โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยกระดับคุมเข้ม! สธ. สั่งคัดกรอง 100% ผู้เดินทางจากโกลกาตา ดักทาง ‘ไวรัสนิปาห์’ เข้าไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 ม.ค. เวลา 12.18 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. เวลา 12.17 น. • The Bangkok Insight

ยกระดับคุมเข้ม! สธ. สั่งคัดกรอง 100% ผู้เดินทางจากโกลกาตา ดักทาง "ไวรัสนิปาห์" เข้าไทย 3 สนามบินหลัก

จากกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลอินเดียประกาศเร่งดำเนินการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) อย่างเข้มงวด หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อจำนวน 5 คน ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตก โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลระบุว่า ขณะนี้มีประชาชนกว่า 100 คนที่ถูกกักตัว เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประวัติสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ และ ท่าอากาศยานดอนเมือง เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรค ได้เริ่มดำเนินการคัดกรองผู้เดินทางจากเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ตามมาตรการควบคุมโรค โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้โดยสารที่ผ่านช่องทางการตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสารจากต้นทางที่เมืองโกลกาตา (Kolkata) เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย มายังประเทศไทย ในปี 2568 สะสม 255,000 คน เฉลี่ยวันละ 700 คน ผ่าน 7 สายการบินโดยลงจอดใน 3 ท่าอากาศยาน คือ 1.สนามบินสุวรรณภูมิ เฉลี่ย 3-4 เที่ยวบิน จากสายการบินไทย สายการบินอินดิโก สายการบินภูฏานแอร์ไลน์ สายการบินไทยเวียตเจ็ท 2.สนามบินดอนเมือง 1-2 เที่ยวบิน จากสายการบินแอร์เอเชีย และสายการบินไลอ้อนแอร์ และ 3.สนามบินภูเก็ต 1 เที่ยวบินจากสายการบินอินดิโก โดยหลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศคำแนะนำในการคัดกรองผู้เดินทางมาจากเมืองดังกล่าว ทางกรมควบคุมโรคก็ได้ตั้งจุดคัดกรองโรคทั้ง 3 สนามบิน โดยจะคัดกรองทุกคนที่เข้าประเทศ ไม่ใช่การสุ่มคัดกรอง ทั้งนี้ การคัดกรองจะสามารถทำได้เพียงการตรวจจับอุณหภูมิร่างกายว่ามีไข้หรือไม่ ส่วนการเก็บตัวอย่างเชื้อ (Swap) ไม่สามารถทำได้ เพราะเชื้อมีความอันตรายสูง ถ้าจะเก็บตัวอย่างต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

จากกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลอินเดียประกาศเร่งดำเนินการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) อย่างเข้มงวด หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อจำนวน 5 คน ในพื้นที่รัฐเบงกอลตะวันตก โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลระบุว่า ขณะนี้มีประชาชนกว่า 100 คนที่ถูกกักตัว เนื่องจากเป็นผู้ที่มีประวัติสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุววรณภูมิ และ ท่าอากาศยานดอนเมือง เจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมโรค ได้เริ่มดำเนินการคัดกรองผู้เดินทางจากเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ตามมาตรการควบคุมโรค โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้โดยสารที่ผ่านช่องทางการตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสารจากต้นทางที่เมืองโกลกาตา (Kolkata) เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย มายังประเทศไทย ในปี 2568 สะสม 255,000 คน เฉลี่ยวันละ 700 คน ผ่าน 7 สายการบินโดยลงจอดใน 3 ท่าอากาศยาน คือ 1.สนามบินสุวรรณภูมิ เฉลี่ย 3-4 เที่ยวบิน จากสายการบินไทย สายการบินอินดิโก สายการบินภูฏานแอร์ไลน์ สายการบินไทยเวียตเจ็ท 2.สนามบินดอนเมือง 1-2 เที่ยวบิน จากสายการบินแอร์เอเชีย และสายการบินไลอ้อนแอร์ และ 3.สนามบินภูเก็ต 1 เที่ยวบินจากสายการบินอินดิโก โดยหลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศคำแนะนำในการคัดกรองผู้เดินทางมาจากเมืองดังกล่าว ทางกรมควบคุมโรคก็ได้ตั้งจุดคัดกรองโรคทั้ง 3 สนามบิน โดยจะคัดกรองทุกคนที่เข้าประเทศ ไม่ใช่การสุ่มคัดกรอง ทั้งนี้ การคัดกรองจะสามารถทำได้เพียงการตรวจจับอุณหภูมิร่างกายว่ามีไข้หรือไม่ ส่วนการเก็บตัวอย่างเชื้อ (Swap) ไม่สามารถทำได้ เพราะเชื้อมีความอันตรายสูง ถ้าจะเก็บตัวอย่างต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

พญ.จุไร กล่าวว่า เครื่องบินจากเมืองโกลกาตาต้องไปจอดในจุดที่กำหนดไว้ จากนั้นผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางมา ต้องเดินผ่านเครื่องกล้องถ่ายภาพความร้อน (Thermoscan) จากนั้นต้องกรอกข้อมูลสุขภาพลงในเอกสารคัดกรองโรค พร้อมรับบัตรคำแนะนำด้านสุขภาพ (Health Beware Card) ที่ต้องพกติดตัวเอาไว้ หากพบอาการป่วยให้รีบแจ้งที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เพื่อให้เกิดระบบสอบสวนโรค อย่างไรก็ตาม ในความกังวลว่าผู้โดยสารที่อาจจะปกปิดข้อมูลการป่วย แต่ถ้าเดินผ่านเครื่องเทอร์โมสแกนจะสามารถตรวจจับความร้อนในร่างกายได้ กรณีที่พบสงสัยว่ามีอาการป่วย ก็จะแยกผู้โดยสารออกมาเพื่อซักประวัติเพิ่มเติม ถ้ามีความเสี่ยงเข้าได้กับโรค ก็จะต้องส่งไปที่โรงพยาบาลทันที

เมื่อถามว่าการคัดกรองอุณหภูมิร่างกายและประวัติสุขภาพเพียงอย่างเดียว ก็มีโอกาสที่จะไปพบว่าป่วยภายหลังได้ พญ.จุไร กล่าวว่า ถูกต้อง จึงต้องมีระบบติดตามด้วย Health Beware Card เพราะมีโอกาสที่ผู้เดินทางเข้ามาในระหว่างที่โรคกำลังฝักตัว ซึ่งระยะนี้จะไม่สามารถแพร่เชื้อได้อยู่แล้ว เชื้อจะแพร่ได้ในระยะที่มีอาการป่วยแล้ว อย่างไรก็ตาม โอกาสในการแพร่เชื้อจากคนสู่คน มีรายงานข้อมูลจากทั่วโลกพบว่า ยังมีโอกาสน้อย โดยค่าความเสี่ยงไม่ถึง 1 แต่ถ้าเกิน 1 แปลว่าจะแพร่เชื้อได้เร็ว ทั้งนี้ ยังต้องจับตาข้อมูลการระบาดในปัจจุบัน ซึ่งอินเดียเองก็จับตาเช่นกัน เพื่อดูว่าเชื้อมีการกลายพันธุ์ เปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อะไรหรือไม่ มีโอกาสแพร่เชื้อจากคนสู่คนเพิ่มขึ้นหรือไม่

ขณะที่ นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ให้สถานพยาบาลในสังกัด ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เตรียมความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยที่สงสัยหรือผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อ โดยได้มีการเตรียมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ห้องแยกโรค ยาและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความพร้อม รวมทั้งเตรียมความพร้อม โรงพยาบาลและสถาบันเฉพาะทางด้านต่างๆ หากผู้ป่วยมีอาการผลแทรกซ้อนที่ยุ่งยากซับซ้อน อาทิ สถาบันประสาทวิทยา สถาบันโรคทรวงอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นต้น โดยทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ปลอดภัยที่สุด และได้ระดมผู้เชี่ยวชาญจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อนิปาห์ เพื่อให้บุคลากรในสถานพยาบาลทั่วประเทศใช้เป็นแนวทางการในการรับมือกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และเตรียมการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้กับบุคคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคนิปาห์และการดูแลผู้ป่วยจากเนื้อหาในคู่มือดังกล่าวอีกด้วย

ด้าน ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ จะมีระยะฟักตัวประมาณ 4–14 วัน หรืออาจยาวนานถึง 1 เดือน ระยะแรกมีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หรือมีภาวะสมองอักเสบ และอาการทางระบบประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ซึม สับสน ชัก ลูกตาเคลื่อนไหวผิดปกติ หรือแขนขากระตุก ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดร.นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข พร้อมในการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม RT-PCR มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถตรวจจากตัวอย่างหลากหลายชนิด เช่น เลือด สารคัดหลั่งจากคอและโพรงจมูก น้ำไขสันหลัง และปัสสาวะ โดยจะเก็บอย่างน้อย 2 ชนิดตัวอย่างขึ้นไป และสามารถรายงานผลภายใน 8 ชั่วโมงหลังได้รับตัวอย่าง ทั้งนี้ ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ จึงขอแนะนำประชาชนป้องกันตนเองโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์รังโรคและสัตว์พาหะ ล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ โดยเฉพาะค้างคาว สุกร ม้า แมว แพะ และแกะ

อ่านเพิ่มเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...