ถึงจะกาคนละพรรคการเมืองกับ ‘เพื่อน’ หยิกหลังกันบ้างบางเวลา แต่เรายังรักกันดีได้ ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเพราะ ‘เห็นต่าง’ เสมอไป ว่าด้วยการบาลานซ์เรื่องการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เฮลตี้
เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายสำหรับ‘เลือกตั้ง 2569’ ที่จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้แล้ว และจะเลือกตั้งวันจริงพร้อมลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งประชาชนชาวไทยจะออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงที่เป็น ‘หน้าที่’ ตามรัฐธรรมนูญ โดยขอย้ำกันอีกครั้งว่าเราจะต้องกาบัตร 3 ใบ 3 สี ได้แก่
1. บัตรสีเขียว คือบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 2. บัตรสีชมพู คือบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรคการเมือง) และ 3. บัตรสีเหลือง คือบัตรออกเสียงประชามติ ฉะนั้นนี่จะเป็นวันสำคัญที่ประชาชนจะได้ ‘เลือก’ คนเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สส.ที่จะทำงานในสภา และการออกความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยึดโยงกับเสียงประชาชนมากขึ้น (สำหรับคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือนอกเขตเอาไว้ ก็จะต้องกาบัตรสีเขียวและชมพูในวันที่ 1 และต้องออกไปในเขตที่ลงทะเบียนไว้เพื่อกาบัตรสีเหลืองกันอีกรอบในวันที่ 8)
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาเท่าไหร่ บรรยากาศของประชาชนที่ถกเถียงกันเรื่องการเมืองก็ยิ่งเข้มข้นมากเท่านั้น ซึ่งในแง่หนึ่งก็นับเป็นภาพที่ดีที่คนไทยให้ความสนใจการเมืองกันค่อนข้างมาก เพราะการเมืองล้วนกระทบกับการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแยกจากกันไม่ได้ แต่ก็ต้องว่ากันตามตรงว่าในการถกเถียงทางการเมือง บางครั้งนอกจากการใช้เหตุผลคุยกัน มันก็ตามมาด้วยการใช้อารมณ์ จนเกิดการ ‘ตีกัน’ ของผู้คนที่เชื่อคนละแบบ ชอบคนละสี เลือกคนละพรรค จนบางคนก็เผลอกีดกันอีกฝ่ายให้ ‘เป็นอื่น’ ว่า “ไม่มีหัวคิด” หรือ “เลือกไปได้อย่างไร” หรือ “ทำไมเธอไม่เชื่อแบบเดียวกับฉัน” ทั้งๆ ที่ตามหลักประชาธิปไตยแล้ว ทุกคนก็มีสิทธิ์เลือกผู้แทนที่ตัวเองอยากเลือกกันทั้งนั้น
และเมื่อเรื่องการเมืองทำให้บางคนทะเลาะกันได้ จนถึงมีคนที่ยืนยันว่าไม่อาจสามารถเป็น ‘เพื่อน’ กับคนที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน แต่อีกด้านก็มีคนส่วนหนึ่งที่สามารถ ‘แยกแยะ’ ได้ว่าอะไรคือเรื่องส่วนตัว อะไรคือเรื่องการเมือง เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเพื่อนยังไปต่อได้ เพราะถึงจะกากันคนละพรรคการเมืองกับเพื่อน มีหยิกหลังกันบ้างบางเวลาตอนถกเถียงกันเรื่องนโยบายหรือประเด็นต่างๆ แต่เราก็ยังสามารถรักกันดีได้ ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเพราะ ‘เห็นต่าง’ เสมอไป เพราะหากเขาคนนั้นเป็นอีกหนึ่งเพื่อนรักหรือเพื่อนสนิทที่ ‘ดี’ คนหนึ่ง เราจะอยากเสียเพื่อนที่ดีคนนั้นไป เพราะกาคนละพรรคกับเราเท่านั้นจริงหรือเปล่า? ฉะนั้นแล้ว บางคนจึงมีวิธีการการบาลานซ์เรื่องการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เฮลตี้ในแบบของตัวเอง
“ความแตกต่างและความเห็นต่างเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต่อประชาธิปไตยที่เจริญก้าวหน้า” Richard Weissbourd อาจารย์อาวุโสและผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท Human Development and Psychology ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว และเสริมว่า “เราจำเป็นต้องมีความเห็นไม่ตรงกันในประเด็นต่างๆ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากมุมที่แตกต่างกัน”
ลองจินตนาการโลกที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมด โลกนั้นก็อาจไม่มีความเปลี่ยนแปลง เพราะความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างบนโลกนี้ มันก็เริ่มจากความเห็นที่แตกต่างกันทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือเราต้อง ‘ยอมรับ’ ว่ามุมมองที่แตกต่างนั้นมีอยู่จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้นบนพื้นฐานการ ‘เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ และ ‘ไม่ลดทอนคุณค่าของใคร’ ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่คนในสังคม หรือคนบนโลกอินเทอร์เน็ตที่จะคิดต่างกัน แต่แม้แต่คนใกล้ตัวอย่างครอบครัว แฟน หรือเพื่อน ก็คิดต่างกันได้
หากพูดในมุมของมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่บางคนก็ไม่อาจตัดกันได้ง่ายๆ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่รู้จักกันตามโลกอินเทอร์เน็ต ที่เถียงกันจบก็เป็นคนไม่รู้จักกันอยู่ดี ยิ่งหากนั่นเป็นเพื่อนรักของเราก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องตัดขาดกันแค่เพราะคิดไม่ตรงกันในบางประเด็น เมื่อเรื่องอื่นๆ นอกเหนือการเมือง เขาเป็นคนที่ห่วงใยและน่ารักกับเราเสมอ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรื่องการเมืองไม่ทำร้ายความสัมพันธ์จนเกินไป เราจึงต้องเริ่มจากการยอมรับความเห็นต่าง และหลีกเลี่ยงความคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะต้อง ‘คิดเหมือนเรา’ เสมอไป เพราะส่วนมากแล้ว ถ้าเราคาดหวังให้เขาเข้าใจเราทุกอย่าง เราก็จะรู้สึกผิดหวังไปเอง เมื่อมันไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคิด
“การเมืองกลายเป็นพาร์ทใหญ่ๆ ของตัวตนของผู้คนไปแล้ว ดังนั้นบางคนอาจรู้สึกว่าอัตลักษณ์ตัวตนของตัวเองถูกคุกคามเมื่อมีการถกเถียงกับคนที่คิดต่างออกไป หรือคิดในมุมที่เรารู้สึกเป็นอันตรายหรือเป็นความเชื่อผิดๆ” Ciaran O’Connor จาก Braver Angels องค์กรที่มุ่งลดความแตกแยกทางการเมืองกล่าว จึงไม่แปลกเลยถ้าการเถียงกันไปมาระหว่างเพื่อนจะส่งผลให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนได้
สำหรับบางคนที่คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องพูดได้ และยังอยากคุยเรื่องการเมืองกับเพื่อนได้อยู่ การแบ่งเส้นให้ชัดว่าคุยการเมืองได้แค่ไหนจึงอาจเป็นอีกวิธีที่ช่วยได้ เราอาจจะเริ่มจากการคุยถึงประเด็นที่มองเห็นร่วมกันก่อน เช่น เราอาจมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากเห็นประเทศ ‘เจริญขึ้น’ อยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือเราจะตัดสินใจ “กาเห็นชอบประชามติ” เหมือนกัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการปลดล็อกความเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญ แบบนั้น แม้ว่าเราจะเลือกคนละพรรค มีความชอบเรื่องนโยบายที่ต่างกัน มีประเด็นที่อยากผลักดันต่างกัน แต่สิ่งที่อยากเห็นคือประเทศไปข้างหน้าเหมือนกัน เราก็อาจจะคุยกันได้ว่าเราเห็นด้วยกับเรื่องอะไรที่ “ตรงกัน” บ้าง แล้วพูดคุยถึงตรงนั้นเป็นหลัก บางทีเราอาจเห็นถึงมุมมองความคิดของเพื่อน และนโยบายของพรรคอื่นๆ ที่ตอบโจทย์สิ่งที่เราเชื่อในประเด็นนั้นๆ จากนั้นถ้าอยากเจาะลึกเหตุผลว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกพรรคนั้น หรือนโยบายไหนของพรรคนั้นที่ทำให้เลือก ก็ให้ค่อยๆ ถามโดยไม่ตัดสิน สิ่งนี้คือการพยายามเข้าใจค่านิยมและอาจเป็นการเข้าใจ ‘ประสบการณ์’ ของอีกฝ่ายได้ด้วยว่าอะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น เชื่อแบบนั้น ไปจนถึงมองภาพกว้างขึ้นว่า บางทีเราก็อาจพลาดการขับเคลื่อนบางประเด็นที่เราเคยมองข้ามไปก็ได้
การคุยการเมืองในมุมมองที่ช่วยกันระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิด เพื่อการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในสังคม มากกว่าการมาคุยกันแบบที่ต้องมีใครแพ้-ชนะ นั่นอาจเฮลตี้ได้มากกว่า และเมื่อเราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น รับฟังแทนที่จะตัดสินไปก่อน แม้สุดท้ายเราอาจจะยังไม่ได้เชื่อตามเขาทั้งหมด แต่สิ่งที่ตามมาคือการเคารพความเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือกระทั่งสมมติว่าเราคิดว่าเราและเพื่อนไม่มีจุดไหนที่เห็นตรงกันเลย ขั้วตรงข้ามกันสุดๆ Tasha Seiter นักบำบัดด้านการแต่งงานและครอบครัว แชร์ลงเว็บไซต์ Psychology Today ไว้อย่างน่าสนใจและดูจะจริงมากเลยทีเดียว เธอกล่าวว่า “เราต่างยึดมั่นในความเชื่อของเรา และยิ่งเราเผชิญกับอะไรที่ค้านจากสิ่งที่เชื่อมากเท่าไหร่ เรายิ่งต่อต้านมากเท่านั้น และความเชื่อของเรามันก็จะยิ่งสตรองขึ้นไปอีก” เธอเปรียบการคุยเรื่องการเมืองเป็นการสวมนวมต่อสู้กันไปมา โดยมีคำว่า “แต่” โผล่ขึ้นมาทุกครั้งที่อีกฝ่ายพูดสิ่งต่างๆ
คำแนะนำของ Tasha จึงเป็นการ “อย่าพยายามเปลี่ยนความเชื่อทางเมืองของเขาขนาดนั้น” ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มบทสนทนา เพราะแต่ละคนนั้นมีความคิดและการจัดลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งเธอยกตัวอย่างวิธีตาม Gottman Method Couples Therapy ที่แสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย เช่น การตั้งคำถามให้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ในเชิงอยากรู้ความคิดเห็น แทนที่จะรีบตั้งรับหรือแย้งเลยทันที ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากเวลาคุยกันเรื่องการเมือง สิ่งนี้เป็นการแสดงความเปิดกว้าง และกำลังสื่อว่าเราเคารพอีกฝ่ายอยู่ ที่เมื่อเกิดการเคารพกัน มันก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เราได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน และอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เราอาจจะได้เห็นความต้องการ หรือค่านิยมบางอย่างที่ตรงกันได้มากกว่าที่คิดก็ได้ เพียงแต่มีแนวคิดที่ไปถึงตรงนั้นที่แตกต่างกัน เพราะหลายครั้งบางคนก็มักจะคิดไปก่อนว่าอีกฝ่ายมักจะบ้ง หรือเป็นฝั่งตรงข้าม ทั้งๆ ที่เราอาจจะยังไม่ได้ฟังกันจริงๆ เลย
และท้ายที่สุด หากคุยไปสักพักแล้วคุณสังเกตได้ว่าอารมณ์ของแต่ละฝ่ายเริ่มมาคุ และกำลังไปถึงเส้นที่เราหรือเขารู้สึกว่า “ไม่ไหว” การพักยก ก็เป็นอะไรที่ดีที่สุด และดีกว่าฝืนคุยกันต่อจนเกิดการทะเลาะ บางคนอาจจะขอหยุดและบอกว่าค่อยคุยเรื่องนี้กันภายหลัง หรือบอกตรงๆ เลยว่า เริ่มปวดหัวแล้ว คุยเรื่องอื่นแทนกันดีไหม เพราะการสำรวจทั้งความรู้สึกของทั้งตัวเองและอีกฝั่งเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอในความสัมพันธ์ เนื่องจากต้องบอกว่าบางคนก็มีเรื่องอ่อนไหวที่แตกต่างกัน เวลาถกเถียงกันเรื่องนโยบายบางอย่างที่กระทบกับบาดแผลในชีวิตของใครบางคน จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ว่าความเห็นของเราจะไปทำร้ายคนเป็น ‘เพื่อน’ หรือเปล่า เช่น ประเด็นเรื่องเพศสภาพ ความรุนแรง ความยากในชีวิต ศาสนา ฯลฯ
เพราะผู้คนต่างแบกรับความเครียดมากมายจากการติดตามการเมือง และมันส่งผลต่อสุขภาพจิตได้อย่างมาก Jenna Glover ผู้เป็น chief clinical officer จากแอปฯ ด้านสุขภาพจิต Headspace กล่าวว่า “บางคนถึงกับสูญเสียความสัมพันธ์ไป สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักรู้คือการที่เรื่องการเมืองมันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเราอย่างไร”
เมื่อถึงจุดที่การเมืองทำให้เรารู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลงเวลาพูดคุยกับคนใกล้ตัว การที่เราเลือกที่จะตกลงกันว่าจะ “ไม่คุยการเมืองกับเพื่อนเลย” นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเช่นกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีรักษามิตรภาพที่ดีที่สุดสำหรับบางคนก็ได้ เพราะกับเพื่อน เรายังมีเรื่องอื่นๆ ให้คุยกันได้อีกเยอะแยะมากมาย
หากใครที่รู้สึกว่ากำลังทะเลาะกับเพื่อน หรือนอยเพื่อนจนคิดว่าอยากเลิกคบกับเพื่อนไปเลยเพราะการเมืองต่างกัน อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เพื่อนคนนี้สำคัญกับเราแค่ไหน? นอกเหนือจากเรื่องการเมือง เขาดีกับเราเรื่องอะไรบ้าง? ถ้าคำตอบคือเขาเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เราจะตัดคนที่มีค่าคนนี้ออกจากชีวิตไปจริงๆ เหรอ? เพราะในความเป็นจริง มิตรภาพที่ดีมันก็หายากไม่น้อยเลย แต่ถ้าชั่งน้ำหนักแล้ว รู้สึกว่าไม่เฮลตี้ ไม่สามารถอยู่กับเพื่อนคนนั้นได้จริงๆ เพราะกระทบกับความรู้สึกมากเกินไป นั่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะเลือกชีวิตเช่นกัน และไม่ใช่เรื่องผิดอะไรด้วย แต่ความเป็นจริงที่ว่า บนโลกที่มีผู้คนอยู่หลากหลาย เราไม่อาจที่จะคิดเห็นตรงกับทุกคนบนโลกได้ทุกเรื่อง ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากจริงๆ และเราคงต้องค่อยๆ ปรับจูนความรู้สึกของเราอยู่เรื่อยๆ เมื่อเจอกับเรื่องที่ส่งผลต่อใจ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะการเมืองหรือไม่การเมืองก็ตาม
อ้างอิง:
https://psychcentral.com/health/losing-friends-over-politics
https://time.com/7027412/what-to-say-family-political-voting-disagreement/
บทความต้นฉบับได้ที่ : ถึงจะกาคนละพรรคการเมืองกับ ‘เพื่อน’ หยิกหลังกันบ้างบางเวลา แต่เรายังรักกันดีได้ ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเพราะ ‘เห็นต่าง’ เสมอไป ว่าด้วยการบาลานซ์เรื่องการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เฮลตี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Melty Feel Wear II แป้งผสมรองพื้นที่แบรนด์ญี่ปุ่น ‘Kanebo’ พัฒนาเพื่อผิวคนไทยโดยเฉพาะ กับการวิจัย 3 ปี ขึ้นตัวอย่าง 177 ครั้ง ให้ได้สัมผัสเนียนเหมือนผิวจริงที่สุด ขนาดกล้อง AI ยังแยกไม่ออกว่าแต่งหน้า
- จากหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่แต่งงานกับ AI จนถึงคอมมูฯ คนมีแฟนเป็น AI เมื่อสัมพันธ์รักกับปัญญาประดิษฐ์เกิดขึ้นได้ง่ายดาย แต่ก็ไม่ได้มีแค่ด้านโรแมนติก
- แว่นตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘โครงสร้างของดอกไม้’ ที่ผลิบานตามกาลเวลาจาก GENTLE MONSTER กับคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ‘2026 Bouquet Collection’ พร้อม Immersive Pop-Up Space กลาง EmQuartier
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com