ถาม-ตอบ เรื่องความเป็น ‘หญิง’ ความเป็น ‘เธอ’ และสิ่งที่ ‘เจอ’ ทั้งในและนอกเวทีการเมือง กับ ‘กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์’ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย
เธอคนนี้ไม่ใช่นักการเมืองหญิงคนเดียว แต่เป็นหนึ่งคนจากอีกหลายชีวิต และจากอีกหลายพรรค จากหลายประเทศ ที่ยังถูกพูดถึงในเชิงเหยียดเพศและถูกครหาเรื่องความสามารถเพราะเป็น ‘ผู้หญิง’
‘กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์’ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ เขต 4 เขตคลองเตย เขตวัฒนา พรรคเพื่อไทย คือนักการเมืองหญิงที่เพิ่งถูกคนพูดถึงว่า “ออดอ้อน ฉอเลาะ จนได้ดี” ซึ่งนอกจากจะเป็นการผลักเรื่องความสามารถของเธอออกไปให้พ้นสายตา ยังเป็นการแสดงถึงทัศนคติดูถูกผู้หญิงของบางคนที่ยังเชื่อว่าพื้นที่การเมืองเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่ของผู้ชายมากกว่า เพราะการถูกโจมตีและใส่ร้ายว่าเธอเข้ามาเป็นนักการเมืองได้เพราะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับใคร นี่คงเป็นประสบการณ์ที่เหล่านักการเมืองชายแทบจะไม่เคยพบเจอการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในลักษณะเดียวกันนี้เลย เสมือนว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะถูกพูดถึงในฐานะนักการเมืองคนหนึ่งไม่ได้ ต้องมีเรื่องทางเพศเข้ามาแทรกอยู่เสมอ
เส้นทางการทำงานของนักการเมืองหญิงหลายๆ คน จึงไม่ได้หนักเฉพาะเนื้องานพัฒนาประเทศที่ต้องทำ แต่สิ่งที่หนักเพิ่มขึ้นไปอีก คือการรับมือกับความเกลียดชังทางเพศที่เกิดขึ้นผ่านการถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางเพศ ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานนักการเมืองที่ทำเลยสักนิด
นักการเมืองหญิงไฟแรงด้านหน้าเราย้ำว่า ผู้หญิงทุกคนไม่ได้มีหน้าที่พิสูจน์ตัวเองเพื่อใคร เธออยากให้ทุกคนได้เลือกเส้นทางของตัวเอง ถ้าอยากเป็นนักการเมืองก็เป็น อยากเป็นฟรีแลนซ์ก็เป็น อยากเป็นพนักงานประจำก็เป็น อยากเป็นนายตัวเองก็เป็น อยากเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกก็เป็น อยากเป็นคนสตรองหรือห้าวหาญก็เป็น อยากเป็นคนอ่อนหวานก็เป็น อยากเป็นอะไร ‘จงเป็น’ ขอแค่เชื่อมั่นในตัวเอง เหมือนกับเธอที่เป็นทั้งอาจารย์พิเศษสอนด้าน construction ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าปีที่ 5 และสอนด้านการออกแบบในคณะสถาปัตยกรรมฯ หลักสูตรอินเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งยังทำวิจัยด้านนโยบายสาธารณะ place-based policy ที่เกี่ยวกับพื้นที่ และล่าสุด เป็น ‘นักการเมือง’ เพราะอยากต่อยอดความสนใจเรื่องนโยบายสาธารณะให้ขยายใหญ่ขึ้นในระดับที่ได้ลงมือพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง
และนี่คือมุมมองส่วนหนึ่งของกระติ๊บในวัย 33 ปีต่อความเป็น ‘หญิง’ ความเป็น ‘เธอ’ และสิ่งที่ ‘เจอ’
Q: ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีอคติทางเพศใดบ้างที่ผู้คนมักจะสาดใส่ ‘นักการเมืองหญิง’ ไม่ว่าจะพรรคใดก็แล้วแต่ แบบที่นักการเมืองชายอาจจะไม่ได้โดนในลักษณะเดียวกัน
A: หลักๆ นักการเมืองหญิงจะโดนตั้งคำถามว่า เธอมาถึงจุดนี้ได้เพราะอะไร เป็น mistress ของใครหรือเปล่า ไปออดอ้อน หรือได้มาด้วย sex appeal บางอย่างใช่ไหมล่ะ ตัวเราเองก็เพิ่งถูกพูดถึงว่า ออดอ้อน ฉอเลาะ จนได้ดี หรือที่ได้ยินมาตลอดคือการพูดว่านักการเมืองหญิงไร้ความสามารถ โง่ การดูถูกความสามารถของผู้หญิงว่าเขาคงไม่มีความสามารถที่จะมาทำอาชีพนั้น อาชีพนี้ อคตินี้อาจจะเกิดขึ้นจากเมื่อก่อน ที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่มันคือหลายๆ ที่ที่เป็นโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เป็น male-dominated และถึงแม้การศึกษาทำให้ผู้หญิงเท่ากับผู้ชาย มีสิทธิ์ประกอบอาชีพในลักษณะนี้ แต่คนก็ยังจะติดกับกรอบโบราณ ว่าผู้หญิงมันทำอาชีพนี้ไม่ได้ และที่ทำได้คงจะมาด้วยวิธีการอื่นมากกว่า ยิ่งอาชีพนักการเมืองเป็นอาชีพที่คนจะมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่า จึงเกิดคำถามมากมายต่อนักการเมืองหญิง แต่ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไรเลยเวลาคนมาตั้งคำถามเรื่องความสามารถ เพราะสิ่งที่เขาพูดมันไม่ใช่เรื่องจริง เรารู้ว่าเรามีความสามารถ และเราก็เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง เขาจะตั้งคำถามนั่นเป็นสิทธิ์ของเขา แต่เราก็มีสิทธิ์ที่จะมั่นใจว่าเรามีความสามารถเหมือนกัน
คงเป็นปกติที่คนจะตัดสินคนจากเปลือก สมมติวันนี้ติ๊บมีศักยภาพหรือความสามารถที่คนมองว่าไม่ดีพอในบางจุด ติ๊บก็รู้สึกว่าสามารถแก้ไขและพัฒนาต่อได้ ถ้านั่นเป็นการพูดถึงการทำงานของติ๊บ
สิ่งที่ติ๊บกังวลคือ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้ไปเกิดขึ้นกับบางคนที่เขาอาจจะไม่ไหวทางใจ มันอาจส่งผลกระทบในเชิงลบกับเขา เลยอยากรณรงค์ให้คนเคารพความแตกต่างของผู้อื่นมากกว่านี้ อย่างถ้าไม่ใช่เรื่องการเมือง ในเกาหลีใต้ เราเห็นนักแสดงหญิงฆ่าตัวตายเพราะถูกโจมตีต่างๆ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
จริงๆ ก็มีการถูกวิจารณ์เรื่องการแต่งตัว เรื่องหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอก แต่อย่างการแต่งตัวที่มีการสาดเสียเทเสีย เพราะผู้หญิงมีการแต่งตัวที่หลากหลายมากกว่าผู้ชายที่ส่วนมากจะใส่แค่สูทและกางเกง ผู้หญิงเลยมีเรื่องให้คนรู้สึกอยากคอมเมนต์ได้มากกว่า ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตา เราว่าก็โดนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่สามารถพูดได้ว่าโดนแค่ผู้หญิง
Q: คิดว่าภาพความคาดหวังที่คนมองต่อนักการเมืองหญิงในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
A: มันมีทั้ง misogyny จากผู้ชาย แต่บางทีก็มี misogyny จากผู้หญิงด้วยกันในรูปแบบ internalized misogyny ที่พอเป็นผู้หญิงมันถูกกรอบให้เราอยู่ใน ‘ความพอดี’ ซึ่งความพอดีนี้ก็ค่อนข้างแคบมาก ห้ามออดอ้อนเกินไป ห้ามอ่อนหวานเกินไป แต่ก็ห้ามเข้มแข็งเกินไป ห้ามก้าวร้าวเกินไป กรอบๆ นี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากๆ ที่จะเอามาวัด คนเราไม่สามารถเข้าไปอยู่ในกรอบความพอดีจากกรอบของคนร้อยคนหรือที่ซ้อนทับอยู่เป็นล้านได้ มันจึงไม่มีความพอดีตรงกลาง ซึ่งพอเราไม่ตรงความพอดีของบางคน เราก็จะถูก criticize ฉะนั้นเราจึงควรเป็นตัวเองในแบบที่พอใจ ในแบบที่รู้สึกดีที่สุด โดยไม่เดือดร้อนผู้อื่น ไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย เท่านั้นก็โอเคแล้ว และจริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่โดน ผู้ชายก็โดน อย่างแคนดิเดตพรรคเรา ก็โดนว่าหน่อมแน้มเกินไป ทั้งๆ ที่การเป็นนักการเมืองควรถูกวัดกันที่ความสามารถ ว่าเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ไหมมากกว่า
Q: เหตุการณ์ลักษณะนี้สร้างความกดดันทำให้เรารู้สึกต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าผู้ชายหรือไม่
A: ไม่กดดัน เพราะเราแทบจะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรเลย คนเราจะเป็นอะไรก็ได้ มันเป็นหน้าที่ของคนอื่นที่เขาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เราไม่อยากสอนเด็กรุ่นหลังว่าเธอต้องพิสูจน์อะไรเพราะเธอเป็นผู้หญิง เราเกิดมา มันเติมเต็มตัวเองแล้ว สิ่งที่เราจะดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้น ขอให้เป็นส่วนเติมเต็ม เป็นโบนัส แต่ไม่อยากให้คนเราต้องมาพิสูจน์อะไรกับใคร เราควรจะ valid ด้วยตัวเราเอง มันเป็นเรื่องที่คนอื่นต้องเคารพความแตกต่างหลากหลายมากกว่า ติ๊บมีความสามารถมากพอที่จะประกอบอาชีพนี้ เรารู้ตัวอยู่ว่าเรามีความสามารถแค่ไหน
และปัจจุบันเราก็มีนักการเมืองหญิงหลายๆ พรรคที่มีความสามารถ และเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีบางส่วนที่คนเข้ามาคอมเมนต์ดูถูกคนเป็นเพศหญิง เราว่าอันนั้นมันคืออคติของคนบางกลุ่มเท่านั้น
Q: เมื่อคุณเป็นอาจารย์พิเศษสอนสถาปัตย์ แถมยังเป็นศิษย์เก่า คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และเรียนผังเมืองที่ University of Manchester หากว่ากันด้วยเรื่อง ‘เมือง’ คิดว่า ณ วันนี้ ปัญหาเกี่ยวกับเมืองในไทย มีอะไรที่กำลังช็อตฟีลความสุขของผู้คนบ้าง
A: เรื่องที่ช็อตฟีลผู้คน เราจะตอบเสมอเลยว่า ประเทศไทยเป็นเมืองโตเดี่ยว มันมีกรุงเทพฯ เป็นเมืองเดียวที่โตและใหญ่จนทำให้การขยายพัฒนาเมือง คนก็จะเลือกกรุงเทพฯ มากกว่าจังหวัดอื่นๆ และตอนนี้มันก็เรื้อรังไปหมด ทำให้รถติดไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเราจะสร้างรถไฟฟ้ากี่สาย มันก็ไม่สามารถทำให้ความหนาแน่นตรงนี้ลดลง คือจริงๆ เมืองในประเทศต่างๆ เขาจะมีเมืองอื่นๆ อย่าง ญี่ปุ่นมีโตเกียว มีเกียวโต เขาอาศัยขนส่งสาธารณะที่ลิ้งก์โดยรถไฟความเร็วสูงให้คนเดินทางได้สะดวก แต่อย่างของประเทศไทย มีเชียงใหม่ มีภูเก็ต แต่แต่ละที่เราไปได้ส่วนมากต้องอาศัยการนั่งเครื่องบิน ซึ่งจริงๆ มันลำบากมาก มันควรที่จะเป็นระบบขนส่งทางรางที่ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ คือนั่งเครื่องบิน เร็วก็จริง แต่กว่าเราจะเดินทางไปสนามบิน รอขึ้นเครื่อง มันลำบากไปหมด พอกรุงเทพฯ มันหนาแน่น ทำให้ทุกอย่างเกิดผลตามมา ทั้งเรื่องรถติด และความปลอดภัย เมื่อมันไม่ได้มีบริเวณอื่นๆ ที่สามารถลดความหนาแน่นตรงนี้ได้
ถัดมาคือเรื่องสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อคนที่อาศัยอยู่ในเมือง มันจะมีคำว่าคนจนเมือง คือคนที่มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในเมือง เขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง มีทั้งเรื่องขนส่งสาธารณะที่แพง และไม่ทั่วถึงทุกบริเวณ พอมันไม่ทั่วถึง บางบริเวณต้องเดินเท้าหรือใช้มอเตอร์ไซค์ แต่ทางเดินเท้าเรากลับไม่ดีพอและท้องถนนเราตอนนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งนอกจากทางเท้าที่ควรมีความปลอดภัย เดินได้จริง มากไปกว่านั้นคือประเทศไทยเป็นเมืองร้อน บางทีเราก็ไม่อยากเดินเพราะอากาศร้อน ต่อให้ทางเท้าดีก็ตาม ติ๊บเลยคิดว่าเราควรทำ cover way หรืออะไรบางอย่างที่สร้างมาให้เราอยากเดิน
มันก็จะเชื่อมโยงกับ บริการสาธารณสุข ที่คนที่มีรายได้น้อยยังลำบากอยู่เพราะการเดินทาง จากที่เราลงพื้นที่แล้วสอบถาม พวกเขาบอกว่า มันมีสิทธิ์รักษาก็จริง แต่กว่าเขาจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาล กว่าเขาจะรออะไรต่างๆ มันลำบากมาก เราลงพื้นที่คลองเตยบ่อยๆ แต่ก่อนจะมีรถเมล์สาย 72 ที่วิ่งผ่านบริเวณขอบของชุมชน 70 ไร่ เป็นชุมชนในคลองเตย แต่ทุกวันนี้เขาเปลี่ยนเส้นทาง เขาต้องการไปรับคนบางจุดแทน พอมันไม่ผ่านตรงนี้ที่เป็นที่อยู่ของคนรายได้น้อย จากปกติเขาจะนั่งรถสายนี้ไปต่อรถอีกทีเพื่อไปโรงพยาบาล เมื่อตอนนี้ไม่มีแล้ว เขาก็ต้องนั่งแกร็บหรือแท็กซี่ออกไปถนนใหญ่แทน ตรงนี้ก็ควรจะมีระบบ feeder คือจริงๆ มันก็มีเอกชนทำขึ้นมาเป็นรถสองแถว แต่เวลาออกรถจะอยู่แค่ช่วงเช้า ซึ่งเราเข้าใจได้เพราะเอกชนเขาทำเอง แต่การไม่มีรถรับส่งระหว่างวัน ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลมันทำให้เกิดปัญหาตามมา เราเลยคิดว่าต้องมี feeder ที่รัฐเป็นคนจัดหาให้ เป็นรถโดยสารสาธารณะระยะสั้น ที่ป้อนคนไปสู่ขนส่งสาธารณะหลัก
เรื่องอาหารการกิน สำหรับคนชนชั้นกลาง บางคนอาจมองว่าอาหารก็ค่อนข้างถูกแล้ว แต่สำหรับคนที่มีรายได้น้อย เขารู้สึกว่า พอมีความพยายามรื้อการค้าขายทางเท้าออกไป มันทำให้การเข้าถึงอาหารราคาย่อมเยาว์ลำบากขึ้น
เรื่องพื้นที่สาธารณะ จริงๆ กรุงเทพฯ มีสวนสาธารณะที่คนเข้าถึงได้ฟรี แต่บางสวน ด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้คนไม่เข้าไปบริเวณนั้น บางสวนเข้าไปเจอแต่คนชนชั้นกลาง ดื่มมัทฉะ แต่เราไม่ค่อยเห็นคนรายได้น้อยเข้าไปเท่าไหร่ แต่บางสวนก็มีคนหลากหลาย มีคนในชุมชน มีเด็กเตะบอล เรารู้สึกว่าแบบนั้นมัน inclusive จริงๆ ดังนั้นถ้าเราอยากจะทำให้คนรู้สึกกล้าเข้าทุกสวนมากขึ้น คงต้องทำอะไรสักอย่างที่ชวนให้เขาเข้ามา
เรื่องทุกอย่างมันส่งผลต่อคนที่อยู่ในเมือง อย่างอังกฤษเคยมีการเก็บภาษีหน้าต่าง ถ้าใครมีหน้าต่าง ต้องจ่ายภาษี ซึ่งมันส่งผลทำให้คนบางส่วนเป็นซึมเศร้าได้ เพราะไม่ได้เห็นบรรยากาศต่างๆ ดังนั้น แค่จุดเล็กๆ บางอย่าง มันก็อาจส่งผลต่อผู้อยู่อาศัยในเมืองด้วยกันทั้งนั้น
Q: ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง คิดว่าตอนนี้เมืองปลอดภัยกับ ‘ผู้หญิง’ แค่ไหน
A: ส่วนตัวเรามีความเชื่อมาโดยตลอดว่าเมืองมันต้องปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับผู้หญิง ทุกวันนี้ภัยที่เกิดขึ้นในเมืองมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้หญิง มันเกิดขึ้นกับ LGBTQ+ และผู้ชายเองก็โดนลวนลามได้ เราไม่อยากเหมารวมว่าตอนนี้ทุกที่ไม่ปลอดภัย แต่บางพื้นที่เราก็สัมผัสได้ว่ามันไม่ปลอดภัยจริงๆ และไม่ควรไปเดินตอนดึกๆ เพราะไม่มีไฟ ไม่มี CCTV ที่จะมาช่วยอะไรเราได้เลย หรือพื้นที่ป้ายรถเมล์ ยิ่งถ้าเป็นคนฐานะรายได้น้อย แล้วไปขึ้นรถเมล์บางจุดที่ไม่มีไฟ ไม่มีอะไรเลย แล้วยังรอนานอีก มันเอื้อให้เกิดความไม่ปลอดภัย และควรจะต้องพัฒนา
กรุงเทพฯ ก็มีความพยายามทำ BKK Risk Map ที่บอกว่าจุดไหนไม่ปลอดภัย ก็ต้องค่อยๆ พัฒนาพื้นที่ตรงนั้นให้มันปลอดภัยขึ้น ซึ่งเราไม่อยากเหมารวมว่าทุกที่ไม่ปลอดภัยทั้งหมด เพราะมันคือการด้อยค่าคนตั้งใจทำงาน ตั้งใจพัฒนาเมือง ซึ่งที่เราลงพื้นที่มา จุดที่ไม่ปลอดภัยคือพวกตามใต้ทางด่วนต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องอาชญากรรม แต่ไม่ปลอดภัยในเชิงถนน ฝุ่นควันก็ไม่ปลอดภัย
แต่ถ้าพูดถึงปัญหาของผู้หญิง เราคิดว่าตอนนี้มันเป็นการที่ถ้าเราจะอยู่ในเมืองที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยได้ มันต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อทำให้เราปลอดภัยในเมือง แทนที่เราจะได้อยู่ในเมืองที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น สมมติอยู่คอนโด ผู้หญิงหลายคนจะคิดว่าเราต้องอยู่ในคอนโดที่โอเคกับความปลอดภัย การเดินทาง ถ้าฉันจะนั่งรถเมล์กลับ แต่ป้ายรถเมล์ตรงนั้นมันไม่ดี ก็คงต้องนั่งแกร็บแทน เพื่อให้สบายใจขึ้น นี่คือค่าใช้จ่ายที่บางคนก็ไม่ได้ realize ว่ามันไม่จำเป็นต้องจ่ายก็ได้ ถ้าเมืองมันดี
และไม่ใช่แค่เชิงพื้นที่ แต่สิ่งที่ผู้หญิงในชุมชนบางส่วนกำลังเจอ คือความไม่ปลอดภัยในครอบครัว
Q: เรื่องความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เป็น ‘แม่บ้าน’ สิ่งที่คุณอยากผลักดันเพื่อคุ้มครองพวกเธอมีแนวทางอย่างไรบ้าง
A: สิ่งที่พรรคเราพยายามเสนอคือ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จริงๆ มันมีอยู่แล้ว แต่ตอนแรก intention ของกฎหมาย คือการพยายามรักษาความเป็นครอบครัวไว้ สมมติภรรยาโดนสามีกระทำทางเพศ เราจะมองว่าเป็นเรื่องของคนในครอบครัว แต่ที่เราพยายามอยากจะผลักดันคือการปรับให้เป็น consent-based ปรับหลักคิดคุ้มครองเหยื่อที่ถูกความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเหยื่ออาจไม่ใช่แค่ผู้หญิงอย่างเดียว แต่รวมถึงเพศอื่นๆ และลูกด้วย สิ่งนี้จะคุ้มครองต่อความรุนแรงที่ไม่ได้เกิดจากความยินยอม ที่ต้องมีแนวทางในการตัดสินโทษ จะไม่ได้มองว่า นั่นเป็นเรื่องของครอบครัว ไม่ต้องยุ่งหรอก เพราะหลายเคสที่เห็นมาส่วนใหญ่จะจบที่การไกล่เกลี่ย เพราะคนชอบมองว่า เป็นเรื่องในครอบครัว หรือคิดว่าสามี-ภรรยาทำไมจะมีอะไรกันไม่ได้ แต่บางครั้งผู้หญิงก็ไม่ยินยอม แล้วถูกใช้ความรุนแรง อันนี้ก็ควรให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อพวกเธอ และต้องทำให้เขากล้าที่จะออกไปสู่จุดที่ถูกคุ้มครองความปลอดภัย
เราพยายามจะใช้กลไกกองทุนมาช่วยเหลือ สมมติเขากล้าที่จะเลิกกับสามี ต้องมีเงินเยียวยาระหว่างนั้น เพราะแม่บ้านหลายคนพอเกิดความรุนแรง จะไม่กล้าเลิกกับสามี ผู้หญิงบางคนต้องอยู่บ้านที่สามีทำร้ายร่างกาย แต่ก็รู้สึกว่าต้องอยู่ต่อเพราะกำลังอยู่ในภาวะพึ่งพาสามี เราจึงจะต้องทำอะไรสักอย่างให้เขารู้สึกว่ามีสิทธิ์เลือกได้มากกว่านี้ การที่เขารู้ว่ามีคนพร้อมช่วยเหลือ เขาจะกล้าออกมาใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น
หลังจากนั้น เมื่อต้องปรับตัว ก็ต้องมีระบบจับคู่อาชีพ เราพยายามผลักดันเรื่อง good jobs economy การจับคู่งานให้กับผู้คน เช่น แม่บ้านที่เลิกรากับสามี รวมไปถึงคนพิการเอง ยกตัวอย่าง massage diplomacy ที่เราอยากผลักดัน เพราะการนวดมันเคยมีผลวิจัยบอกว่า การนวดทำให้คนหย่าร้างกันได้ เพราะผู้หญิงกล้าที่จะเลิกกับสามีมาทำอาชีพหมอนวด และมันมีรายได้ ซึ่งก็มีหลายอาชีพที่ผลักดันให้คนเรียนรู้หลังเลิกกับสามีได้
เรายังมีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่มีมาตั้งแต่สมัยนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ช่วยให้ผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านได้มีโอกาสไปทำงาน มี economic autonomy พอเขาเริ่มรู้สึกว่าหาเงินได้ เขาก็รู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น กองทุนนี้ ทำให้กลุ่มผู้หญิงจับกลุ่มกันกู้ยืมไปประกอบอาชีพทำอะไรบางอย่าง
นอกจากนี้เรายังมีการให้สิทธิ์คุ้มครองคนที่ประกอบอาชีพใน gig economy เช่น คนขับแกร็บ ล่าสุดเราเพิ่งนั่งไปวันก่อน มีพี่ผู้หญิงมาขับ เพราะลูกโตแล้ว ซึ่งเราอยากดันให้คนที่ทำอาชีพในอุตสาหกรรมลักษณะนี้ เขามีสิทธิ์ในการรักษาในลักษณะคล้ายประกันสังคม ที่คุ้มครองเขามากขึ้นด้วย
เราว่าทุกวันนี้โลกมันไกลแล้ว การหย่ากันไม่ใช่เรื่องผิด พ่อแม่ติ๊บก็หย่ากัน ตอนเด็กๆ ไปโรงเรียนเราไม่กล้าพูดด้วยซ้ำว่าพ่อแม่หย่ากัน เพราะสังคมมันมองว่าครอบครัวต้องอยู่ด้วยกันสิ แต่แม่พี่บอกว่า คนเรามันเลือกจะอยู่ยังไงก็ได้ ดีกว่าทะเลาะกันให้ลูกเห็นทุกวัน เราว่าการคิดนโยบายต่างๆ ของทีมเรา คือการอยากให้ทุกคนมีศักดิ์ศรี และความปลอดภัยไปพร้อมๆ กันค่ะ
Q: ในวันที่ผู้หญิงทำอาชีพได้หลากหลายมากขึ้น แต่อาชีพแม่บ้านกลับเป็นงานที่ไม่ถูกมองเห็นหรือไม่ถูกให้คุณค่าเท่าที่ควร คุณอยากจะส่งเสียงเพื่อสร้างความเข้าใจถึงช้อยส์ของผู้หญิงที่หลากหลายในสังคมอย่างไรบ้าง
A: ติ๊บมีเพื่อนสนิทที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน เขาเรียนจบแพทย์ สอบได้ Harvard แต่เขาไม่ไป เพราะเขาแค่อยากแต่งงาน อยากเป็นแม่บ้าน แต่เขาโดนสังคมหรือคนรอบตัวพูดว่าทำไมคิดแบบนี้ ทำไมคิดได้แค่นี้ บอกว่าการเลือกของเขา เป็นช้อยส์ที่ไม่ฉลาด เราอยากให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจของผู้อื่น ที่เขาไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อน เขามีสิทธิ์เลือกอยากจะเป็นอะไรก็ได้ อยากเป็นแม่บ้าน ดูแลลูก หรืออยากเป็นผู้หญิงที่ห้าวหาญ อยากทำงานการเมือง ไม่ว่าจะเลือกทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นอาชีพที่ถูกมองว่าไม่ใช่อาชีพของผู้หญิง หรือเป็นอาชีพที่ไม่ถูกมองเห็นว่าเป็นอาชีพ ก็ควรถูกเคารพเช่นกัน
สำหรับตัวเราคือเราชื่นชมเพื่อนในเรื่องของความเก่ง แต่เราควรเคารพการตัดสินใจของเขาด้วย พูดเรื่องนี้ทีไรติ๊บก็ยังขนลุก เพราะเรารู้สึกไม่แฟร์ ที่เราจะเอาความคิดของตัวเองไปตัดสินคนอื่น ตัดสินคนคนหนึ่งที่เขามีศักยภาพ แต่เขาเลือกจะใช้ชีวิตแบบนี้ ติ๊บไม่รู้ว่าคนอื่นให้ความสำคัญกับอาชีพแม่บ้านมากแค่ไหน แต่ติ๊บว่ามันควรถูกให้ความสำคัญ ถูกให้ความระลึกถึง คือไม่ต้องให้คุณค่าเขาสูงเกินไป แต่ไม่ควรไปบอกเขาว่าทำไมยูตัดสินใจเลือกทางเลือกชีวิตแบบนี้ มันไม่ได้
กฎหมายแรงงานที่ผ่านไปล่าสุด ที่พรรคเราโหวตเห็นชอบ และมีการผลักดันจนเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ทำให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ลาเพิ่มขึ้น 120 วัน จ่ายค่าแรงระหว่างลา 60 วัน นี่ก็เป็นหนึ่งการให้คุณค่าคนเป็นแม่มากขึ้น และอย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ช่วยให้คนที่ไม่ได้ทำงาน หรือเป็นแม่บ้าน ได้เข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขบางส่วน
Q: สำหรับการเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ การกาเห็นชอบประชามติ สำคัญอย่างไรต่อประชาชน
A: มันคือการเปิดให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก่อน ซึ่งการแก้ไขนี้ ก็ขึ้นอยู่กับร่างแก้ไข ว่าจะปรับอะไรบ้าง อาจมีสิทธิ์ประชาชนที่ครอบคลุมถึงสิ่งแวดล้อม สังคม อาจช่วยปรับกฎหมายเรื่องผู้หญิง และ LGBTQ+ เพื่อปลดล็อกให้กฎหมายคุ้มครองพวกเขามากขึ้นได้ในอนาคต และปรับรัฐธรรมนูญให้สอดรับกับภาวะปัจจุบัน อะไรที่ทำให้การบริหารงานราชการไม่รวดเร็วมากพอที่จะตอบโจทย์ประชาชน หรือจะเรื่องการใช้อำนาจต่างๆ ที่ถ้าเกิดการปลดล็อกให้แก้ไขได้ เราก็สามารถถกเถียงกันต่อ เพื่อแก้ไขมันต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมได้
Q: คิดว่าปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนในปัจจุบันที่เสพข่าวการเมืองมีมากแค่ไหน และเราจะแก้ไขสิ่งนั้นอย่างไร
A: ติ๊บว่ามีค่อนข้างมากเลยค่ะ คนเราเสพทุกวัน มันส่งผลต่อสุขภาพจิต แก้ที่ต้นเหตุคืออาจจะต้องให้เวลาตัวเองได้หยุดพักบ้าง ซึ่งถ้าพูดเรื่องนโยบายสาธารณะเราคิดว่าก็จะช่วยเรื่องนี้ได้ด้วย อย่างเพื่อไทยจะมีนโยบาย 1 โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา เป็นการสร้างเสริมความแข็งแรงทางจิตใจให้กับเด็ก คือเราอยากให้คนคนหนึ่งโตมาแล้วมีมายเซ็ตที่แข็งแรง มีความแข็งแรงด้านจิตใจ และบางทีถ้ามีเรื่องสารเคมีในสมองมาเกี่ยวข้อง พวกเขาก็ควรจะได้เข้าถึงจิตแพทย์ต่อไป
ทุกวันนี้ทุกคนเครียด ยิ่งอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต ความเครียดมันเกิดขึ้นง่าย เราชอบเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น และเมื่อโดนคอมเมนต์ก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจ เราอยากให้สังคมใจดีกับคนรอบข้าง อาจทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้น
Q: หากมีเด็กผู้หญิงที่อ่านสัมภาษณ์นี้อยู่ แล้วโตไปอยากเป็นนักการเมือง คุณอยากจะบอกอะไรกับพวกเธอ
A: อยากบอกน้องๆ ผู้หญิง และน้องๆ ทุกคนว่า อยากให้กล้าที่จะฝัน เวลาเราฟังคนอื่น ฟังมาแล้วก็ให้มีวิจารณญาณ มีการคิดวิเคราะห์ของเราเอง มันจริง มันแท้ หรือส่งกระทบกับเราไหม มันฟิตกับการใช้ชีวิตของเราไหม จริงๆ อาชีพนักการเมืองส่วนใหญ่พ่อแม่คงไม่อยากให้ลูกมาเป็นเท่าไหร่ เพราะมันเสี่ยงต่อการโดนว่า โดนอะไรต่างๆ แต่ถ้าเรายึดมั่น ถือมั่น และมั่นใจว่าเราอยากเป็น ขอให้ยึดมั่นตรงนั้น และถ้าวันหนึ่งเรามาเป็นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็ขอให้เรามีความกล้ามากพอที่จะออกไปจากตรงนี้แล้วทำอย่างอื่นที่ฟิตกับเราจริงๆ ไม่ใช่แค่อาชีพนักการเมือง แต่อยากให้ทุกคนกล้าจะใช้ชีวิต ถ้ามันไม่ดีก็กล้าออกไปเริ่มชีวิตใหม่กัน
บทความต้นฉบับได้ที่ : ถาม-ตอบ เรื่องความเป็น ‘หญิง’ ความเป็น ‘เธอ’ และสิ่งที่ ‘เจอ’ ทั้งในและนอกเวทีการเมือง กับ ‘กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์’ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Human Resource หนังล่าสุดของ เต๋อ-นวพลในวันที่กฎหมายไทยอนุญาตให้คนทำแท้งได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะ ‘เลือก’ ทำแท้งได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
- ถาม-ตอบ เรื่องความเป็น ‘หญิง’ ความเป็น ‘เธอ’ และสิ่งที่ ‘เจอ’ ทั้งในและนอกเวทีการเมือง กับ ‘กระติ๊บ-บุณยกร ดำรงรัตน์’ ผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย
- ทำไมผู้หญิงอินกับเซ็กซ์ของเกย์? จากความคลั่งไคล้ซีรีส์วาย สู่สถิติจริงจากเว็บโป๊ เมื่อผู้หญิงค้นพบความลื่นไหลและความสุขทางเพศของตัวเอง ในหนังอีโรติกชาย-ชาย ซึ่งมักให้ภาพอำนาจที่เท่าเทียมกว่าหนังอีโรติกชาย-หญิง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com