โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถึงจะกาคนละพรรคการเมืองกับ ‘เพื่อน’ หยิกหลังกันบ้างบางเวลา แต่เรายังรักกันดีได้ ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเพราะ ‘เห็นต่าง’ เสมอไป ว่าด้วยการบาลานซ์เรื่องการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เฮลตี้

Mirror Thailand

อัพเดต 27 ม.ค. เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. เวลา 08.53 น.
ภาพไฮไลต์

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายสำหรับ‘เลือกตั้ง 2569’ ที่จะมีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้แล้ว และจะเลือกตั้งวันจริงพร้อมลงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งประชาชนชาวไทยจะออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงที่เป็น ‘หน้าที่’ ตามรัฐธรรมนูญ โดยขอย้ำกันอีกครั้งว่าเราจะต้องกาบัตร 3 ใบ 3 สี ได้แก่

1. บัตรสีเขียว คือบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 2. บัตรสีชมพู คือบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรคการเมือง) และ 3. บัตรสีเหลือง คือบัตรออกเสียงประชามติ ฉะนั้นนี่จะเป็นวันสำคัญที่ประชาชนจะได้ ‘เลือก’ คนเข้ามาบริหารประเทศ ทั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สส.ที่จะทำงานในสภา และการออกความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยึดโยงกับเสียงประชาชนมากขึ้น (สำหรับคนที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าหรือนอกเขตเอาไว้ ก็จะต้องกาบัตรสีเขียวและชมพูในวันที่ 1 และต้องออกไปในเขตที่ลงทะเบียนไว้เพื่อกาบัตรสีเหลืองกันอีกรอบในวันที่ 8)

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาเท่าไหร่ บรรยากาศของประชาชนที่ถกเถียงกันเรื่องการเมืองก็ยิ่งเข้มข้นมากเท่านั้น ซึ่งในแง่หนึ่งก็นับเป็นภาพที่ดีที่คนไทยให้ความสนใจการเมืองกันค่อนข้างมาก เพราะการเมืองล้วนกระทบกับการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแยกจากกันไม่ได้ แต่ก็ต้องว่ากันตามตรงว่าในการถกเถียงทางการเมือง บางครั้งนอกจากการใช้เหตุผลคุยกัน มันก็ตามมาด้วยการใช้อารมณ์ จนเกิดการ ‘ตีกัน’ ของผู้คนที่เชื่อคนละแบบ ชอบคนละสี เลือกคนละพรรค จนบางคนก็เผลอกีดกันอีกฝ่ายให้ ‘เป็นอื่น’ ว่า “ไม่มีหัวคิด” หรือ “เลือกไปได้อย่างไร” หรือ “ทำไมเธอไม่เชื่อแบบเดียวกับฉัน” ทั้งๆ ที่ตามหลักประชาธิปไตยแล้ว ทุกคนก็มีสิทธิ์เลือกผู้แทนที่ตัวเองอยากเลือกกันทั้งนั้น

และเมื่อเรื่องการเมืองทำให้บางคนทะเลาะกันได้ จนถึงมีคนที่ยืนยันว่าไม่อาจสามารถเป็น ‘เพื่อน’ กับคนที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน แต่อีกด้านก็มีคนส่วนหนึ่งที่สามารถ ‘แยกแยะ’ ได้ว่าอะไรคือเรื่องส่วนตัว อะไรคือเรื่องการเมือง เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเพื่อนยังไปต่อได้ เพราะถึงจะกากันคนละพรรคการเมืองกับเพื่อน มีหยิกหลังกันบ้างบางเวลาตอนถกเถียงกันเรื่องนโยบายหรือประเด็นต่างๆ แต่เราก็ยังสามารถรักกันดีได้ ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเพราะ ‘เห็นต่าง’ เสมอไป เพราะหากเขาคนนั้นเป็นอีกหนึ่งเพื่อนรักหรือเพื่อนสนิทที่ ‘ดี’ คนหนึ่ง เราจะอยากเสียเพื่อนที่ดีคนนั้นไป เพราะกาคนละพรรคกับเราเท่านั้นจริงหรือเปล่า? ฉะนั้นแล้ว บางคนจึงมีวิธีการการบาลานซ์เรื่องการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เฮลตี้ในแบบของตัวเอง

“ความแตกต่างและความเห็นต่างเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต่อประชาธิปไตยที่เจริญก้าวหน้า” Richard Weissbourd อาจารย์อาวุโสและผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท Human Development and Psychology ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าว และเสริมว่า “เราจำเป็นต้องมีความเห็นไม่ตรงกันในประเด็นต่างๆ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากมุมที่แตกต่างกัน”

ลองจินตนาการโลกที่ทุกคนคิดเหมือนกันหมด โลกนั้นก็อาจไม่มีความเปลี่ยนแปลง เพราะความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างบนโลกนี้ มันก็เริ่มจากความเห็นที่แตกต่างกันทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือเราต้อง ‘ยอมรับ’ ว่ามุมมองที่แตกต่างนั้นมีอยู่จริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้นบนพื้นฐานการ ‘เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ และ ‘ไม่ลดทอนคุณค่าของใคร’ ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่คนในสังคม หรือคนบนโลกอินเทอร์เน็ตที่จะคิดต่างกัน แต่แม้แต่คนใกล้ตัวอย่างครอบครัว แฟน หรือเพื่อน ก็คิดต่างกันได้

หากพูดในมุมของมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่บางคนก็ไม่อาจตัดกันได้ง่ายๆ เมื่อเทียบกับคนที่ไม่รู้จักกันตามโลกอินเทอร์เน็ต ที่เถียงกันจบก็เป็นคนไม่รู้จักกันอยู่ดี ยิ่งหากนั่นเป็นเพื่อนรักของเราก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องตัดขาดกันแค่เพราะคิดไม่ตรงกันในบางประเด็น เมื่อเรื่องอื่นๆ นอกเหนือการเมือง เขาเป็นคนที่ห่วงใยและน่ารักกับเราเสมอ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรื่องการเมืองไม่ทำร้ายความสัมพันธ์จนเกินไป เราจึงต้องเริ่มจากการยอมรับความเห็นต่าง และหลีกเลี่ยงความคาดหวังว่าอีกฝ่ายจะต้อง ‘คิดเหมือนเรา’ เสมอไป เพราะส่วนมากแล้ว ถ้าเราคาดหวังให้เขาเข้าใจเราทุกอย่าง เราก็จะรู้สึกผิดหวังไปเอง เมื่อมันไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคิด

“การเมืองกลายเป็นพาร์ทใหญ่ๆ ของตัวตนของผู้คนไปแล้ว ดังนั้นบางคนอาจรู้สึกว่าอัตลักษณ์ตัวตนของตัวเองถูกคุกคามเมื่อมีการถกเถียงกับคนที่คิดต่างออกไป หรือคิดในมุมที่เรารู้สึกเป็นอันตรายหรือเป็นความเชื่อผิดๆ” Ciaran O’Connor จาก Braver Angels องค์กรที่มุ่งลดความแตกแยกทางการเมืองกล่าว จึงไม่แปลกเลยถ้าการเถียงกันไปมาระหว่างเพื่อนจะส่งผลให้ความสัมพันธ์สั่นคลอนได้

สำหรับบางคนที่คิดว่าการเมืองเป็นเรื่องพูดได้ และยังอยากคุยเรื่องการเมืองกับเพื่อนได้อยู่ การแบ่งเส้นให้ชัดว่าคุยการเมืองได้แค่ไหนจึงอาจเป็นอีกวิธีที่ช่วยได้ เราอาจจะเริ่มจากการคุยถึงประเด็นที่มองเห็นร่วมกันก่อน เช่น เราอาจมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากเห็นประเทศ ‘เจริญขึ้น’ อยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือเราจะตัดสินใจ “กาเห็นชอบประชามติ” เหมือนกัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการปลดล็อกความเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญ แบบนั้น แม้ว่าเราจะเลือกคนละพรรค มีความชอบเรื่องนโยบายที่ต่างกัน มีประเด็นที่อยากผลักดันต่างกัน แต่สิ่งที่อยากเห็นคือประเทศไปข้างหน้าเหมือนกัน เราก็อาจจะคุยกันได้ว่าเราเห็นด้วยกับเรื่องอะไรที่ “ตรงกัน” บ้าง แล้วพูดคุยถึงตรงนั้นเป็นหลัก บางทีเราอาจเห็นถึงมุมมองความคิดของเพื่อน และนโยบายของพรรคอื่นๆ ที่ตอบโจทย์สิ่งที่เราเชื่อในประเด็นนั้นๆ จากนั้นถ้าอยากเจาะลึกเหตุผลว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเลือกพรรคนั้น หรือนโยบายไหนของพรรคนั้นที่ทำให้เลือก ก็ให้ค่อยๆ ถามโดยไม่ตัดสิน สิ่งนี้คือการพยายามเข้าใจค่านิยมและอาจเป็นการเข้าใจ ‘ประสบการณ์’ ของอีกฝ่ายได้ด้วยว่าอะไรทำให้เขาคิดแบบนั้น เชื่อแบบนั้น ไปจนถึงมองภาพกว้างขึ้นว่า บางทีเราก็อาจพลาดการขับเคลื่อนบางประเด็นที่เราเคยมองข้ามไปก็ได้

การคุยการเมืองในมุมมองที่ช่วยกันระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิด เพื่อการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในสังคม มากกว่าการมาคุยกันแบบที่ต้องมีใครแพ้-ชนะ นั่นอาจเฮลตี้ได้มากกว่า และเมื่อเราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น รับฟังแทนที่จะตัดสินไปก่อน แม้สุดท้ายเราอาจจะยังไม่ได้เชื่อตามเขาทั้งหมด แต่สิ่งที่ตามมาคือการเคารพความเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือกระทั่งสมมติว่าเราคิดว่าเราและเพื่อนไม่มีจุดไหนที่เห็นตรงกันเลย ขั้วตรงข้ามกันสุดๆ Tasha Seiter นักบำบัดด้านการแต่งงานและครอบครัว แชร์ลงเว็บไซต์ Psychology Today ไว้อย่างน่าสนใจและดูจะจริงมากเลยทีเดียว เธอกล่าวว่า “เราต่างยึดมั่นในความเชื่อของเรา และยิ่งเราเผชิญกับอะไรที่ค้านจากสิ่งที่เชื่อมากเท่าไหร่ เรายิ่งต่อต้านมากเท่านั้น และความเชื่อของเรามันก็จะยิ่งสตรองขึ้นไปอีก” เธอเปรียบการคุยเรื่องการเมืองเป็นการสวมนวมต่อสู้กันไปมา โดยมีคำว่า “แต่” โผล่ขึ้นมาทุกครั้งที่อีกฝ่ายพูดสิ่งต่างๆ

คำแนะนำของ Tasha จึงเป็นการ “อย่าพยายามเปลี่ยนความเชื่อทางเมืองของเขาขนาดนั้น” ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มบทสนทนา เพราะแต่ละคนนั้นมีความคิดและการจัดลำดับความสำคัญที่แตกต่างกัน ซึ่งเธอยกตัวอย่างวิธีตาม Gottman Method Couples Therapy ที่แสดงความเคารพต่ออีกฝ่าย เช่น การตั้งคำถามให้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นต่างๆ ในเชิงอยากรู้ความคิดเห็น แทนที่จะรีบตั้งรับหรือแย้งเลยทันที ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากเวลาคุยกันเรื่องการเมือง สิ่งนี้เป็นการแสดงความเปิดกว้าง และกำลังสื่อว่าเราเคารพอีกฝ่ายอยู่ ที่เมื่อเกิดการเคารพกัน มันก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เราได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ด้วยเช่นกัน และอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ เราอาจจะได้เห็นความต้องการ หรือค่านิยมบางอย่างที่ตรงกันได้มากกว่าที่คิดก็ได้ เพียงแต่มีแนวคิดที่ไปถึงตรงนั้นที่แตกต่างกัน เพราะหลายครั้งบางคนก็มักจะคิดไปก่อนว่าอีกฝ่ายมักจะบ้ง หรือเป็นฝั่งตรงข้าม ทั้งๆ ที่เราอาจจะยังไม่ได้ฟังกันจริงๆ เลย

และท้ายที่สุด หากคุยไปสักพักแล้วคุณสังเกตได้ว่าอารมณ์ของแต่ละฝ่ายเริ่มมาคุ และกำลังไปถึงเส้นที่เราหรือเขารู้สึกว่า “ไม่ไหว” การพักยก ก็เป็นอะไรที่ดีที่สุด และดีกว่าฝืนคุยกันต่อจนเกิดการทะเลาะ บางคนอาจจะขอหยุดและบอกว่าค่อยคุยเรื่องนี้กันภายหลัง หรือบอกตรงๆ เลยว่า เริ่มปวดหัวแล้ว คุยเรื่องอื่นแทนกันดีไหม เพราะการสำรวจทั้งความรู้สึกของทั้งตัวเองและอีกฝั่งเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอในความสัมพันธ์ เนื่องจากต้องบอกว่าบางคนก็มีเรื่องอ่อนไหวที่แตกต่างกัน เวลาถกเถียงกันเรื่องนโยบายบางอย่างที่กระทบกับบาดแผลในชีวิตของใครบางคน จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ว่าความเห็นของเราจะไปทำร้ายคนเป็น ‘เพื่อน’ หรือเปล่า เช่น ประเด็นเรื่องเพศสภาพ ความรุนแรง ความยากในชีวิต ศาสนา ฯลฯ

เพราะผู้คนต่างแบกรับความเครียดมากมายจากการติดตามการเมือง และมันส่งผลต่อสุขภาพจิตได้อย่างมาก Jenna Glover ผู้เป็น chief clinical officer จากแอปฯ ด้านสุขภาพจิต Headspace กล่าวว่า “บางคนถึงกับสูญเสียความสัมพันธ์ไป สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักรู้คือการที่เรื่องการเมืองมันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเราอย่างไร”

เมื่อถึงจุดที่การเมืองทำให้เรารู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลงเวลาพูดคุยกับคนใกล้ตัว การที่เราเลือกที่จะตกลงกันว่าจะ “ไม่คุยการเมืองกับเพื่อนเลย” นั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเช่นกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นวิธีรักษามิตรภาพที่ดีที่สุดสำหรับบางคนก็ได้ เพราะกับเพื่อน เรายังมีเรื่องอื่นๆ ให้คุยกันได้อีกเยอะแยะมากมาย

หากใครที่รู้สึกว่ากำลังทะเลาะกับเพื่อน หรือนอยเพื่อนจนคิดว่าอยากเลิกคบกับเพื่อนไปเลยเพราะการเมืองต่างกัน อาจจะต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เพื่อนคนนี้สำคัญกับเราแค่ไหน? นอกเหนือจากเรื่องการเมือง เขาดีกับเราเรื่องอะไรบ้าง? ถ้าคำตอบคือเขาเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง เราจะตัดคนที่มีค่าคนนี้ออกจากชีวิตไปจริงๆ เหรอ? เพราะในความเป็นจริง มิตรภาพที่ดีมันก็หายากไม่น้อยเลย แต่ถ้าชั่งน้ำหนักแล้ว รู้สึกว่าไม่เฮลตี้ ไม่สามารถอยู่กับเพื่อนคนนั้นได้จริงๆ เพราะกระทบกับความรู้สึกมากเกินไป นั่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณที่จะเลือกชีวิตเช่นกัน และไม่ใช่เรื่องผิดอะไรด้วย แต่ความเป็นจริงที่ว่า บนโลกที่มีผู้คนอยู่หลากหลาย เราไม่อาจที่จะคิดเห็นตรงกับทุกคนบนโลกได้ทุกเรื่อง ก็ยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากจริงๆ และเราคงต้องค่อยๆ ปรับจูนความรู้สึกของเราอยู่เรื่อยๆ เมื่อเจอกับเรื่องที่ส่งผลต่อใจ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือใหญ่ จะการเมืองหรือไม่การเมืองก็ตาม

อ้างอิง:

https://psychcentral.com/health/losing-friends-over-politics

https://www.psychologytoday.com/us/blog/mindful-relationships/202309/how-to-handle-political-differences-in-your-relationships

https://time.com/7027412/what-to-say-family-political-voting-disagreement/

บทความต้นฉบับได้ที่ : ถึงจะกาคนละพรรคการเมืองกับ ‘เพื่อน’ หยิกหลังกันบ้างบางเวลา แต่เรายังรักกันดีได้ ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันเพราะ ‘เห็นต่าง’ เสมอไป ว่าด้วยการบาลานซ์เรื่องการเมืองกับความสัมพันธ์ส่วนตัวให้เฮลตี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...