โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘แจ้งความทางไกล’ ภาพสะท้อนปัญหากระบวนการยุติธรรมในคดีหมิ่นประมาททางออนไลน์

The Momentum

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ลองจินตนาการว่า คุณเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย คุณติดตามข่าวสารบ้านเมืองผ่านโซเชียลมีเดียเหมือนคนทั่วไป วันหนึ่งคุณอ่านข่าวเกี่ยวกับกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่านักการเมืองรายหนึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม คุณจึงเข้าไปแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์วิพากษ์วิจารณ์นั้นว่า

“ไม่คิดเลยว่านักการเมือง ช.จะเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ก.แบบนี้”

สำหรับคุณ มันเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามปกติของพลเมืองคนหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีหมายเรียกจากตำรวจส่งมาถึงบ้าน แจ้งให้คุณไปรายงานตัวต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจในจังหวัดนราธิวาส เพราะนายทุน ก.ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้

คุณต้องเดินทางข้ามประเทศจากเหนือสุดลงไปใต้สุดอย่างยากลำบาก เมื่อไปถึงจึงร้องขอต่อพนักงานสอบสวนว่าอยากให้โอนคดีไปดำเนินการที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของคุณ แต่คำตอบที่ได้รับคือไม่สามารถย้ายคดีได้ และยังมีคำแนะนำตามมาว่า

“รับสารภาพไปเถอะ จะได้จบเร็วๆ ไม่ต้องเดินทางบ่อย”

คุณรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง เพราะในความคิดของคุณ การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองไม่ควรเป็นความผิด แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ต้นทุนของการต่อสู้คดีกลับสูงลิบ คุณอาจต้องเดินทางจากเชียงรายไปนราธิวาสอีกนับสิบครั้ง ต้องหาทนายความมาต่อสู้คดี ต้องเตรียมเงินประกันตัวหากคดีเข้าสู่ชั้นศาล และยังต้องเสียเวลาอีกเป็นปีหรือมากกว่านั้นกว่าคดีจะสิ้นสุด

เสียงหนึ่งในหัวเริ่มกระซิบว่า

“สู้รับสารภาพไปเสียไม่ดีกว่าหรือ จะได้จบเสียที เอาเวลาไปทำอย่างอื่นในชีวิตดีกว่า”

แต่ขณะเดียวกันอีกเสียงหนึ่งก็ยังคงยืนหยัดตอบกลับว่า

“จะรับสารภาพได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่ได้ทำอะไรผิด”

การดำเนินคดีหมิ่นประมาทข้ามพื้นที่: กลไก SLAPP ในกระบวนการยุติธรรมไทย

ในยุคที่การแสดงความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ Twitter ข้อความ ความเห็น หรือโพสต์ต่างๆ สามารถบันทึกด้วยการแคปหน้าจอ นำไปใช้เป็นหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างภาระต่อผู้ถูกต้องคดี

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เริ่มเห็นได้ชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือการนำคดีหมิ่นประมาทไปดำเนินคดีในจังหวัดที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่การแสดงความคิดเห็นหรือการเผยแพร่ข้อมูลมักเกิดขึ้นบนพื้นที่สื่อสาธารณะหรือโลกออนไลน์ การเลือกสถานที่แจ้งความเช่นนี้ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องแบกรับภาระการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และข้อจำกัดในการเตรียมการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ

ในระบบกระบวนการยุติธรรมของไทย หากบุคคลหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหา การเลือกต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองมักต้องเผชิญกับกระบวนการที่ยาวนาน และยากจะคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า ตลอดเส้นทางดังกล่าว ผู้ต้องหาจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย ความเครียด และภาระทางสังคมที่ตามมา สุดท้ายแล้วแม้จะชนะคดีความ แต่ต้นทุนที่สูญเสียไปมักจะไม่ได้การเยียวยา

เมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกของการรับสารภาพ กระบวนการมักดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีความแน่นอนมากกว่า โดยเฉพาะในคดีที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง ซึ่งศาลมักลงโทษเพียงปรับในครั้งแรก การยอมรับสารภาพจึงกลายเป็นทางเลือกที่หลายคนมองว่า ‘คุ้มค่า’ กว่าในทางปฏิบัติ เพราะสามารถยุติคดีได้โดยรวดเร็ว ลดภาระที่ต้องแบกรับ และนำเวลาและทรัพยากรที่เหลือไปใช้กับเรื่องอื่นในชีวิต

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ในความเป็นจริง ผู้ต้องหาจำนวนไม่น้อยจะตัดสินใจรับสารภาพ แม้ในบางกรณีอาจยังเชื่อว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม เพราะการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ภายใต้โครงสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีต้นทุนสูงนั้น มิใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถแบกรับได้

การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันหรือปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) หมายถึงการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีต่อบุคคลที่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ มิได้มีเป้าหมายหลักเพื่อชนะคดีในทางกฎหมายเท่านั้น แต่เพื่อสร้างภาระ ต้นทุน และแรงกดดันให้ผู้ถูกฟ้องยุติการมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะ

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้พบเห็นได้เป็นระยะตามข่าวสาร โดยเฉพาะกรณีที่นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจเลือกดำเนินคดีกับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา ทำให้ผู้ถูกดำเนินคดีต้องแบกรับภาระการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และเวลาจำนวนมากในการเข้าพบพนักงานสอบสวนหรือขึ้นศาล

ตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงมากในสื่อ คือกรณีของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมากกว่า 600 คดีที่จังหวัดพะเยา เนื่องจากมีวอร์รูมอยู่ที่นั่น1และพบว่าเริ่มมีการดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นในสื่อโซเชียลมีเดียแล้วหลายคดี2

สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายผู้กล่าวหาแทบไม่จำเป็นต้องเดินทางหรือเสียเวลาเข้าร่วมกระบวนการในทุกขั้นตอน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหากลับต้องถูกบังคับด้วยกระบวนการให้ต้องไปรายงานตัวทุกครั้ง ต้องวางเงินประกันตัว ต้องเป็นฝ่ายแบกรับค่าใช้จ่ายและเวลา การเดินทางไกล การเข้าพบพนักงานสอบสวนหลายครั้ง รวมถึงการมาศาลในนัดพิจารณาต่างๆ กระบวนการแจ้งความทางไกลเหล่านี้จึงทำให้ผู้ต้องหาเสียเปรียบในการต่อสู้คดีอย่างมาก

เมื่อกฎหมายเก่าเผชิญความผิดบนโลกออนไลน์

ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้เขียนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดเมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งความในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์แล้ว จึงไม่พิจารณาโอนคดีไปให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ภูมิลำเนาของผู้ต้องหา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาสามารถต่อสู้คดีได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระการเดินทางไกลเกินสมควร มีข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างไรบ้าง และทางออกของเรื่องนี้จะไปในทิศทางใด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่พยานหลักฐานสำคัญเป็นข้อความหรือข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และรวบรวมเป็นพยานหลักฐานได้จากที่ใดก็ได้ พนักงานสอบสวนในพื้นที่ใดก็ย่อมมีศักยภาพในการดำเนินการสอบสวนได้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งประกาศให้บังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2478 ในช่วงเวลาที่สังคมยังไม่รู้จักการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือการกระทำความผิดในโลกออนไลน์ บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดหลักเรื่องเขตอำนาจสืบสวนและสอบสวนไว้ในลักษณะ 2 หมวด 2 โดยมาตรา 18 และมาตรา 19 วางหลักว่า พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดมีอำนาจสอบสวนคดีที่ความผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่นั้น และในกรณีที่การกระทำความผิดมีความเกี่ยวข้องกับหลายพื้นที่ ให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบเห็นการกระทำความผิดก่อน หรือพนักงานสอบสวนที่สามารถจับตัวผู้ต้องหาได้ก่อน มีอำนาจรับผิดชอบดำเนินคดีนั้น

คำว่า ‘พบเห็นการกระทำความผิดก่อน’ ถูกตีความหมายให้รวมถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนเป็นผู้ ‘ได้รับแจ้งความ’ ก่อนด้วย กล่าวคือ เมื่อมีบุคคลเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจแห่งใดก่อน สถานีตำรวจแห่งนั้นก็มักถูกถือว่าเป็นท้องที่ที่พบเห็นการกระทำความผิดก่อน3และจึงมีอำนาจรับผิดชอบการสอบสวนคดีดังกล่าวต่อไป

ช่องว่างทางกฎหมายนี้ทำให้เกิดเหตุการณ์ผู้กล่าวหาจงใจนำคดีไปแจ้งความยังพื้นที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งการมอบอำนาจให้บุคคลที่อยู่พื้นที่ห่างไกลไปแจ้งความยังสถานีตำรวจใดก็ได้ โดยผู้กล่าวหาไม่จำเป็นต้องหวังผลทางคดีว่าสุดท้ายแล้วจะชนะหรือแพ้ แต่ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับภาระอย่างหนักไประหว่างต่อสู้คดีแล้ว

กฎหมายเปิดช่องทาง แต่มักอยู่กับ ‘ดุลยพินิจ’ ที่ไม่แน่นอน

เมื่อช่องว่างทางกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้กล่าวหาในคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ สามารถไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในพื้นที่ใดก็ได้ เพียงแค่แจ้งว่าพบเห็นข้อความที่นั่น ผู้กล่าวหาสามารถไปแจ้งความในพื้นที่ห่างไกลได้ เพราะการ ‘พบเห็นข้อความ’ อาจถูกตีความว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ผู้ต้องหาต้องเดินทางไปต่อสู้คดีในพื้นที่ไกลจากที่อยู่ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระแก่ผู้ถูกกล่าวหา4

แม้เช่นนั้น กฎหมายก็ยังมีช่องทางลดภาระผู้ต้องหา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม เปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนสามารถโอนความรับผิดชอบในคดีไปยังท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับได้ หากมี ‘เหตุจำเป็น’ หรือ ‘เพื่อความสะดวก’ ซึ่งหากตำรวจใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสม และมีนโยบายจากองค์กรตำรวจให้ดำเนินคดีในพื้นที่ที่ผู้ต้องหาสะดวก ก็สามารถลดภาระการเดินทางและลดความตึงเครียดจากการใช้กฎหมายในลักษณะปิดปาก (SLAPP) เช่นนี้ได้

แม้จะมีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งเปิดช่องให้สามารถโอนย้ายคดีได้ตามเงื่อนไข เช่น อาจไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวน หรือเมื่อคดีมีลักษณะยุ่งยากซับซ้อน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการใช้ระเบียบดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตัวอย่างเช่น กรณีที่ร้อยเอกธรรมนัสดำเนินคดีกับประชาชนในจังหวัดพะเยา ก็ไม่อนุญาตให้โอนคดีกลับภูมิลำเนาผู้ถูกกล่าวหา5

ขณะเดียวกันก็ปรากฏว่า มีบางคดีที่พนักงานสอบสวนอนุญาตให้โอนย้ายคดีข้ามพื้นที่กลับไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาได้6 ความแตกต่างในแนวปฏิบัติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในชั้นพนักงานสอบสวน การพิจารณาคำร้องขอโอนคดียังคงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจที่มีความไม่แน่นอนสูง และขาดหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐานในการบังคับใช้

ทั้งนี้เคยมีการผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเพิ่มมาตรา 161/1เข้ามา เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องคดีไม่สุจริต เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบบุคคลอื่นทางคดี ซึ่งศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องและห้ามมายื่นฟ้องอีก แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันบทบัญญัติดังกล่าวยังครอบคลุมเพียงแต่คดีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องเองต่อศาลเท่านั้น ไม่รวมถึงกรณีกระบวนการของพนักงานสอบสวน

เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาคดีหมิ่นประมาทออนไลน์ข้ามพื้นที่

เมื่อปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากทั้ง ‘ช่องว่างของกฎหมาย’ และ ‘ดุลยพินิจที่ไม่แน่นอนของเจ้าหน้าที่รัฐ’ ทางออกจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายในแต่ละกรณีเท่านั้น แต่จำเป็นต้องพิจารณาในเชิงโครงสร้าง ทั้งในระดับการปรับปรุงกฎหมายและการกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

แนวทางหนึ่งคือการออกแบบกลไกทางกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำคดีไปเริ่มต้นในพื้นที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีเหตุจำเป็น โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ ซึ่งพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และรวบรวมได้จากทุกพื้นที่ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าคดีลักษณะดังกล่าวควรดำเนินการในท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ อาจช่วยลดโอกาสที่กระบวนการยุติธรรมจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระต่อผู้ถูกกล่าวหา

ในระดับกฎหมายอาจพิจารณาปรับปรุง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเขตอำนาจสอบสวนสำหรับความผิดที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างกลไกคัดกรองคดีตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกดดันผู้แสดงความคิดเห็น เช่น การกำหนดบทบัญญัติให้พนักงานสอบสวนจะต้องมีความเห็นสั่งไม่สั่งฟ้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าการกล่าวหานั้นมีลักษณะไม่สุจริต มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาระให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความยุติธรรมทางอาญา สอดคล้องกับมาตรา 161/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งการขยายหลักการในมาตรานี้ให้ครอบคลุมถึงกระบวนการสอบสวนของตำรวจด้วย จึงอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันมิให้ผู้กล่าวหาที่มีเจตนาไม่สุจริตหลีกเลี่ยงกลไกคัดกรองของศาล โดยเลือกใช้การแจ้งความเป็นช่องทางในการกดดันผู้ถูกกล่าวหาแทน

นอกจากการแก้ไขกฎหมายแล้ว การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายก็มีความสำคัญ หากหน่วยงานอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแนวทางที่ชัดเจนให้พนักงานสอบสวนพิจารณาโอนคดีไปยังท้องที่ที่ผู้ต้องหามีภูมิลำเนาในกรณีที่ไม่มีเหตุจำเป็นต้องดำเนินคดีในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ ก็อาจช่วยลดภาระของผู้ถูกกล่าวหาและลดความตึงเครียดทางสังคมที่เกิดจากการใช้กฎหมายในลักษณะปิดปากได้ในระยะสั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคทางกฎหมายเกี่ยวกับเขตอำนาจสอบสวนเท่านั้น หากแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือกระบวนการยุติธรรมควรถูกออกแบบมาเพื่อแสวงหาความจริงและความเป็นธรรม หรือจะปล่อยให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างภาระและแรงกดดันต่อผู้ที่ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นในสังคม หากกฎหมายและนโยบายสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็อาจช่วยให้กระบวนการยุติธรรมกลับมาเป็นพื้นที่ของความยุติธรรมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

1 รายการกรรมกรข่าว (คลิปเต็ม) "ธรรมนัส" เปิดใจแจงข้อครหา 'คนหักหลังคน' เล่าที่มาของแป้ง เผยมุมจัดการสแกมเมอร์, เผยแพร่วันที่ 30 ม.ค. 2569,

https://www.youtube.com/watch?v=M86VCFySQ6I
2 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน. “พนักงานออฟฟิศจากกรุงเทพฯ ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ – หมิ่นประมาท ‘ธรรมนัส’ ที่พะเยาอีกราย.” เผยแพร่ 27 กุมภาพันธ์ 2569. เข้าถึง 6 มีนาคม 2569. https://tlhr2014.com/archives/82080.

3 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14944/2551

4 iLaw, “กล่าวโทษ ม.112 ข้ามจังหวัด: ภาพสะท้อนปัญหาความผิดอาญาแผ่นดิน,” เผยแพร่ 1 เมษายน 2565, เข้าถึงวันที่ 6 มี.ค.2569

5 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, “ตำรวจพะเยาปฏิเสธโอนคดี กล่าวหาทางไกล ‘หมิ่นธรรมนัส’ กลับภูมิลำเนาผู้ต้องหา แม้ ผบ.ตร. เคยให้โอนคดี ม.116 มาก่อน,” 16 ธันวาคม 2568, https://tlhr2014.com/archives/80615

6 เรื่องเดิม

7 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2562.ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 34 ก (20 มีนาคม 2562): 18.https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/034/T_0018.PDF

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...