เรืองรวี พิชัยกุล กับ 'วันสตรีสากล' สแกน 2 มิติ (ไทย) ไม่เลือกปฏิบัติ-ไม่ถูกกระทำรุนแรง เรื่องแรกพอได้ เรื่องหลัง 'ยังไม่ถึงไหน'
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
โลกก้าวหน้า ไทยก็ก้าวหน้า ทั้งในแง่กฎหมาย และความเข้าอกเข้าใจของสังคมไทย แต่ถามว่า ‘เพอร์เฟ็กต์’ ไหม คงต้องยืมศัพท์เจน Z มาตอบว่า ‘อาจจะยังน้า (ลากเสียง)’
เรากำลังกล่าวถึง ‘สิทธิสตรี’ ที่นานาชาติปักหมุดบนปฏิทิน 8 มีนาคมของทุกปี คือ ‘วันสตรีสากล’
หนึ่ง ‘ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ’ สอง ‘ไม่ถูกกระทำความรุนแรง’ คือ 2 มิติเมื่อพูดถึง ‘ความเสมอภาคระหว่างเพศ’ ซึ่ง เรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (GENDER AND DEVELOPMENT RESEARCH INSTITUTE) สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ให้ปากคำว่า
“นี่คือ 2 เรื่องใหญ่ สำหรับเรื่องแรก ในไทยพอได้อยู่ แต่เรื่องหลังยังไม่ไปถึงไหน”
หันมองรอบกายในออนไลน์และออนไซต์
วิวาทะอมตะในบางประเด็นก็ยังดำรงอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่ดราม่าสดใหม่ ก็ยังมีมาเซอร์ไพรส์ให้ชาวเน็ตไทยโดยสารรถทัวร์
นี่คือ 5 คำถามสั้นๆ กับ 5 คำตอบเคลียร์ๆ จากมุมมองของคนทำงานตัวจริงที่มองเห็นพัฒนาการนับเนื่องหลายทศวรรษของสังคมประเทศชาติ (ไทย) ว่าเราก้าวหน้า หยุดนิ่ง หรือถอยหลังไปทางใด?
: ความก้าวหน้าของสังคมไทย ในด้านสิทธิความเท่าเทียมของผู้หญิง 2026 ไปถึงไหนแล้ว ?
ความเสมอภาคระหว่างเพศ บางคนอาจมองเป็นเพียงเรื่องสิทธิเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วต้องมีโอกาสที่เสมอภาคกันด้วย ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่พูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุต่างๆ 11 ประการ เช่น เพศ เชื้อชาติ ภาษา ความคิดเห็นทางการเมืองอะไรก็ว่าไป และยังมีมาตรการพิเศษสำหรับเสริมให้คนมีโอกาสเท่ากัน
เรื่องความเท่าเทียม ไทยค่อนข้างโอเค กฎหมายต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่พูดถึงความเสมอภาคระหว่างเพศอย่างชัดเจน ทำให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจเปิดรับผู้หญิง ตำแหน่งทางราชการ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอก็มีผู้หญิงเป็นครั้งแรกๆ รวมทั้งเปิดให้ไม่มีข้อจำกัด หรือถูกกีดกัน
แต่ทางฝั่งความมั่นคงอาจจัดโควต้าหญิง-ชายไม่เท่ากัน ก็ถือว่าจำกัดสิทธิพอสมควร นี่คือสิ่งที่ยังล้าหลังแม้ในปัจจุบัน
อย่างโรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน อันนี้ชัดเจนมาก เพราะเคยรับผู้หญิงเข้าเรียน แต่ตอนหลังเลิกไป ก็เป็นเรื่องที่พวกเราพยายามพูดแล้วพูดอีก แต่ยังไม่มีการแก้ไข
อำนาจต่อรองของเราคงน้อยมาก (หัวเราะ)
: อุปสรรคขวากหนามที่ก้าวข้ามยากสุดคืออะไร ?
ถ้าพูดรวมๆ คือทัศนคติ เรียกว่าเป็นภาพเหมารวมบางอย่าง คือ Gender stereotype ที่มองว่าผู้หญิงเหมาะกับเรื่องนี้ ผู้ชายเหมาะกับเรื่องนั้น ทั้งๆ ที่ทำได้ทั้ง 2 เพศ สมมุติว่าจะจ้างคนมาเลี้ยงลูก จะจ้างผู้หญิงหรือผู้ชาย มันเป็นประวัติศาสตร์สืบเนื่องมา
ภาพเหมารวมนี้ไปกีดกันผู้มีศักยภาพ เช่น ผู้หญิงเรียนวิศวะเต็มเลย แต่บริษัทรถยี่ห้อหนึ่งรับสมัครวิศวกรชาย 100 คน ไม่ให้ผู้หญิงสมัคร
ไม่ใช่แค่ผู้หญิงโดนกีดกัน แอลจีบีทีมีเยอะที่เขียนเลยว่าไม่ให้รับ ถึงไม่เขียน แต่ในเชิงปฏิบัติก็ไม่รับ แม้จะแปลงเพศแล้ว มันเป็นเรื่องอคติ
นอกจากนี้ ความเข้าใจในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจยังไม่เพอร์เฟ็กต์เท่าไร
ความเสมอภาคระหว่างเพศ หมายถึงสาระเหมือน ปฏิบัติเหมือน สาระต่าง ปฏิบัติต่าง เช่น นักมวยชิงเข็มขัดเดียวกัน เขาไม่เอาผู้หญิงกับผู้ชายไปต่อยกัน แต่ถ้าสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ เขาก็ไม่แยกข้อสอบชาย-หญิงเพราะสาระเหมือน ปรากฏว่า ตรงที่มันเหมือน เราโดนปฏิบัติต่าง ตรงที่เราต่าง เราดันโดนทำให้เหมือน
ผู้หญิงมีประจำเดือน ความต่างในสรีระถูกตีความว่าเป็นสาระเหมือนก็มี จึงใช้งานเหมือนกัน เช่น คนท้องยังให้ยืนสายพาน 8 ชั่วโมงเหมือนเดิม ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถมีครอบครัว หรือไม่มีลูก ตอนนี้เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตเลย คือการเกิดของเด็กน้อยมากจนน่ากลัว อีก 30 ปีประชากรเราจะเหลือแค่ 30 ล้าน คนรุ่นใหม่ลูกๆ หลานๆ เราต้องแบกรับคนสูงอายุมากมาย
ทำไมผู้หญิงจึงไม่มีลูก ไม่ใช่แค่ไทย แต่สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน มองโกเลียเป็นหมดเลย แล้วจะอยู่อย่างไร ต้องเตรียมรับสถานการณ์นี้ Work-Life Balance เป็นสิทธิความเสมอภาคของผู้หญิงและผู้ชาย รวมถึงผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถ้าอยากมีครอบครัว ต้องได้สร้างครอบครัว อยากมีลูก ต้องได้มี ไม่ใช่ต้องอั้น เพราะโรงเรียนแพง อะไรแพงหมด ไม่มีสวัสดิการไม่ได้
เมื่อก่อน มีปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ การข่มขืนกระทำชำเรา ความรุนแรงที่กระทำต่อเนื้อตัวร่างกาย ตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่บ้านพักฉุกเฉินที่ดิฉันทำงานอยู่ สถิติเปลี่ยนแปลงจากข่มขืนกระทำชำเรา กลายเป็นท้องไม่พร้อมอันดับ 1 ความรุนแรงในครอบครัวที่ได้รับการกระทำจากคนรัก สามี แม้แต่อดีตสามีเป็นอันดับ 2 และ 90% มี 2 อย่างพร้อมกัน
เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ ต้องมี 2 มิติ 1. คือ ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ 2. ไม่ถูกกระทำความรุนแรง นี่คือ 2 เรื่องใหญ่ สำหรับเรื่องแรก ในไทยพอได้อยู่ แต่เรื่องหลังยังไม่ไปถึงไหน
: มองอย่างไรต่อข้อถกเถียงเรื่องคำนำหน้าชื่อ ซึ่งกลุ่ม ‘สตรีข้ามเพศ’ บางส่วนเรียกร้องใช้ ‘นางสาว’ ในบัตรประชาชนเหมือนผู้หญิงโดยกำเนิด ?
จริงๆ ส่วนตัวยังไม่ตกผลึกเท่าไร อาจจะศึกษาเรื่องนี้น้อย
แต่ถ้าพูดถึงสิทธิในการเลือกเป็น Somebody เป็นคนคนหนึ่ง จะเป็นเฉดไหนก็แล้วแต่ เขาควรเลือกได้ว่าจะเป็นเฉดนั้น แต่ข้อโต้เถียงต่างๆ ก็จะต้องค่อยๆ อธิบาย ต่อสู้ไปทีละเปลาะ
เพราะเรื่องแบบนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในข้ามคืน
แม้กระทั่งเพศสภาพ ไทยเพิ่งแปลคำนี้จาก Gender เมื่อไม่นานมานี้เอง 20-30 ปีที่แล้วไม่ค่อยมีใครรู้จักว่า Gender คืออะไร แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก
นี่คือความก้าวหน้าของความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างเพศ (Sex) กับเพศภาวะ และมีพระราชบัญญัติความเสมอภาคระหว่างเพศเกิดขึ้นใน พ.ศ.2558 และกำลังใช้งานอยู่
ส่วนนี้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ดีที่สุด (หัวเราะ)
: ดราม่าล่าสุดจากโพสต์เฟซบุ๊กของอดีต ส.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ที่ว่า ‘ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ’ สะท้อนอะไร ?
คนที่คิดอย่างคุณอมรัตน์มีเยอะ เพียงแต่ไม่ได้ออกมาพูด เราทำงานด้านนี้ก็เจอเรื่อยๆ ซึ่งถ้าจะคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ผิด เป็นสิทธิ ซึ่งก็ดีเหมือนกันที่ทำให้เกิดการถกเถียง แลกเปลี่ยนข้อมูล พูดแล้วเหมือนประชด แต่พูดจากใจจริง
สิ่งที่คุณอมรัตน์พูดเป็นเรื่องปัจเจก อาจเพราะไม่ได้อยู่กับข้อมูล ไม่ได้สัมผัสกับผู้คนที่ถูกละเมิด ถูกเลือกปฏิบัติมากมาย
แต่แปลกใจว่าในอุดมการณ์ของพรรคประชาชนและคุณอมรัตน์เอง ก็เคารพและยึดถือหลักการประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักความเสมอภาค ไม่อย่างนั้นจะพูดเรื่องเหลื่อมล้ำและคนเท่ากันทำไม
ประโยคที่น่าสนใจคือ เธอบอกว่าตอนเด็กๆ ตัวเองยังไปรังแกผู้ชาย นี่คือความรุนแรง ไม่ใช่ความเสมอภาค เพราะความเสมอภาคส่งเสริมให้คนเท่าเทียมกัน มีความสุข และปลอดภัย
คิดดูว่ารบกันที่ชายแดนไม่รู้งบประมาณหมดไปเท่าไร แต่รัฐบาลยังไม่มีกองทุนที่จะช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกทารุณกรรมทางเพศเลย
ที่พูดได้เพราะเรามีบ้านพักฉุกเฉินและยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ยังทำด้วยเงินบริจาค
: ทำไมสัดส่วนนักการเมืองหญิงไทยรั้งท้ายอาเซียน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ?
อาจจะเป็นเรื่องที่หาหลักฐานชัดๆ ไม่ได้ ขอเรียกว่าเป็นข้อสันนิษฐาน เพราะไทยยังไม่เคยทำงานวิจัยละเอียด
ประการที่ 1 ระบบการเมืองไทยเป็นแบบปิดมานาน และแข่งขันสูง ไม่อย่างนั้นจะมีการซื้อเสียงเหรอ ธรรมชาติผู้หญิงซึ่งดูแลการเงินของบ้าน ไม่เอาเงินตัวเองไปลงทุนซื้อเสียง ถ้าไม่มีเงินถุงเงินถังมาให้หรืออยู่ในตระกูลการเมืองอยู่แล้ว
2. ช่วงที่มีสถานการณ์รุนแรง อาจถึงบาดเจ็บล้มตาย แต่ตอนนี้ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงคือการโดนดูถูกเหยียดหยามทางเพศ โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย ใส่ร้ายป้ายสีง่ายกว่าผู้ชายเยอะ โดนขุดคุ้ยประวัติที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถ้าไม่ได้มีการแก้ไข ก็จะไปทั้งตระกูล ถึงลูกเต้า ความเสี่ยงนี้ผู้หญิงคิดหนัก การจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ กระบอกเสียง หรือตัวแทนต่อสู้ก็ไม่ง่าย
3. ภาระที่ผูกพันมากับผู้หญิงส่วนใหญ่คือ ครอบครัว ลูกก็ต้องไปส่ง การบ้านก็ต้องสอน แถมถ้าสามีไม่สนับสนุนก็อาจต้องแตกหักกันไป แต่คิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือ ระบบพรรคการเมืองที่จะเปิดให้ผู้หญิงที่สนใจการเมืองเดินเข้าไปสมัครได้เลยหรือไม่
คราวที่แล้ว สถิติผู้หญิงสูงขึ้นไปถึง 19% จาก 16% เมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่รอบนี้น่าจะตกลงไป จาก 19% ซึ่งน้อยอยู่แล้ว ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคนี้คือ 22% ส่วนระดับโลกขณะนี้น่าจะ 28% แล้ว แต่ของเราพอๆ กับมาเลเซีย
ส่วนสาเหตุที่ไทยแพ้เวียดนามและลาวคือ ระบบการเมืองของเขาเป็นระบบเดี่ยว พรรคเดียว ถ้าหัวขบวนเคลื่อน ข้างล่างก็เคลื่อนหมด หากส่งสารมาจากข้างบนว่า ขอผู้หญิง 30% ระบบการเลือกตั้งของเขาสามารถออกแบบให้เป็นอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นเวียดนามจึงไปถึง 31% เลยสถิติโลกไปแล้ว
อีกอันหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้หญิงเข้าไปสู่ Gender Quota คือ มีการจัดสัดส่วนให้ ซึ่งประเทศมุสลิมที่ผู้หญิงถูกกดทับเยอะจะจัดโควต้าแบบสงวนที่นั่งไว้ เช่น อำเภอนี้ 30% แล้วผู้หญิงก็ไปเลือกตั้งแข่งกันเข้ามา
สำหรับไทยใช้ระบบ Gender Quota เหมือนกัน แต่เป็นการสมัครใจ Voluntary เขียนในรัฐธรรมนูญเหมือนกันว่า การส่งผู้สมัครลงบัญชีรายชื่อ ต้องคำนึงถึงสัดส่วนชายหญิงให้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีใครคำนึง เพราะไม่มีบทลงโทษด้วย ไม่เหมือนบางประเทศ ถ้าไม่ส่ง 30% หรือ 50% จะไม่ได้ลงเลือกตั้งเลย อย่างฝรั่งเศส และมีบทลงโทษคือ เสียค่าปรับ พรรคต่างๆ ก็ยอมเสียค่าปรับ (หัวเราะ)
บางประเทศในลาตินอเมริกาและแอฟริกา ใช้โควต้าพุ่งเลย เช่น รวันดามีสงครามตลอด ตอนนี้ผู้หญิงมากกว่า 50%
Gender Quota ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าไทยจะทำลองดูสักระยะหนึ่งก็ได้ ให้ผู้หญิงขึ้นมาสัก 30% และจะยกเลิกก็ได้ เพราะมันเริ่มมีตัวแบบ เริ่มมีบทบาทให้สังคมได้เห็น
4-5 ปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้หญิงออกมามีบทบาททางการเมืองเด่นชัด ซึ่งก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เพราะถูกนำไปเทียบมาตรฐานผู้ชาย ว่าทำไมทำท่าทำทาง เคลื่อนไหวแบบผู้ชาย (หัวเราะ)
สายอนุรักษนิยมจัดๆ จะไม่ชอบ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรืองรวี พิชัยกุล กับ ‘วันสตรีสากล’ สแกน 2 มิติ (ไทย) ไม่เลือกปฏิบัติ-ไม่ถูกกระทำรุนแรง เรื่องแรกพอได้ เรื่องหลัง ‘ยังไม่ถึงไหน’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly