น้ำมันดีดแรงสุดในประวัติศาสตร์ วันเดียวพุ่ง 20% ทะลุ $110 ส่อวิกฤตพลังงานโลก
ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยในการซื้อขายที่เอเชียเมื่อเช้าวันจันทร์ สัญญา Brent แตะ 111.04 ดอลลาร์ (+20%) และ WTI พุ่งถึง 111.24 ดอลลาร์ (+22%) ผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงจนกระทบการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์การเมืองอิหร่านถึงจุดเปลี่ยนหลัง โมจตาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนบิดาที่เสียชีวิต บ่งชี้ว่าอิหร่านจะยังคงนโยบายเผชิญหน้าสายแข็งต่อไป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นเพียง “ราคาเล็กน้อย” เมื่อเทียบกับการทำลายภัยคุกคามนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพในระยะยาว
ด้านการทหาร อิสราเอลขยายวงโจมตีใจกลางเตหะรานและเบรุต โดยพุ่งเป้าไปที่คลังน้ำมันหลักจนเกิดกลุ่มควันและ “ฝนกรด” เป็นพิษทั่วพื้นที่ สภากาชาดอิหร่านต้องประกาศให้ประชาชนกักตัวในที่พัก ขณะที่อิสราเอลขู่โจมตีโรงกลั่นและโรงไฟฟ้าเป็นรายต่อไป
วิกฤตนี้ลามสู่ผู้ผลิตน้ำมันอย่างอิรัก คูเวต และยูเออี ที่ต้องลดกำลังผลิตชั่วคราวเนื่องจากคลังเก็บเต็มพิกัดเพราะส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ โดยเฉพาะอิรักที่กำลังผลิตทรุดลง 70% เหลือเพียง 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากบริษัทขนส่งเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกโจมตี
ในเชิงโครงสร้าง Moody’s เตือนถึงภาวะเงินเฟ้อรุนแรงระลอกใหม่ แม้ซาอุดีอาระเบียจะพยายามส่งออกผ่านทะเลแดงทดแทน แต่ปริมาณดังกล่าวยังไม่เพียงพอจะชดเชยน้ำมัน 20% ของโลกที่หายไปจากช่องแคบฮอร์มุซ กดดันให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นทันที
เหตุการณ์นี้นำไปสู่ภาวะ Black Monday ในตลาดเอเชีย โดยหุ้นกลุ่มนำเข้าพลังงานและภาคผลิตร่วงหนักกว่า 8% ขณะที่เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยและหุ้นพลังงานในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ตลาดยังมองข้ามคือภาวะ “Stagflation” หากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างสูง ท่ามกลางตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
อ้างอิง: CNBC