อิหร่านจ่อเผชิญสุญญากาศทางอำนาจหลังสิ้น “คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุด
ทั่วโลกจับตาอิหร่านหลังการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี วัย 86 ปี จากปฏิบัติการร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอล ปูทางสู่ความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐอิสลามที่ยืนยงมากว่า 40 ปี กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญว่าใครจะขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทนและระบอบเทวาธิปไตยจะยังคงอยู่ได้ต่อไปหรือไม่
จะเกิดอะไรขึ้นหลัง “คาเมเนอี” เสียชีวิต
การปิดฉากบทที่สำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอิหร่านมาพร้อมกับความไม่แน่นอนว่าใครคือผู้ที่ถูกวางตัวให้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุด วัย 86 ปีที่เสียชีวิตในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ “Operation Epic Fury” ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในอิหร่านหลังจากนี้
ความกลัวที่เพิ่มขึ้นต่อสภาวะสุญญากาศทางผู้นำในอิหร่าน
การตัดสินใจของอิหร่านที่ยอมรับว่า “อายะตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของประเทศ ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการส่งสัญญาณการเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ที่ทั้งเปราะบางและอันตรายอย่างยิ่งสำหรับประเทศ
ความกังวลเร่งด่วนของทางการคือ การยอมรับว่า “คาเมเนอี” ถึงแก่กรรมแล้ว เนื่องจากปลุกเร้าให้ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเกิดความฮึกเหิมและออกมาชุมนุมตามท้องถนนอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการซ้ำรอยการประท้วงครั้งใหญ่ที่เคยสั่นคลอนระบอบการปกครองมาแล้ว เมื่อเดือนมกราคม
สื่อสังคมออนไลน์ต่างเต็มไปด้วยคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นฝูงชนเต้นรำตามท้องถนนในเมืองต่าง ๆ ของอิหร่านเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด แม้ว่าวิดีโอบางส่วนอาจไม่ควรถูกนำมาพิจารณาเป็นจริงเป็นจังนัก แต่กระนั้นอันตรายต่อระบอบการปกครองก็ยังคงมีอยู่จริง
นอกเหนือจากการพยายามปกป้องภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งไร้เทียมทานแล้ว ทางการอิหร่านยังดูเหมือนกำลังเผชิญกับอุปสรรคในทางปฏิบัติที่สำคัญมากในการกำหนดตัวผู้สืบทอดอำนาจทางการเมือง
สิ่งที่น่าสังเกตคือนับจนถึงขณะนี้ รัฐบาลอิหร่านยังมิได้กล่าวถึงชะตากรรมของ “โมจตาบา คาเมเนอี” (Mojtaba Khamenei) บุตรชายของผู้นำสูงสุดและผู้ที่ถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมือง มีข้อมูลว่าอิสราเอลพุ่งเป้าโจมตีเช่นกัน และแหล่งข่าวอิสราเอลเชื่อว่าถูกสังหารแล้ว แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการออกมาก็ตาม
มาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญอิหร่าน ระบุว่า หากผู้นำสูงสุดถึงแก่อสัญกรรม อำนาจของผู้นำจะถูกโอนไปให้กับ "สภาเปลี่ยนผ่าน" (Transition Council) ที่ประกอบด้วยบุคคล 3 คน ได้แก่ ประธานาธิบดี ประมุขฝ่ายตุลาการ และนักบวชจากสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ซึ่งเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักบวชและนักกฎหมายที่มีหน้าที่กลั่นกรองและตรวจสอบกฎหมาย เป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือทั้งประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านและ “โกห์ลาม ฮอสเซล โมห์เซนี เอเจอี (Gholam-Hossein Mohseni Ejei) ประมุขฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นบุคคล 2 ใน 3 ที่จะต้องใช้อำนาจร่วมกันแทนผู้นำสูงสุด ต่างก็ถูกอิสราเอลโจมตีเช่นกัน และจนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม
รายงานจากเตหะรานระบุว่า รองประธานาธิบดีโมฮัมหมัด เรซา อาเรฟ (Mohammad Reza Aref) กำลังเตรียมเข้ารับอำนาจ ท่ามกลางสิ่งที่แหล่งข่าวทางการอิหร่านบางแห่งเรียกว่า “สุญญากาศทางผู้นำ” เนื่องจากข่าวการเตรียมตัวดังกล่าวอาจเป็นนัยว่าประธานาธิบดีเปเซชเคียนอาจตกเป็นเหยื่อจากการโจมตีของอิสราเอลจริง
ความซับซ้อนของระบบการปกครองอิหร่าน ลักษณะอุดมการณ์ของฐานสนับสนุน และอำนาจของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ทำให้ยากอย่างยิ่งที่จะคาดการณ์ว่าก้าวต่อไปจะเป็นเช่นไร
ต่อไปนี้คือคำอธิบายว่า ระบบดังกล่าวถูกออกแบบให้ทำงานอย่างไร ผู้นำสูงสุดคนใหม่อาจถูกเลือกอย่างไร และการโจมตีอิหร่านอาจเปลี่ยนสมการทางการเมืองไปอย่างไรบ้าง
ใครอาจเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด?
ตามหลักการ “วิลายัต-เอ ฟากีฮ์” (Vilayat-e Faqih) หรือการปกครองโดยหลักนิติศาสตร์อิสลาม ระบุว่า ผู้นำสูงสุดต้องเป็นนักบวช โดยทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า จนกว่าท่านอิหม่ามคนที่ 12 แห่งนิกายชีอะห์ ซึ่งหายสาบสูญไปตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 จะกลับมา อำนาจทางโลกควรถือครองโดยนักบวชผู้ทรงศีล
ภายใต้การนำของคาเมเนอีและ “อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี” (Ayatollah Ruhollah Khomeini) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม ผู้นำสูงสุดมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดในทุกกิจการของรัฐ แต่ระบบนี้ไม่เคยเผชิญกับความท้าทายลักษณะนี้มาก่อน
ที่ผ่านมา “คาเมเนอี” วัย 86 ปี มักใช้อิทธิพลผ่านที่ปรึกษาใกล้ชิด แต่ภายหลังการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าบุคคลระดับสูงเหล่านั้นรอดชีวิตอยู่มากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ คาเมเนอี ยังไม่เคยประกาศผู้สืบทอดอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน และยังไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาแทนที่หลังการเสียชีวิตได้รับการยืนยัน
แม้บุตรชายจะถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้แต่ชะตากรรมก็ยังไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับ “ฮัสซัน โคมัยนี” (Hassan Khomeini) หลานชายของผู้ก่อตั้งประเทศ รวมถึง นักบวชอาวุโสคนอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีบุคคลใดที่เหลืออยู่จะมีบารมีและอิทธิพลเทียบเท่ากับ “คาเมเนอี” และผู้สืบทอดอาจเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าควบคุมกลุ่มอำนาจสำคัญ เช่น กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หรือสภานักบวชระดับสูง
ระบอบเทวาธิปไตยของอิหร่านจะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่?
ชนชั้นนำฝ่ายนักบวชของอิหร่านควบคุมองค์กรทรงอำนาจหลายแห่งที่ขยายอิทธิพลไปทั่วระบบการเมือง รวมถึง สภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ที่ประกอบด้วยอยาตอลเลาะห์อาวุโสที่มาจากการเลือกตั้งทุก 8 ปี เป็นองค์กรที่มีหน้าที่แต่งตั้งผู้นำสูงสุด รัฐธรรมนูญยังให้อำนาจสภานี้ในการตั้งคำถามหรือแม้แต่ถอดถอนผู้นำได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินการเช่นนั้น
ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจอาจถูกกำหนดโดยบุคคลระดับสูงสุดในสาธารณรัฐอิสลาม แล้วจึงให้สภาลงนามรับรอง แต่เมื่อผู้นำระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว จึงไม่ชัดเจนว่าใครจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจชี้ขาดนี้
สภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ซึ่งสมาชิกกึ่งหนึ่งแต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุดและอีกกึ่งหนึ่งโดยประมุขฝ่ายตุลาการ มีอำนาจยับยั้งกฎหมายจากรัฐสภา และตัดสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกลไกที่เคยถูกใช้เพื่อสกัดกั้นผู้วิพากษ์วิจารณ์คาเมเนอีมาแล้ว
อิหร่านใช้กฎหมายชารีอะฮ์ กฎหมายอิสลามตามการตีความแบบนิกายชีอะห์ และผู้พิพากษาเป็นนักบวชภายใต้ประมุขฝ่ายตุลาการที่แต่งตั้งโดยผู้นำสูงสุด
“โกห์ลาม ฮอสเซล โมห์เซนี เอเจอี” (Gholam-Hossein Mohseni Ejei) ประมุขฝ่ายตุลาการคนปัจจุบัน เคยถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรจากการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงในปี 2009 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีข่าวกรอง
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านจะมีบทบาทอย่างไร?
ต่างจากกองทัพทั่วไปที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดเพียงผู้เดียว
ขณะที่มีรายงานว่า โมฮัมเมด ปักปูร์ (Mohammed Pakpour) ผู้บัญชาการ IRGC เสียชีวิตแล้ว
IRGC ก่อตั้งขึ้นหลังการปฏิวัติได้ไม่นาน โดยบทบาทในการปกป้องระบบอิสลามขยายตัวอย่างมากในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อปี 1980-88 และปัจจุบันเป็นกำลังรบที่เข้มแข็งและติดอาวุธที่ดีที่สุดของกองทัพอิหร่าน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองกำลังดังกล่าวขยายอิทธิพลเข้าสู่โลกการเมืองและธุรกิจ จนมีอำนาจมหาศาลทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่กองกำลังคุดส์ (Quds Force) หน่วยรบพิเศษของ IRGC เป็นหัวหอกในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของอิหร่าน ที่สนับสนุนกลุ่มชีอะห์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในเลบานอนและอิรัก
นอกจากนี้ยังมีกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ (Basij) กองกำลังกึ่งทหารภายใต้ IRGC ที่มักถูกใช้ปราบปรามการประท้วงภายในประเทศ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับผลกระทบหนักจากการลอบสังหาร “คาเซ็ม สุเลมานี” (Qassem Soleimani) โดยสหรัฐฯ ในอิรัก เมื่อปี 2020 และการที่อิสราเอลโจมตีถล่มกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเมื่อปี 2024
นอกจากนี้ การโจมตีของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปที่ผู้บัญชาการระดับสูงของ IRGC อย่างแม่นยำ ยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการแทรกซึมของหน่วยข่าวกรองตะวันตกในระดับบนขององค์กร
อย่างไรก็ตาม กองกำลังนี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสาธารณรัฐอิสลามต่อไป
ทำไมอิหร่านจึงยังมีการเลือกตั้ง?
ประชาชนชาวอิหร่านเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาในวาระ 4 ปี โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐบาลเพื่อบริหารนโยบายประจำวันภายใต้กรอบที่ผู้นำสูงสุดกำหนด
ในช่วงปีแรก ๆ ของสาธารณรัฐอิสลาม การเลือกตั้งได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก แต่ข้อจำกัดของสภาผู้พิทักษ์ต่อผู้สมัคร ทำให้ได้ผลการเลือกตั้งที่น่ากังขาในปี 2009 และอำนาจเบ็ดเสร็จขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองผ่านคูหาเลือกตั้งไปมาก
ที่มา: The Straits Times & Reuters
ข่าวที่เกี่ยวข้อง