วิกฤตศรัทธาทรัมป์ สู่ 'Sell America' เงินเปลี่ยนทิศ ตลาดเอเชียเด่นรับคลื่นผันผวน
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
ปี 2569 ยังคงเป็นอีกปีของโลกลงทุนที่พวกเราคงต้องตั้งหลักรับมือคลื่นความผันผวนลูกใหญ่กันยาว ๆ ครับ เมื่อผู้นำสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดศึกทั้งนอกประเทศและในประเทศ ตั้งแต่ต้นปีโหมไฟร้อนใส่โลก
เริ่มต้นปีใหม่ยังไม่จบเดือนแรก ผู้นำสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ยกระดับความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ยึดโยงกับแย่งชิงทรัพยากร โจมตี “เวเนซุเอลา” เข้ายึดครองพลังงาน และจับจ้องยึด “กรีนแลนด์” ของเดนมาร์ก เปิดศึกกับโซนยุโรป ตามมาด้วย “สงครามภาษีการค้า” อัดใส่ 8 ประเทศในยุโรปแบบจุก ๆ
แถมขู่จะใช้กำลังเข้าไปในอิหร่าน เพิ่มจุดเดือดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกาศ “ขึ้นภาษีการค้า 25% กับทุกประเทศที่ยังคงทำธุรกิจและการค้ากับอิหร่าน”
ในประเทศเอง “ทรัมป์เผชิญกับวิกฤตศรัทธา” ทั้งจากประชาชนและนักลงทุนทั่วโลกที่ขาดความเชื่อมั่นต่อผู้นำสหรัฐ โดยเฉพาะแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กำลังหนักหน่วงยิ่งขึ้น
โลกตั้งคำถามอีก 11 เดือนที่เหลือ จะเกิดอะไรขึ้นเหนือคาดหรือไม่
“Sell America” กลับมาอีกครั้ง
เมื่อพันธบัตรสหรัฐไม่ใช่เซฟเฮเวนเหมือนเดิม
ต้นปีนี้ ตลาดสะท้อนความกังวลผ่านแรงขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ปรากฏการณ์ “Sell America” กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่เคยขึ้นชื่อว่าปลอดภัยสูงสุด นักลงทุนยุโรปและญี่ปุ่นทยอยลดการถือครอง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้น สะท้อน “วิกฤตศรัทธา” ต่อเสถียรภาพนโยบายสหรัฐ
โลกวิตกกังวลถึงความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาลสหรัฐ และซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอ่อนตัวลง นอกจากนี้ตลาดพันธบัตรออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ปรับตัวลงเช่นกัน
แรงขายบอนด์ในตลาดโลกยังลุกลามไปยังญี่ปุ่น โดยพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีให้ผลตอบแทนแตะ 4% สูงสุดตั้งแต่มีการออกพันธบัตรประเภทนี้ในปี 2550
ขณะที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะการคลังสหรัฐและความเป็นอิสระของเฟด ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองจากรัฐบาลทรัมป์ เกิด “วิกฤตศรัทธา” ต่อสหรัฐอีกครั้ง ธนาคารกลางทั่วโลกลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐ ในฐานะทุนสำรอง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาลสหรัฐกำลังเกิดภาวะเงินตึงตัว
เวลานี้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะ “คงดอกเบี้ย” ในการประชุมต้นปี และอาจลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2569 ซึ่งสวนทางกับแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำกว่านี้
3 ความเสี่ยงหลักกดดันตลาดโลก
แนวโน้มตลาดการลงทุนยังเผชิญความเสี่ยงหลัก 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยแรก : ภูมิรัฐศาสตร์และพลังงาน
อุณหภูมิความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจ ยังอยู่ในกรอบของสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีเป็นหลัก และจะเริ่มเห็นการยกระดับที่ชัดเจนมากขึ้น ในเรื่องความเสี่ยงด้านความมั่นคงและการใช้กำลังทางทหารที่มากขึ้นทั้งประเด็นของการโจมตีเวเนซุเอลา การชุมนุมและความตึงเครียดทางการเมืองในอิหร่าน
รวมไปถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ในกรีนแลนด์ สะท้อนว่า การแข่งขันในประเทศมหาอำนาจ กำลังขยายจากห่วงโซ่การผลิตไปสู่ห่วงโซ่พลังงานและทรัพยากร ซึ่งการแข่งขันที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างราคาน้ำมันและทองคำ โดยเฉพาะ “พลังงานคือ ต้นทุนของทุกอย่าง”
ปัจจัยที่สอง : การเมืองกดดันเฟด
ตลาดกังวลความเป็นอิสระของเฟด หลังทรัมป์กดดันให้ลดดอกเบี้ยและส่งสัญญาณเปลี่ยนตัวประธานเฟด“เจอโรม พาวเวลล์” และเตรียมที่จะเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งมีชื่อของ “Kevin Warsh” อดีตกรรมการเฟด และ “ ริก รีเดอร์” มาแทน
ประเด็นใหญ่ที่ตลาดจับตา เพราะเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ตลาดให้ความสำคัญมากในปีนี้ ว่านโยบายการเงินระยะถัดไปจะดำเนินนโยบายการเงินแบบยึดโยงกับข้อมูลทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ หรือว่าจะถูกชี้นำด้วยแรงกดดันหรือการข่มขุ่ทางการเมืองที่มากขึ้น ท่ามกลางตลาดเงินที่ตึงตัวเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐ ความไม่แน่นอนนี้กระทบความเชื่อมั่นต่อดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐโดยตรง
อีกประเด็นวันที่ 27-28 มกราคมนี้ เฟดจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เป็นนัดแรกของปี ล่าสุด Fed Watch Tool และนักวิเคราะห์ในตลาด คาดการณ์ว่าเฟดจะ “คงอัตราดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50-3.75% หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจยังแข็งแรง และตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟด
ขณะที่ Dot Plot ล่าสุดของ FOMC คาดว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2569 ซึ่งตรงกันข้ามกับความต้องการของทรัมป์ที่อยากเห็นเฟดลดดอกเบี้ยให้ต่ำมาก ๆ ส่วนตลาดคาดหวังจะเห็นการลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง
ปัจจัยสุดท้าย : ความไม่ชัดเจนของกำแพงภาษี
แม้โดยรวมอัตราภาษีทางการค้าจะผ่านจุดสูงสุดไปในปีที่แล้ว แต่เวลานี้ตลาดเฝ้าติดตามผลตัดสินของศาลฎีกาในคดีการใช้อำนาจฉุกเฉินขึ้นภาษีการค้าของทรัมป์ เพื่อประเมินความเสี่ยงทางการคลังและกติกาการค้าโลกอีกระลอก โดยมีการคาดการณ์ 2 กรณี
- กรณีศาลรับรอง (ไม่ต้องคืนภาษี) ซึ่งตลาดรับรู้กระแสไปมากแล้ว ฉะนั้น ผลกระทบจำกัด
- กรณีศาลไม่รับรอง และต้องคืนภาษี อาจกลายเป็นปัญหาทางการคลังของสหรัฐขึ้นมาทันที และผลกระทบที่หนักกว่า คือ ความไม่แน่นอนรอบใหม่ของกติกาการค้าโลก นั่นหมายถึง ใครจะจ่ายหนี้ เกิดความผันผวนของงบประมาณภาครัฐ ตลอดจนถึงแรงกดดันด้านราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ แม้จะทำให้เงินเฟ้อในปีนี้ไม่รุนแรงเหมือนในอดีต แต่ทำให้คาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นมิตรกับตลาดการลงทุนโลกครับ กรณีนี้คือกติกาการค้าโลกเปลี่ยนอีกรอบแล้วจะกระทบการลงทุนอย่างไร
สภาวะโลกกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ และภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นถดถอย แต่เป็นการเติบโตที่ “เปราะบาง” และเป็น K Shape ที่แต่ละประเทศเติบโตไม่เท่ากัน
โลกเข้าสู่ช่วงที่เครื่องมือกระตุ้นเหลือน้อย แต่ความเสี่ยงยังมากโดยเฉพาะความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรผ่อนคลาย บางประเทศเริ่มหยุดลดดอกเบี้ย แต่ญี่ปุ่นสวนทางเตรียม “ขึ้นดอกเบี้ย” ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่จะกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย
ประเทศในยุโรปถือครองพันธบัตรและหุ้นสหรัฐ มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในกองทุนภาครัฐ ตลาดคาดการณ์ว่า ยุโรปอาจลดการถือครองสินทรัพย์สหรัฐ เพื่อตอบโต้สงครามภาษีระลอกใหม่ ผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐให้สูงขึ้น และกดดันตลาดหุ้น
เงินโลกเปลี่ยนทิศ
เอเชีย-ตลาดเกิดใหม่ กลายเป็นทางเลือก
ผลกระทบของความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐ ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า และต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างยุโรปและสหรัฐที่เผชิญหน้ากัน ยิ่งทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งในภาวะตลาดปกติจะหมายถึงดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐ แต่ในเวลานี้ ตลาดไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติอีกต่อไป
นักกลยุทธ์หลายค่ายทั่วโลก ประเมินว่าสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การลงทุนในพันธบัตรสหรัฐไม่น่าสนใจ
สินทรัพย์ที่ผมอยากแนะนำพื่อรับมือกับความเสี่ยงความผันผวนสูง โดยยังเน้นทั้งหุ้นและตราสารหนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของหุ้นยังเป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นต่อการเติบโตของพอร์ตอยู่ เพียงแต่ไม่ควรลงทุนกระจุกตัว ต้องกระจายลงทุนและเน้นลงทุนแบบ selective ด้วย
เมื่อดอลลาร์และบอนด์สหรัฐไม่ได้ปลอดภัยเหมือนเดิม นักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสใหม่ในเอเชียและตลาดเกิดใหม่
กลุ่มแรก “ญี่ปุ่น” โดดเด่นที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว จากการประเทศกำลังมีการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเงินเฟ้อ และการเติบโตเชิงคุณภาพรวมถึงปฏิรูปบริษัทภิบาลที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนของผู้ถือห้น (ROE) และพร้อมจะดึงเม็ดเงินในประเทศกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น
Citigroup เพิ่งได้ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นญี่ปุ่นเป็น “มากกว่าตลาด” (overweight) โดยมองว่าตลาดญี่ปุ่นมีปัจจัยหนุนระยะยาวต่อกำไรและมูลค่าหุ้น จากภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาและปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ
กลุ่มที่สอง จีนและฮ่องกง แม้ว่ากำไรโดยรวมของบริษัทในตลาดฝั่งนี้อาจจะยังไม่ได้กลับสู่ระดับจุดสูงสุด แต่ว่ารัฐบาลก็เริ่มใช้นโยบายที่ตรงจุดมากขึ้นโดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศ และรัฐบาลจะประกาศอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนนี้ และขยายระยะเวลานโยบาย ส่วนลดดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับผู้บริโภค ออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 และยังผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนสูงตามแผนพัฒนาแห่งชาติตามฉบับที่ 15 เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ พร้อมยกระดับภาคการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น
หลังจากปี 2568 เศรษฐกิจจีนเติบโตในลักษณะสองความเร็ว โดยภาคส่งออกที่แข็งแกร่งช่วยพยุงการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจแตะเป้าหมายราว 5% ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังซบเซา และการลงทุนหดตัวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้จีนได้กำหนดให้การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ เป็นวาระเศรษฐกิจสำคัญที่สุดในปี 2569
กลุ่มสุดท้าย คือ อินเดียและเวียดนาม ซึ่งได้อานิสงส์ China+1 โดยอินเดียก็มีความแข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมการบริโภคภายในประเทศด้วย รวมถึงปีที่แล้วตลาดหุ้นอินเดีย ค่อนข้าง Underperform เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในเอเชียพอสมควรครับ
ส่วนเวียดนาม ยังครองความเป็นดาวเด่นในอาเซียนหลังจาก GDP ปีที่แล้ว เติบโต 8.02% แม้เผชิญภาษีนำเข้าของสหรัฐในอัตรา 20% ซึ่งโตแรงสุดในรอบ 10 ปี และเติบโตมากที่สุดในอาเซียนด้วย และล่าสุด ผู้นำเวียดนาม ได้ ประกาศโมเดลใหม่ ดันเศรษฐกิจโต 10% ใน 5 ปี
โดยเน้นบทบาทของเทคโนโลยี ภาคเอกชน และการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ถือเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 40 ปี โดยผลักดันภาคเอกชนให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตที่สำคัญที่สุด พร้อมมุ่งสร้างกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนของเวียดนาม ทั้งนี้เวียดนามเป็นประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรง(FDI) ไหลเข้ามากอันดับต้นๆของโลกมาหลายทศวรรษ
โลกกำลังส่องสปอตไลท์ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” กำลังจะยกระดับขึ้นเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market :EM) ในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าในระยะถัดไป
กระจายเสี่ยงข้ามสินทรัพย์ข้ามภูมิภาค – DCA แก้บาทแข็ง
การลงทุนในปีนี้จะเป็นอีกปีที่ไม่ง่าย และไม่สามารถที่จะพึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งได้เพียงอย่างเดียว เราต้องใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง”ข้ามสินทรัพย์และข้ามภูมิภาคด้วย เพื่อรับมือความผันผวนของตลาด และยึดหลักการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ในสัดส่วน 80:20 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนระยะยาว เพื่อพอร์ตหลักเน้นลงทุนสินทรัพย์ที่ให้ความมั่นคง เช่น พันธบัตร หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือหุ้นที่จ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างผลตอบแทนเข้ามาเรื่อย ๆ
ส่วนพอร์ตรอง เน้นลงทุนที่สร้างผลกำไรสูง ๆ สามารถเลือกตลาดหุ้นรายประเทศ ธีมเมกะเทรนด์หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง หรือ Selective ตัวหุ้นที่โดดเด่นเป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ซึ่งการลงทุนในพอร์ตรองจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเชิงลึก มีหลักการเลือกหุ้นคุณภาพมีราคาถูกหรือเหมาะสม รวมทั้งเข้าใจระดับความเสี่ยง และติดตามโลกการลงทุนอย่างใกล้ชิดและมีสติควบคุมอารมณ์เพราะฉะนั้น พอร์ตรองจะเป็นพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูงเมื่อตลาดเกิดความผันผวนขาลงครับ
จากบทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนรุนแรงจากเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ พอร์ตที่จัดสัดส่วนหลากหลายสินทรัพย์ และมีการปรับสมดุลระหว่างสินทรัพย์ หรือ Rebalance จะช่วยให้มีผลลัพธ์ที่ดีกว่าด้วย
ท่ามกลางความผันผวนที่ต้องเผชิญกันในปีนี้ ผมยังย้ำถึงความสำคัญในการจัดพอร์ตตามสัดส่วน 80:20 จะช่วยให้นักลงทุนอุ่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะมือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดในช่วงตลาดตก เพราะแม้พอร์ตรองจะผันผวนหนัก แต่ก็ยังมีพอร์ตหลักคอยพยุงไว้อยู่ และเมื่อพอร์ตรวมเหวี่ยงน้อยลง นักลงทุนก็จะไม่ตกใจกลัวจนรีบขายทิ้ง ช่วยให้นักลงทุนสามารถฝ่าความผันผวนไป
สำหรับการลงทุนนั้น ยังมีตลาดหุ้น และเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสที่น่าลงทุนอยู่มาก โดยการวิเคราะห์อัตราส่วนหุ้นถูกแพงแต่ละประเทศด้วย Jitta Market Prediction ซึ่งเป็น AI ของ Jitta ได้วิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่เศรษฐกิจเติบโต มีหุ้นดีราคาถูกอยู่มาก และน่าลงทุนในปี 2569 ยังมุ่งเน้นไปที่ตลาดหลักของโลก ได้แก่ ตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และสหรัฐ โดยมีอัตราส่วนหุ้นถูกแพงอยู่ที่ 4.56 เท่า 2.33 เท่า และ 1.63เท่า ตามลำดับ
ผมยังแนะนำนักลงทุนเพิ่มกลยุทธ์การลงทุน ด้วยการ DCA หรือเพิ่มทุนอย่างสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับคนที่มีวินัยการเงินสูง สามารถ DCA เป็นรายเดือน รายไตรมาส ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลงทุนดีกว่าตลาดที่สำคัญช่วงตลาดขาลง พอร์ตของคุณจะผันผวนน้อยกว่าตลาด และการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะเห็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่ทำให้พอร์ตเติบโตในระยะยาว
อีกข้อดีของคนที่ทำ DCA อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินได้ เพราะเป็นการกระจายต้นทุนทั้งในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าและอ่อนค่า จริง ๆ ค่าเงินก็มีรอบขาขึ้นและลงเป็นวัฎจักรเหมือนกันครับ
ช่วงนี้ ค่าเงินบาทแข็งอาจกระทบต่อมูลค่าของพอร์ตที่ลงทุนอยู่ต่างประเทศใช่มั้ยครับ ผมเชื่อว่า นักลงทุนคงตกใจเหมือนกันที่จู่ ๆ พอร์ตที่มีผลตอบแทนสูง แต่กลับเจอขาดทุนจากค่าเงินเกิดขึ้นซะงั้น
บางคนอาจทำใจรับไม่ได้หรือยังหวิว ๆ คิดไม่ตกจะขายเอากำไรเท่าที่ดีออกมาก่อน ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า สินทรัพย์ที่ถืออยู่ยังมีคุณภาพและมีแนวโน้มเติบโตได้ในระยะยาว
ใครที่ตกอยู่ในภาวะหัวใจอ่อนแอเช่นนี้ ผมแนะนำว่า คุณตั้งสติให้ดี ดึงจิตใจหนักแน่น ตราบใดที่คุณยังไม่ได้ขายออก หรือไม่มีความจำเป็นต้องถอนเงินลงทุนออกมาเป็นเงินบาทที่แข็งในช่วงนี้ คุณสามารถรอให้รอบของค่าเงินเหวี่ยงกลับมาอ่อนค่าได้ เพื่อรับประโยชน์จากมูลค่าพอร์ตที่เพิ่มขึ้นในรูปเงินบาท
พิจารณาว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนยังมีคุณภาพดีและเติบโตในระยะยาว ก็ถือลงทุนต่อไปครับ ตราบใดที่คุณยังไม่ได้ขายออก หรือไม่มีความจำเป็นต้องถอนเงินลงทุนออกมาเป็นเงินบาทในช่วงนี้
ซึ่งจริง ๆ แล้วคนที่ลงทุนระยะยาวไม่ต้องกังวลเลยคุณมีโอกาสได้กำไรจากการลงทุนและจากค่าเงินได้อยู่แล้ว ปกติค่าเงินผันผวนจะส่งผลกระทบเฉพาะคนที่ลงทุนระยะสั้นไม่ถึง 1 ปีมากกว่าครับ
สำหรับคนที่อยากออกไปลงทุนต่างประเทศหรือลงทุนเพิ่มก็ตาม ช่วงนี้เงินบาทแข็ง ถือเป็นโอกาสทองของคุณที่จะได้ซื้อของดีในราคาถูก และอย่าลืมยึดหลักการลงทุนที่ถูกต้องด้วยนะครับ เมื่อไหร่ที่ค่าเงินเหวี่ยงกลับมาอ่อน คุณจะทำกำไรได้ 2 ต่อเลยครับ
ผมขอฝากคำเตือนของนักลงทุนตำนานโลก “ Charlie Munger” กล่าวไว้ว่า ความโลภมักทำให้เสี่ยงเกินแผนและละเลยการบริหารพอร์ต ผลตอบแทนที่ยั่งยืน มาจากวินัยและการควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่ดีลหวือหวา
เพราะฉะนั้น ความปลอดภัยการลงทุนในปีนี้ คงไม่ได้มาจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่ว่าจะมาจากการที่กระจายความเสี่ยงอย่างมีระบบ และคุณจะเป็นผู้รอดในโลกที่ผันผวนครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตศรัทธาทรัมป์ สู่ ‘Sell America’ เงินเปลี่ยนทิศ ตลาดเอเชียเด่นรับคลื่นผันผวน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net