โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 31.46 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 มกราคม 2569 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์

15 ม.ค. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.46 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ บ้าง แต่เงินบาทก็ยังขาดปัจจัยกดดันเพิ่มเติมที่จะทำให้สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.51 บาทต่อดอลลาร์)

โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทก็สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนของทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำเช่นกัน แม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ในช่วงคืนที่ผ่านมา จะออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ขยายตัว +0.6%m/m ทว่า ผู้เล่นในตลาดต่างคงมุมมองเดิมและมั่นใจว่า เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงผิดหวัง ว่า ศาลสูงสุด (Supreme Court) ของสหรัฐฯ ยังไม่มีคำตัดสินในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ขณะที่ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ก็ยังพอช่วยพยุงราคาทองคำ (XAUUSD) ให้ทรงตัวเหนือโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

แต่การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกจำกัดโดยจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน เช่นเดียวกันกับเงินบาทที่ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องได้ยาก หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังตลาดยังคงขาดการรับรู้ปัจจัยสำคัญ อย่าง คำตัดสินคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงมีกำลังอยู่ ซึ่งต้องจับตาทั้งปัจจัยภายในสหรัฐฯ อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดได้

รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งจะมีทั้งคดีของประธานเฟด Jerome Powell และคณะกรรมการเฟด Lisa Cook (ศาลสูงสุดจะมี Oral Argument ในวันที่ 21 มกราคม นี้) และปัจจัยภายนอกสหรัฐฯ อย่าง ความกังวลต่อประเด็นการเมืองญี่ปุ่น (ซึ่งผลสืบเนื่องไปยังประเด็นฐานะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น) ที่จะมีผลกระทบโดยตรงกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น

ขณะที่ประเด็นการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ นั้น อาจเป็นประเด็นสำคัญในระยะข้างหน้า เช่น ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป (ติดตามกำหนดการต่างๆ ของศาลสูงสุดได้ทางเวปไซต์ https://www.supremecourt.gov/)

ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง หลังเริ่มเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทั้งในส่วนของหุ้นและบอนด์ โดยในส่วนของบอนด์ไทยนั้น เรามองว่า บรรดาผู้เล่นต่างชาติต่างก็รอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทย หลังในช่วงที่ผ่านมา บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยมีการปรับตัวสูงขึ้นบ้าง จากความกังวลปริมาณการออกบอนด์และการทำ Bond Switching ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้

เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น

  • การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก
  • การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด)

นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ

ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.55 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor หลังมีรายงานข่าว ทางการจีนได้จำกัดการนำเข้าชิพจากสหรัฐฯ บางส่วน และซอฟแวร์ด้าน Cyber Security

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มการเงิน หลังรายงานผลประกอบการของธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.53% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.00%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.18% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare กลุ่มเหมืองแร่ และกลุ่มพลังงาน

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.13% แม้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะออกมาดีกว่าคาด ทว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็ช่วยหนุนการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

อนึ่ง เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด และผลการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ต้องรอลุ้นประเด็นการคืนเงินภาษี หากศาลตัดสินยุติมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ตลาดเกิดความกังวลแนวโน้มฐานะการคลังของสหรัฐฯ และกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง

ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยังไม่มีคำตัดสินในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ทว่าภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ก็พอช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้บ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.2 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ยังคงกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง

แต่ ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 4,620 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดาเฟดสาขา อาทิ ดัชนีภาคการผลิตโดยเฟดสาขานิวยอร์ก (NY Empire Manufacturing Index) รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่จะช่วยสะท้อนแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้

พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของอังกฤษ และยูโรโซน

ส่วนทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) ในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับ ทาง BOK ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มราคาอสังหาฯ อยู่

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...