที่เดียวในโลกที่เกิดเหตุแบบนี้สองวันซ้อน… ให้ที่ประชุมแห่งนี้เตรียมดำเนินการให้เป็นรูปธรรม มีปัญหาเรื่องสัญญา ให้อัยการแสดงความเห็นเพื่อให้เดินต่อไปได้” นายอนุทิน กล่าว
บทสรุปจากการประชุมเมื่อวานนี้ นายกฯ จึงมีคำสั่งเด็ดขาดให้ ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) และสั่งการให้กระทรวงคมนาคม ยกเลิกสัญญา กับบริษัท อิตาเลียนไทย ใน 2 โครงการที่เป็นปัญหา คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงสีคิ้ว และโครงการทางยกระดับพระราม 2 ทันที จนนำมาสู่การออกมาเตือนข้อกฎหมายจากฝั่งพรรคประชาชนในวันนี้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง