“เฟิร์น” ควงทนายบุก กกต.ชลบุรี ขอเอกสารสำคัญเพื่อเอาผิด กกต. หลัง พบพิรุธเลือกตั้งชลบุรี
“เฟิร์น” ควงทนายบุก กกต.ชลบุรี ขอเอกสารสำคัญเพื่อเอาผิด กกต. หลัง พบพิรุธเลือกตั้งชลบุรี ยัน ไม่ได้เลี่ยงสืบสวน แต่ขอแจ้งความกลับก่อน ลั่นไม่ปกติไฟล์กล้องวงปิดหายวันที่ 9 ก.พ. 69 โอดเป็นหลักฐานสำคัญ หวัง กกต. ไม่ปัดตก
วันที่ 13 ก.พ. 69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นางสาวคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางพา นางสาวกนกวัลย์ สร้อยสม หรือเฟิร์น หนึ่งในตัวแทนภาคประชาชนมายื่นเรื่องของเอกสารจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชลบุรี เพื่อขอเอกสารใบคะแนน สส5/18
นางสาวคุ้มเกล้า เผยว่า นางสาวกนกวัลย์ ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน จ.ชลบุรี เขต 1 ที่ได้แสดงออกในฐานะพลเมืองในการเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง รวมถึงเป็นตัวแทนของผู้ต้องหา ที่ถูก กกต. และประชาชนบางส่วนไปแจ้งความดำเนินคดี โดยวันนี้เดินทางมาขอแบบรายงานผลการเลือกตั้ง ของ จ.ชลบุรี เขต 1 รวมถึง สส5/18 แบบขีดคะแนนรวมทั้งหมดเพื่อใช้ประกอบเป็นพยานหลักฐาน ในการแจ้งความดำเนินคดีกับทางกกต. และพยานหลักฐานที่จะใช้ต่อสู้ปกป้องสิทธิของตัวเองที่ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งความดำเนินคดี
นางสาวคุ้มเกล้า กล่าวต่อว่า ผลการนับคะแนนครั้งนี้เป็นหน้าที่ของกกต.ที่ต้องเผยแพร่อยู่แล้ว ผ่านทางเว็บไซต์ และปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการอัปโหลดขึ้นระบบ จึงเป็นที่มาของการมายื่นในครั้งนี้เพื่อให้ กกต.ทำหน้าที่ของตัวเอง
นางสาวกนกวัลย์ เปิดเผยถึงความรู้สึกที่ถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีทั้งๆที่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่เรียกร้องสิทธิ ว่า ตนไม่ได้กังวลใจอะไร เพราะมีทีมคอยดูแล ในส่วนของข้อกล่าวหาตนมองว่ามันไม่ได้มีข้อเท็จจริง และในการแจ้งข้อกล่าวหาต่างๆก็ไม่มีการยื่นพยานหลักฐาน จากนี้ก็จะต่อสู้ด้วยเท็จจริงและตามกฎหมายหมายต่อไป
ส่วนในเรื่องของกล้องวงจรปิด ที่พบว่าข้อมูลหายไปวันสำคัญคือช่วงวันที่ 9 ก.พ. 69 นั้น นางสาวกนกวัลย์ กล่าวว่า แน่นอนว่ามันมีข้อสังเกตอยู่แล้ว จึง ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมหายไปแค่วันเดียวคือวันที่ 8 ก.พ. 69 แต่วันก่อนหน้าและหลังจากนั้นยังอยู่ครบข้อมูลยังอยู่ครบ ทำไมถึงหายในวันสำคัญที่มาใช้สถานที่
นางสาวกนกวัลย์ เปิดเผยต่อว่า เบื้องต้นข้อกล่าวหามีการกล่าวว่าตนขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่และไปยุ่งเกี่ยวกับเอกสาร ส่งผลให้เอกสารเสียหาย ซึ่งถ้าหากมีกล้องในวันที่ 8ก.พ. จะทำให้เห็นชัดเจนว่ามันมีเอกสารอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว และยืนยันว่าตนไม่ได้ไปแตะต้องกับเอกสาร แต่มันอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วในกองขยะ หรือกองเอกสารที่ กกต.แถลง หากมีกล้องจะมีการยืนยันความบริสุทธิ์และข้อเท็จจริงของตนได้ดี
ขณะที่กองเอกสารดังกล่าวประชาชนมาพบเห็น ไม่ใช่ตัวของตน เพราะในเหตุการณ์มีประชาชนหลายคน และจริงๆเอกสารไม่ได้เจอแค่จุดเดียวเพราะเจอหลายจุด ซึ่งยืนยันว่าตนไม่ได้หยิบหลักฐานมา และถึงแม้ว่าการที่ประชาชนไปหยิบเอกสารไปหยิบเอกสารขึ้นมาโชว์ ก็ไม่ได้เป็นการไปหยิบจากหีบมาอยู่ดี ทั้งที่เอกสารชุดนี้ควรจะอยู่ในหีบ
เมื่อถามว่าหากภาพในกล้องวงจรปิดไม่สามารถกู้ได้จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป นางสาวกนกวัลย์ กล่าวว่า ตอนนี้แค่มีข่าวออกไปว่าไฟล์กล้องวงจรปิดหายไป ก็ทำให้เห็นใน ว่ามีการกระทำบางอย่างที่ทำให้ไฟล์กล้องวงจรปิดหายไป รวมถึงเป็นข้อพิรุธอย่างหนึ่งที่ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงหายไปเฉพาะวันนั้น อีกทั้งยังเป็นหลักฐาน ที่ดีในการใช้ต่อสู้ของตัวเองนอกเหนือจากคลิปไลฟ์สด เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ของทางราชการติดตั้งไว้จริงๆ ไม่ใช่ภาคประชาชนเป็นคนติดตั้ง จึงคาดหวังว่า กกต.ไม่ปัดจบหลักฐานชิ้นนี้เหมือนการแถลงข่าวครั้งล่าสุด
นางสาวคุ้มเกล้า กล่าวเสริมว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดจะไม่ถูกดัดแปลงหรือตัดต่อ จึงทำให้มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูง มากกว่าพยานบุคคล ซึ่งภาพวันที่ 9 ก.พ. เป็นภาพที่สำคัญเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของนางสาวกนกวัลย์ รวมถึงคนอื่นๆว่าไม่ได้มีการไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ และยังได้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่กกต.อีกด้วย ส่วนเมื่อวานนี้(12 ก.พ. 69) ที่ทางทีมทนายไปยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงและแจ้งความในส่วนนั้นได้ลงบันทึกประจำวันไว้ด้วยว่าขอให้ทำการรวบรวมพยานหลักฐาน อาทิ ภาพจากกล้องวงจรปิดในสนามแบดมินตันทั้งหมด ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือเซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดดิสก์ หากพบว่าหายยังไงก็ต้องทำหน้าที่ดึงมาทั้งหมดเพื่อนำมาตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงว่าทำไมวันที่ 9 ก.พ. หายไป จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจ ที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานไม่ใช่แค่เพื่อพิสูจน์ความผิดของประชาชนอย่างเดียว
นางสาวกนกวัลย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการดูกล้องวงจรปิด จึงไม่สามารถให้คำตอบได้ชัดเจนว่าเหตุใดทำไมภาพวันที่ 9 ก.พ. หายไป ต้องรอตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการนำช่างเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเข้ามาตรวจสอบ ว่าภาพหายไปจากสาเหตุอะไร
อย่างไรก็ตามตนขอแก้ข่าว ที่อาจจะมีข่าวออกไปว่าที่ตนเดินทางไปที่สภ. เมืองชลบุรีที่บอกว่าเราไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่สอบสวนซึ่งจริงๆไม่ใช่แบบนั้น เรายินดีให้สอบสวนแต่เวลาในขณะนั้นมันน้อยทางด้านของทนายเลยให้คำปรึกษาว่าขอเราแจ้งดำเนินคดีกับในส่วนของการแจ้งความเท็จก่อน และ ผู้ทางผู้ถูกกล่าวหาจะนัดวันที่สะดวกมาให้ปากคำอีกครั้ง
ด้านนางสาวกนกวัลย์ ชี้แจงถึงกรณีการดำเนินการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยระบุว่ายืนยันให้ความร่วมมือ แต่ต้องรักษาสิทธิ์
นางสาวกนกวัลย์ ระบุต่อว่า สาเหตุที่ไม่ได้เข้าให้ข้อมูลในทันทีในช่วงแรก เนื่องจากต้องการไปดำเนินการแจ้งความกลับ ซึ่งใช้เวลาไม่นาน และได้แจ้งเจตจำนงไว้แล้วว่าจะกลับมาให้ข้อมูลอย่างแน่นอน ตนยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ให้ความร่วมมือ หรือขัดขวางกระบวนการสืบสวนสอบสวนแต่อย่างใด
สำหรับการเข้าชี้แจงต่อ กกต.ประตำจังหวัดชลบุรี นางสาวกนกวัลย์ได้นำหลักฐานที่รวบรวมจากภาคประชาชนมายื่นประกอบ รวมคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เขตอ่างศิลา โดยระบุว่าเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับแต่เจ้าหน้าที่ยังคงนับคะแนนต่อไปจนประชาชนในพื้นที่ต้องนำรถยนต์มาจอดเปิดไฟฉายเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้
ทั้งนี้นางสาวกนกวัลย์ยังได้แย้งข้อมูลที่เจ้าหน้าที่กล่าวอ้างว่าตนส่งคลิปไฟดับจากนนทบุรี โดยยืนยันว่าตนส่งเพียงคลิปที่อ่างศิลาเท่านั้น และข้อมูลที่เจ้าหน้าที่พูดมีความขัดแย้งกับสิ่งที่ยื่นไป
นางสาวกนกวัลย์เล่าต่อว่า ในระหว่างที่รอการดำเนินเอกสารเพื่อขอตรวจสอบหีบบัตร ตนและประชาชนได้พบความผิดปกติซึ่งหน้า เช่นสายรัด (Cable tie) ไม่ได้ถูกรัดไว้
เมื่อสอบถามไปยังผู้ใหญ่ในพื้นที่ซึ่งอยู่ ขณะนั้นรวม 3 คนกลับได้รับคำตอบเพียงว่าเทปกาวหมด หรือสายรัดหมด โดยไม่มีคำชี้แจงอื่นเพิ่มเติมที่สามารถสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนที่ตั้งข้อสงสัยได้
อย่างไรก็ตามข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่นำมามอบให้ กกต. นั้น เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนช่วยกันรวบรวมมาให้ ทั้งในรูปแบบภาพถ่ายและวิดีโอ แม้บางจุดจะไม่ได้ระบุเขตหรือหน่วยที่ชัดเจน แต่ตนก็ได้แจ้งเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริงที่ได้รับมาทั้งหมดเพื่อขอให้มีการตรวจสอบความโปร่งใส