โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรืองรวี พิชัยกุล กับ 'วันสตรีสากล' สแกน 2 มิติ (ไทย) ไม่เลือกปฏิบัติ-ไม่ถูกกระทำรุนแรง เรื่องแรกพอได้ เรื่องหลัง 'ยังไม่ถึงไหน'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 13.59 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 02.48 น.

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

โลกก้าวหน้า ไทยก็ก้าวหน้า ทั้งในแง่กฎหมาย และความเข้าอกเข้าใจของสังคมไทย แต่ถามว่า ‘เพอร์เฟ็กต์’ ไหม คงต้องยืมศัพท์เจน Z มาตอบว่า ‘อาจจะยังน้า (ลากเสียง)’

เรากำลังกล่าวถึง ‘สิทธิสตรี’ ที่นานาชาติปักหมุดบนปฏิทิน 8 มีนาคมของทุกปี คือ ‘วันสตรีสากล’

หนึ่ง ‘ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ’ สอง ‘ไม่ถูกกระทำความรุนแรง’ คือ 2 มิติเมื่อพูดถึง ‘ความเสมอภาคระหว่างเพศ’ ซึ่ง เรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GENDER AND DEVELOPMENT RESEARCH INSTITUTE) สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ให้ปากคำว่า

“นี่คือ 2 เรื่องใหญ่ สำหรับเรื่องแรก ในไทยพอได้อยู่ แต่เรื่องหลังยังไม่ไปถึงไหน”

หันมองรอบกายในออนไลน์และออนไซต์

วิวาทะอมตะในบางประเด็นก็ยังดำรงอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่ดราม่าสดใหม่ ก็ยังมีมาเซอร์ไพรส์ให้ชาวเน็ตไทยโดยสารรถทัวร์

นี่คือ 5 คำถามสั้นๆ กับ 5 คำตอบเคลียร์ๆ จากมุมมองของคนทำงานตัวจริงที่มองเห็นพัฒนาการนับเนื่องหลายทศวรรษของสังคมประเทศชาติ (ไทย) ว่าเราก้าวหน้า หยุดนิ่ง หรือถอยหลังไปทางใด?

: ความก้าวหน้าของสังคมไทย ในด้านสิทธิความเท่าเทียมของผู้หญิง 2026 ไปถึงไหนแล้ว ?

ความเสมอภาคระหว่างเพศ บางคนอาจมองเป็นเพียงเรื่องสิทธิเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วต้องมีโอกาสที่เสมอภาคกันด้วย ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่พูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุต่างๆ 11 ประการ เช่น เพศ เชื้อชาติ ภาษา ความคิดเห็นทางการเมืองอะไรก็ว่าไป และยังมีมาตรการพิเศษสำหรับเสริมให้คนมีโอกาสเท่ากัน

เรื่องความเท่าเทียม ไทยค่อนข้างโอเค กฎหมายต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่พูดถึงความเสมอภาคระหว่างเพศอย่างชัดเจน ทำให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจเปิดรับผู้หญิง ตำแหน่งทางราชการ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอก็มีผู้หญิงเป็นครั้งแรกๆ รวมทั้งเปิดให้ไม่มีข้อจำกัด หรือถูกกีดกัน

แต่ทางฝั่งความมั่นคงอาจจัดโควต้าหญิง-ชายไม่เท่ากัน ก็ถือว่าจำกัดสิทธิพอสมควร นี่คือสิ่งที่ยังล้าหลังแม้ในปัจจุบัน

อย่างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน อันนี้ชัดเจนมาก เพราะเคยรับผู้หญิงเข้าเรียน แต่ตอนหลังเลิกไป ก็เป็นเรื่องที่พวกเราพยายามพูดแล้วพูดอีก แต่ยังไม่มีการแก้ไข

อำนาจต่อรองของเราคงน้อยมาก (หัวเราะ)

: อุปสรรคขวากหนามที่ก้าวข้ามยากสุดคืออะไร ?

ถ้าพูดรวมๆ คือทัศนคติ เรียกว่าเป็นภาพเหมารวมบางอย่าง คือ Gender stereotype ที่มองว่าผู้หญิงเหมาะกับเรื่องนี้ ผู้ชายเหมาะกับเรื่องนั้น ทั้งๆ ที่ทำได้ทั้ง 2 เพศ สมมุติว่าจะจ้างคนมาเลี้ยงลูก จะจ้างผู้หญิงหรือผู้ชาย มันเป็นประวัติศาสตร์สืบเนื่องมา

ภาพเหมารวมนี้ไปกีดกันผู้มีศักยภาพ เช่น ผู้หญิงเรียนวิศวะเต็มเลย แต่บริษัทรถยี่ห้อหนึ่งรับสมัครวิศวกรชาย 100 คน ไม่ให้ผู้หญิงสมัคร

ไม่ใช่แค่ผู้หญิงโดนกีดกัน แอลจีบีทีมีเยอะที่เขียนเลยว่าไม่ให้รับ ถึงไม่เขียน แต่ในเชิงปฏิบัติก็ไม่รับ แม้จะแปลงเพศแล้ว มันเป็นเรื่องอคติ

นอกจากนี้ ความเข้าใจในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจยังไม่เพอร์เฟ็กต์เท่าไร

ความเสมอภาคระหว่างเพศ หมายถึงสาระเหมือน ปฏิบัติเหมือน สาระต่าง ปฏิบัติต่าง เช่น นักมวยชิงเข็มขัดเดียวกัน เขาไม่เอาผู้หญิงกับผู้ชายไปต่อยกัน แต่ถ้าสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ เขาก็ไม่แยกข้อสอบชาย-หญิงเพราะสาระเหมือน ปรากฏว่า ตรงที่มันเหมือน เราโดนปฏิบัติต่าง ตรงที่เราต่าง เราดันโดนทำให้เหมือน

ผู้หญิงมีประจำเดือน ความต่างในสรีระถูกตีความว่าเป็นสาระเหมือนก็มี จึงใช้งานเหมือนกัน เช่น คนท้องยังให้ยืนสายพาน 8 ชั่วโมงเหมือนเดิม ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถมีครอบครัว หรือไม่มีลูก ตอนนี้เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตเลย คือการเกิดของเด็กน้อยมากจนน่ากลัว อีก 30 ปีประชากรเราจะเหลือแค่ 30 ล้าน คนรุ่นใหม่ลูกๆ หลานๆ เราต้องแบกรับคนสูงอายุมากมาย

ทำไมผู้หญิงจึงไม่มีลูก ไม่ใช่แค่ไทย แต่สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน มองโกเลียเป็นหมดเลย แล้วจะอยู่อย่างไร ต้องเตรียมรับสถานการณ์นี้ Work-Life Balance เป็นสิทธิความเสมอภาคของผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถ้าอยากมีครอบครัว ต้องได้สร้างครอบครัว อยากมีลูก ต้องได้มี ไม่ใช่ต้องอั้น เพราะโรงเรียนแพง อะไรแพงหมด ไม่มีสวัสดิการไม่ได้

เมื่อก่อน มีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ การข่มขืนกระทำชำเรา ความรุนแรงที่กระทำต่อเนื้อตัวร่างกาย ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่บ้านพักฉุกเฉินที่ดิฉันทำงานอยู่ สถิติเปลี่ยนแปลงจากข่มขืนกระทำชำเรา กลายเป็นท้องไม่พร้อมอันดับ 1 ความรุนแรงในครอบครัวที่ได้รับการกระทำจากคนรัก สามี แม้แต่อดีตสามีเป็นอันดับ 2 และ 90% มี 2 อย่างพร้อมกัน

เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ ต้องมี 2 มิติ 1. คือ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ 2. ไม่ถูกกระทำความรุนแรง นี่คือ 2 เรื่องใหญ่ สำหรับเรื่องแรก ในไทยพอได้อยู่ แต่เรื่องหลังยังไม่ไปถึงไหน

: มองอย่างไรต่อข้อถกเถียงเรื่องคำนำหน้าชื่อ ซึ่งกลุ่ม ‘สตรีข้ามเพศ’ บางส่วนเรียกร้องใช้ ‘นางสาว’ ในบัตรประชาชนเหมือนผู้หญิงโดยกำเนิด ?

จริงๆ ส่วนตัวยังไม่ตกผลึกเท่าไร อาจจะศึกษาเรื่องนี้น้อย

แต่ถ้าพูดถึงสิทธิในการเลือกเป็น Somebody เป็นคนคนหนึ่ง จะเป็นเฉดไหนก็แล้วแต่ เขาควรเลือกได้ว่าจะเป็นเฉดนั้น แต่ข้อโต้เถียงต่างๆ ก็จะต้องค่อยๆ อธิบาย ต่อสู้ไปทีละเปลาะ

เพราะเรื่องแบบนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในข้ามคืน

แม้กระทั่งเพศสภาพ ไทยเพิ่งแปลคำนี้จาก Gender เมื่อไม่นานมานี้เอง 20-30 ปีที่แล้วไม่ค่อยมีใครรู้จักว่า Gender คืออะไร แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก

นี่คือความก้าวหน้าของความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างเพศ (Sex) กับเพศภาวะ และมีพระราชบัญญัติความเสมอภาคระหว่างเพศเกิดขึ้นใน พ.ศ.2558 และกำลังใช้งานอยู่

ส่วนนี้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีที่สุด (หัวเราะ)

: ดราม่าล่าสุดจากโพสต์เฟซบุ๊กของอดีต ส.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่ว่า ‘ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ’ สะท้อนอะไร ?

คนที่คิดอย่างคุณอมรัตน์มีเยอะ เพียงแต่ไม่ได้ออกมาพูด เราทำงานด้านนี้ก็เจอเรื่อยๆ ซึ่งถ้าจะคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ผิด เป็นสิทธิ ซึ่งก็ดีเหมือนกันที่ทำให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยนข้อมูล พูดแล้วเหมือนประชด แต่พูดจากใจจริง

สิ่งที่คุณอมรัตน์พูดเป็นเรื่องปัจเจก อาจเพราะไม่ได้อยู่กับข้อมูล ไม่ได้สัมผัสกับผู้คนที่ถูกละเมิด ถูกเลือกปฏิบัติมากมาย

แต่แปลกใจว่าในอุดมการณ์ของพรรคประชาชนและคุณอมรัตน์เอง ก็เคารพและยึดถือหลักการประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักความเสมอภาค ไม่อย่างนั้นจะพูดเรื่องเหลื่อมล้ำและคนเท่ากันทำไม

ประโยคที่น่าสนใจคือ เธอบอกว่าตอนเด็กๆ ตัวเองยังไปรังแกผู้ชาย นี่คือความรุนแรง ไม่ใช่ความเสมอภาค เพราะความเสมอภาคส่งเสริมให้คนเท่าเทียมกัน มีความสุข และปลอดภัย

คิดดูว่ารบกันที่ชายแดนไม่รู้งบประมาณหมดไปเท่าไร แต่รัฐบาลยังไม่มีกองทุนที่จะช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกทารุณกรรมทางเพศเลย

ที่พูดได้เพราะเรามีบ้านพักฉุกเฉินและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ยังทำด้วยเงินบริจาค

: ทำไมสัดส่วนนักการเมืองหญิงไทยรั้งท้ายอาเซียน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ?

อาจจะเป็นเรื่องที่หาหลักฐานชัดๆ ไม่ได้ ขอเรียกว่าเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะไทยยังไม่เคยทำงานวิจัยละเอียด

ประการที่ 1 ระบบการเมืองไทยเป็นแบบปิดมานาน และแข่งขันสูง ไม่อย่างนั้นจะมีการซื้อเสียงเหรอ ธรรมชาติผู้หญิงซึ่งดูแลการเงินของบ้าน ไม่เอาเงินตัวเองไปลงทุนซื้อเสียง ถ้าไม่มีเงินถุงเงินถังมาให้หรืออยู่ในตระกูลการเมืองอยู่แล้ว

2. ช่วงที่มีสถานการณ์รุนแรง อาจถึงบาดเจ็บล้มตาย แต่ตอนนี้ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงคือการโดนดูถูกเหยียดหยามทางเพศ โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย ใส่ร้ายป้ายสีง่ายกว่าผู้ชายเยอะ โดนขุดคุ้ยประวัติที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้าไม่ได้มีการแก้ไข ก็จะไปทั้งตระกูล ถึงลูกเต้า ความเสี่ยงนี้ผู้หญิงคิดหนัก การจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ กระบอกเสียง หรือตัวแทนต่อสู้ก็ไม่ง่าย

3. ภาระที่ผูกพันมากับผู้หญิงส่วนใหญ่คือ ครอบครัว ลูกก็ต้องไปส่ง การบ้านก็ต้องสอน แถมถ้าสามีไม่สนับสนุนก็อาจต้องแตกหักกันไป แต่คิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือ ระบบพรรคการเมืองที่จะเปิดให้ผู้หญิงที่สนใจการเมืองเดินเข้าไปสมัครได้เลยหรือไม่

คราวที่แล้ว สถิติผู้หญิงสูงขึ้นไปถึง 19% จาก 16% เมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่รอบนี้น่าจะตกลงไป จาก 19% ซึ่งน้อยอยู่แล้ว ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคนี้คือ 22% ส่วนระดับโลกขณะนี้น่าจะ 28% แล้ว แต่ของเราพอๆ กับมาเลเซีย

ส่วนสาเหตุที่ไทยแพ้เวียดนามและลาวคือ ระบบการเมืองของเขาเป็นระบบเดี่ยว พรรคเดียว ถ้าหัวขบวนเคลื่อน ข้างล่างก็เคลื่อนหมด หากส่งสารมาจากข้างบนว่า ขอผู้หญิง 30% ระบบการเลือกตั้งของเขาสามารถออกแบบให้เป็นอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นเวียดนามจึงไปถึง 31% เลยสถิติโลกไปแล้ว

อีกอันหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้หญิงเข้าไปสู่ Gender Quota คือ มีการจัดสัดส่วนให้ ซึ่งประเทศมุสลิมที่ผู้หญิงถูกกดทับเยอะจะจัดโควต้าแบบสงวนที่นั่งไว้ เช่น อำเภอนี้ 30% แล้วผู้หญิงก็ไปเลือกตั้งแข่งกันเข้ามา

สำหรับไทยใช้ระบบ Gender Quota เหมือนกัน แต่เป็นการสมัครใจ Voluntary เขียนในรัฐธรรมนูญเหมือนกันว่า การส่งผู้สมัครลงบัญชีรายชื่อ ต้องคำนึงถึงสัดส่วนชายหญิงให้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีใครคำนึง เพราะไม่มีบทลงโทษด้วย ไม่เหมือนบางประเทศ ถ้าไม่ส่ง 30% หรือ 50% จะไม่ได้ลงเลือกตั้งเลย อย่างฝรั่งเศส และมีบทลงโทษคือ เสียค่าปรับ พรรคต่างๆ ก็ยอมเสียค่าปรับ (หัวเราะ)

บางประเทศในลาตินอเมริกาและแอฟริกา ใช้โควต้าพุ่งเลย เช่น รวันดามีสงครามตลอด ตอนนี้ผู้หญิงมากกว่า 50%

Gender Quota ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าไทยจะทำลองดูสักระยะหนึ่งก็ได้ ให้ผู้หญิงขึ้นมาสัก 30% และจะยกเลิกก็ได้ เพราะมันเริ่มมีตัวแบบ เริ่มมีบทบาทให้สังคมได้เห็น

4-5 ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้หญิงออกมามีบทบาททางการเมืองเด่นชัด ซึ่งก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เพราะถูกนำไปเทียบมาตรฐานผู้ชาย ว่าทำไมทำท่าทำทาง เคลื่อนไหวแบบผู้ชาย (หัวเราะ)

สายอนุรักษนิยมจัดๆ จะไม่ชอบ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรืองรวี พิชัยกุล กับ ‘วันสตรีสากล’ สแกน 2 มิติ (ไทย) ไม่เลือกปฏิบัติ-ไม่ถูกกระทำรุนแรง เรื่องแรกพอได้ เรื่องหลัง ‘ยังไม่ถึงไหน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...