โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมาคมประกันชีวิตไทย ตั้งเป้าเบี้ยรวมปีนี้โต 2.5-3.5% รับหนี้ครัวเรือนสูง - ศก.ฟื้นตัวจำกัด กระทบกำลังซื้อ

efinanceThai

เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 03.39 น.

สมาคมประกันชีวิตไทย ตั้งเป้าเบี้ยรวมปีนี้โต 2.5-3.5% รับหนี้ครัวเรือนสูง - ศก.ฟื้นตัวจำกัด กระทบกำลังซื้อ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 ก.พ. 69 10:38 น.

สมาคมประกันชีวิตไทย เผยปี 69 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมปีนี้โต 2.5-3.5% หลังประชาชนตระหนักถึงภาระค่าใช่จ่ายสุขภาพที่พุ่งสูง และ สังคมสูงวัย ดันบำนาญ-ตลอดชีพโต รับแม้หนี้ครัวเรือนสูง และ เศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด กระทบกำลังซื้อประชาชน ส่วนปี 68 เบี้ยประกันภัยรับรวม อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45%

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ปี 2569 ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมเติบโต 2.5-3.5% หลังประชาชนตระหนักถึงภาระค่าใช่จ่ายสุขภาพที่พุ่งสูง และ สังคมสูงวัย แม้ว่าหนี้ครัวเรือนสูง และ เศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด จะกระทบกำลังซื้อประชาชน ส่วนปี 2568 เบี้ยประกันภัยรับรวม อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% โดยมีรายละเอียดดังนี้

-สมาคมประกันชีวิตไทยคาดธุรกิจจะยังคงมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินอัตราการเติบโตอยู่ในช่วง 2.50 - 3.50% จากปี 2568 ที่มีเบี้ยรับรวม 676,505 ล้านบาท ซึ่งยอบรับว่า การคาดการณ์อัตราการเติบโตปีนี้ต่ำ หรือ ทรงตัว เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เติบโต 3.5% เป็นผลจากหนี้ครัวเรือนที่สูง เศรษฐกิจฟื้นตัวจำกัด มีผลต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะตลาดประกันกลุ่ม และ ประกันสินเชื่อ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้ และ องค์กรต่างควบคุมงบสวัสดิการ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในทิศทางขาลง ทำให้บริษัทประกันระมัดระวังการขายประกันแบบที่ค้ำประกันผลตอบแทน

-ปัจจัยสนับสนุนธุรกิจปี 2569 มาจากการที่ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของอัตราเงินเฟื้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 8-10% โดยคาดว่า ในปี 2569 จะสูงถึง 10.8% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประชาชนเริ่มมองหาความคุ้มครองทางการเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคตมากขึ้น

-บริษัทประกันมีการขยายช่วงอายุการรับประกันสุขภาพออกไปจนถึง 80 ปี สนับสนุนให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงมีผลการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลไปยังผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะประกันชีวิตแบบตลอดชีพยังเป็นสัญญาหลัก

-การเข้าใกล้สังคมสูงวัยในปี 2572 ของประเทศไทย โดยปี 2569 คาดว่า ประชากรอายุเกิน 60 ปี จะมีสัดส่วนประมาณ 21% กระตุ้นคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนความมั่นคงของรายได้หลังเกษียณมากขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บำนาญ และ ประกันการออมระยะยาวที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

-ภาพรวมธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการจากภาครัฐ ส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันชีวิตแบบบำนาญ

-ปัจจัยท้าทายที่จะส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตที่ต้องติดตาม เช่น สภาวะเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก และ เศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการเติบโตแบบชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสถานการณ์เงินเฟื้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต การออม การลงทุน

-มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568

-สถานการณ์สงครามการค้าโลก หรือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งด้านการค้า และ บริการ ก่อให้เกิดความผันผวน และ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากขึ้น

-ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climale Risk) มลภาวะต่างๆ และ การระบาดของโรคใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ที่ผ่านมา สมาคมฯมีนโยบายท์ส่งเสริมให้บริษัทประกันขีวิตดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักการบริหาร และ จัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งก่อน และ หลังการรับประกันภัย ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งภาคธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุนด้านความเสี่ยง (CAR Ratio) อยู่ที่ 442.41% สูงกว่าเกณฑ์ สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และ เสถียรภาพของระบบประกันชีวิตไทย

-ปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเป็นเบี้ยลูกค้าเก่าต่ออายุ 70% และ อีก 30% เป็นเบี้ยใหม่ แบ่งเป็น เบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ (New Business Premium) 190,886 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.60% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป (Renewal Premium) 485,619 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.40% คิดเป็นอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ 82%

"ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตมาจากประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ ส่งผลให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพเพิ่มขึ้น 11.70% คิดเป็นสัดส่วน 17.16% และ สัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงเพิ่มขึ้น 4.59% คิดเป็นสัดส่วน 3.22% และ ยังช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ และ ผลิตภัณฑ์ประกันแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาหลักเติบโตขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันประชาชนให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินระยะยาวเพื่อรองรับรายได้หลังเกษียณผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบบำนาญได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน ก็มีการเติบโต เนื่องจากนักลงทนมองหาช่องทางการลงทุนใหม่ ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้นภายใต้ระดับความเสี่ยงที่พอรับได้"

เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...