“ทักษิณ-ธรรมนัส” วางมือหรือวางหมาก?
ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” มี 22 เสียง ทำให้สมการจัดตั้งรัฐบาลชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ “อนุทิน” ยังไม่ประกาศปิดดีลอย่างเป็นทางการ แต่ตัวเลขสนับสนุน รวมพรรคเล็กกว่า 30 เสียง เบื้องต้นราว 292 เสียง และอาจขยับเป็น 298 เสียง (จากพรรคไทรวมพลัง 6เสียง) ถือว่าเพียงพอ โหวตนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาล
โดยมี “พรรคเพื่อไทย” เป็นพรรคร่วมหลักได้โควตา 4–5 กระทรวงสำคัญ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน หรือสลับตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 แทน เพื่อให้เดินหน้านโยบาย และรักษาฐานอำนาจรัฐต่อไป สัญญาณจากฝั่ง “สีน้ำเงิน” จึงสะท้อนว่าเกมจัดตั้งรัฐบาล “จบแล้ว” เหลือเพียงรอจังหวะประกาศความชัดเจนในวันที่ 8 มี.ค. ผ่านการประชุม สส. 192 เสียง ที่บุรีรัมย์
จุดที่ถูกจับตามองคือ ท่าทีของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำทางจิตวิญญาณของเพื่อไทย ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้าน ทั้งกระบวนการพิจารณาพักโทษในวันที่ 10 พ.ค.หรือไม่ ที่อยู่ในมือคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักโทษการลงโทษ, คดีมาตรา 112 ในชั้นอุทธรณ์, คดีหุ้นชินคอร์ปต้องจ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทคืนรัฐ หลังศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว
ตลอดจนคดีต่างๆของ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่ค้างคาอยู่ในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ “เพื่อไทย” แทบไม่มีพื้นที่ต่อรองสูง หากเลือกพลิกขั้วหรือเล่นเกมเสี่ยงหลังเกิดกระแสเรื่อง “สัญญาณไฟจราจร” ปล่อยออกมา
คำให้สัมภาษณ์ของ “แพทองธาร” ภายหลังเข้าเยี่ยมบิดาที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ทักษิณ เข้าไปอยู่เรือนจำมานานถึง 6 เดือนแล้วก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ” นี่จึงไม่ใช่ถ้อยคำธรรมดา
แต่สะท้อนสัญญาณถอย เพื่อไม่ให้กระทบต่อจังหวะจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้สมดุลอำนาจที่ฝั่ง “สีน้ำเงิน” ถือไพ่เหนือกว่า การ “หมอบ” วางมือในเวลานี้ จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของ “พรรคเพื่อไทย” มากกว่าเกมเสี่ยงที่จะเดินเกมเผชิญหน้า
อีกด้านหนึ่ง “พรรคกล้าธรรม” 58 เสียง กลับอยู่ในภาวะล่อแหลม แม้จะมีตัวเลขไม่น้อย แต่ความขัดแย้งช่วงเลือกตั้งเรื่องฮั้วแตก ฐานเสียงที่ทับซ้อนกันในระบบบ้านใหญ่ และภาพลักษณ์บางประการ ทำให้ “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่เร่งรับเข้าร่วมรัฐบาล สัญญาณจึงออกมาในทาง “ตัดตอน” มากกว่าดึงร่วม
แม้มีกระแสว่า “พรรคกล้าธรรม” พร้อมลดเงื่อนไข ไม่ยึดติดกระทรวงเกษตรฯ และ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค จะไม่รับตำแหน่ง แต่ก็ยังไม่เห็นการตอบรับจาก “ภูมิใจไทย” ชัดเจน หลังเจ้าตัวเดินทางกลับจากต่างประเทศ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ทางเลือกของ “กล้าธรรม” จึงมีไม่มาก หนึ่ง คือประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน เดินเกมตรวจสอบเต็มรูปแบบ หวังจังหวะพลิกขั้วในอนาคต หากมีข้อมูล หรือประเด็นที่ทำให้รัฐบาลสะดุด แม้ต้องเสี่ยงถูกดูดงูเห่าสีเขียว หรือเผชิญแรงกดดันทางคดีของคนในพรรคที่อยู่ในมือหน่วยงานรัฐ และองค์กรอิสระ
สอง คือยกมือโหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯไปก่อน เพื่อแสดงท่าทีความจริงใจ พร้อมสวมบท “นางเอกที่น่าสงสาร” ไว้ขอเจรจาเข้าร่วมครม.โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ หรือรอจังหวะปรับ ครม. ในภายหลัง
นี่คือฉากทัศน์การเมือง ที่เครือข่ายสีน้ำเงินคุมทิศทางประเทศ ในสภาวะที่บีบให้ “ทักษิณต้องวางมือ” ต่อลมหายใจให้ “พรรคเพื่อไทย” ขณะที่ “พรรคกล้าธรรม” กำลังเผชิญทางแยกสำคัญว่าจะอยู่รอด หรือถูกตัดตอนในที่สุด.