โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : เมื่อเถ้าถ่านภูเขาไฟสยบดาบนโปเลียน และรื้อสร้างภูมิทัศน์โลกตะวันตก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 06.01 น.
ภูเขาไฟตัมโบรา (ภาพจาก : images.nasa.gov)

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : เมื่อเถ้าถ่านภูเขาไฟสยบดาบนโปเลียน และรื้อสร้างภูมิทัศน์โลกตะวันตก (ตอนที่ 1/3 )

ในหน้าประวัติศาสตร์โลก ค.ศ. 1815 มักถูกจดจำในฐานะจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งสงครามนโปเลียน ชัยชนะของฝ่ายพันธมิตรที่สมรภูมิ Waterloo ในเดือนมิถุนายนปีนั้นเสมือนการปิดฉากมหากาพย์การสู้รบอันยาวนาน และเป็นการเริ่มต้นระเบียบโลกใหม่

ทว่า ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ลึกลงไปใต้เปลือกโลก ณ เกาะซุมบาวา แห่งหมู่เกาะอินดีสตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ (อินโดนีเซียในปัจจุบัน) กลไกทางธรณีวิทยากำลังเตรียมการอุบัติภัยที่รุนแรงยิ่งกว่าคมดาบหรือปืนใหญ่ใด ๆ ที่มนุษย์เคยประดิษฐ์มา

มหาปะทุของภูเขาไฟตัมโบรา (Mount Tambora) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1815 ถูกจัดอยู่ในระดับ VEI-7 หนึ่งในเหตุการณ์ภูเขาไฟที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์บันทึกสมัยใหม่ [1] มันไม่ได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติเฉพาะถิ่น แต่คือชนวนของ “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่สั่นสะเทือนทั้งภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมข้ามทวีปไปอีกหลายปี ขณะที่นโปเลียนถูกเนรเทศไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา โลกทั้งใบก็ราวถูกเนรเทศเข้าสู่ฤดูกาลที่แปรปรวน ฤดูหนาวที่เลื้อยยาวเข้ามาในร่างของ “ฤดูร้อน” เอง

Timeline แห่งหายนะ : เมื่อฝุ่นผงบดบังแสงสุริยา

หากเราจะทำความเข้าใจความโกลาหลที่เกิดขึ้น เราต้องมองผ่านลำดับเวลาที่เถ้าถ่านเหล่านี้เดินทางไปบงการชีวิตมนุษย์

เมษายน 1815 : เสียงกัมปนาทที่โลกไม่ได้ยิน การปะทุพ่นเถ้าถ่านและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสูงจนทะลุสตราโตสเฟียร์ [1] ก๊าซเหล่านี้ค่อย ๆ แปรสภาพเป็นละอองลอยซัลเฟต เกิดเป็น “ม่านละอองลอย” (aerosol veil) ที่ทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนรังสีอาทิตย์กลับสู่อวกาศ ลดพลังงานที่โลกได้รับ และทำให้เกิดการเย็นตัวของบรรยากาศในวงกว้าง [2]

แต่ข่าวสารในยุคที่ยังไม่มีโทรเลขเดินทางช้ากว่าฝุ่นละออง โลกตะวันตกแทบไม่มีโอกาสเตรียมตัวรับมือกับ “ฤดูหนาวภูเขาไฟ” ที่กำลังคืบคลานมา

ฤดูร้อน 1816 : “ปีที่ไร้ฤดูร้อน” (The Year Without a Summer) และความโกลาหลในยุโรปกลาง นี่คือจุดเปลี่ยนที่รุนแรงที่สุด เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายนที่ควรจะเป็นฤดูเพาะปลูก แต่ในยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ความเย็น ความชื้น และฝนที่ไม่เป็นฤดูกาลกลับถาโถม บางพื้นที่เผชิญฝนตกต่อเนื่องยาวนานจนพืชผลเสียหายหนัก [3]

ในดินแดนเยอรมัน (ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสมาพันธรัฐหลวม ๆ) ปี 1816-1817 ถูกขนานนามว่า Hungerjahre (ปีแห่งความหิวโหย) ราคาธัญพืชพุ่งสูงในระยะเวลาอันสั้น เกิดการจลาจลปล้นเสบียง และโจมตีโกดังสินค้า เพราะผู้คนเชื่อว่า พ่อค้ากักตุนเพื่อเก็งกำไร

ในรัฐเวิร์ทเทมแบร์ก พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1 (Wilhelm I) ต้องลงมาบริหารจัดการการบรรเทาทุกข์ และการส่งเสริมเกษตรกรรมด้วยพระองค์เอง ก่อนจะทรงจัดงาน Cannstatter Volksfest ในปี 1818 ในฐานะ “เทศกาลเกษตรกรรม” เพื่อฟื้นขวัญ และผลักดันนวัตกรรมทางเกษตรหลังหายนะ [4] งานดังกล่าวยังคงจัดสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน (เป็นงานเทศกาลที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจาก Oktoberfest ที่เป็นเทศกาลดื่มเบียร์)

สวิตเซอร์แลนด์เผชิญชะตากรรมหนักหน่วงเนื่องจากภูมิประเทศหุบเขาสูง และความเปราะบางของระบบอาหาร มีรายงานอากาศหนาว และฝนไม่เป็นฤดูกาลทำให้ทุ่งหญ้าอัลไพน์เสียหาย ปศุสัตว์ขาดหญ้า ผู้คนในชนบทบางส่วนต้องประทังชีวิตด้วยอาหารยามขาดแคลนที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ความอดอยากและความชื้นเป็นแรงเร่งให้เกิดโรคระบาด รวมถึงไทฟัสในหลายพื้นที่ยุโรปช่วงหลัง 1816 [5] พร้อม ๆ กับแรงกดดันให้การย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้น

ยุโรปเหนือและใต้ : โดมิโนแห่งความหนาวและโรคระบาด

ผลกระทบของตัมโบราไม่ได้หยุดอยู่แค่ยุโรปกลาง แต่มันแผ่ซ่านไปถึงขอบทวีป

ยุโรปเหนือ : ดินแดนแห่งฝน ความชื้น และปากท้องที่พังทลาย ในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ ฤดูร้อนปี 1816 กลายเป็นฝันร้ายที่เปียกแฉะ ความชื้นและความอดอยากกลายเป็นเชื้อไฟให้โรคระบาด โดยมี “การประเมินร่วมสมัย” บางแหล่งระบุว่า ในไอร์แลนด์เพียงแห่งเดียวอาจมีผู้ติดเชื้อไทฟัสระดับหลายแสนคน (ราว 800,000 คน) [5]

ขณะเดียวกัน ราคาธัญพืชในหลายพื้นที่ยุโรปพุ่งสูง เกิด “การจลาจลขนมปัง” (bread riots) เป็นระยะ ๆ [3] ส่วนในสแกนดิเนเวีย ความแปรปรวนของอุณหภูมิและสภาพทะเลถูกบันทึกว่า ไปกระทบต่อเศรษฐกิจประมงในบางช่วงพื้นที่ (แม้รายละเอียดเชิงกลไกยังขึ้นกับบริบทท้องถิ่นและหลักฐานรายพื้นที่)

ยุโรปใต้ : หิมะเปื้อนสีและเงาแห่งความหวาดกลัว ทางตอนใต้ในอิตาลีและสเปน แม้ไม่เจอพายุหิมะหนักเท่าตอนเหนือ แต่มีรายงาน “หิมะเปื้อนสี” (แดง/เหลือง) ในบางพื้นที่ ซึ่งผู้คนในยุคนั้นตีความเป็นลางร้ายจากพระเจ้า (ทั้งนี้ สีของหิมะอาจเกี่ยวข้องกับฝุ่นจากหลายแหล่ง ไม่จำเป็นต้องเป็นเถ้าภูเขาไฟเพียงอย่างเดียว) [6]

สหรัฐอเมริกา : หมอกแห้ง ความหนาวกลางฤดูร้อน และแรงผลักสู่ตะวันตก ข้ามมหาสมุทรไปยังอเมริกาเหนือ ปี 1816 ปรากฏการณ์ “หมอกแห้ง” (dry fog) ถูกบันทึกในฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ทำให้แสงอาทิตย์พร่ามัวและอากาศเย็นผิดปกติ [3] มีรายงานหิมะในเดือนมิถุนายนที่พื้นที่อย่าง Albany, New York และ Dennysville, Maine รวมถึงน้ำค้างแข็งช่วงปลายมิถุนายนใน Cape May, New Jersey [7]

ความล้มเหลวของพืชผลในนิวอิงแลนด์บีบให้ครอบครัวจำนวนไม่น้อยต้องย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่เพาะปลูกเดิม และเป็นหนึ่งในแรงผลักที่หนุนการขยายตัวสู่ตะวันตก (westward expansion) ไปยังดินแดนอย่างโอไฮโอและอินดีแอนา [3]

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ในเอเชียใต้ มีงานศึกษาจำนวนหนึ่งเสนอว่า ความแปรปรวนของมรสุม และภาวะอดอยากหลังตัมโบรา “อาจเอื้อ” ต่อการปะทุแ ละการแพร่ของการระบาดอหิวาตกโรคระลอกต้นในเบงกอลช่วง 1816-1817 ซึ่งต่อมาขยายตัวไปตามเครือข่ายการค้า (แม้ว่าข้อสรุปเชิงเหตุผลยังเป็นพื้นที่ถกเถียงในรายละเอียด) [1]

นวัตกรรมและจินตนาการใต้ฟ้าสีหม่น : การตอบโต้ของมนุษย์ต่อความมืดมิด

ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนจะไร้ทางออก มนุษย์กลับตอบโต้ด้วยนวัตกรรม และจินตนาการที่ฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน

1) กำเนิดจักรยาน : “ม้าไม้” ที่ไม่ต้องกินหญ้า เมื่อธัญพืชขาดแคลน ม้าซึ่งเป็นพาหนะหลักในยุโรปถูกกระทบอย่างหนัก บารอน คาร์ล ฟอน เดรส์ (Karl von Drais) จึงออกแบบ Laufmaschine หรือ “เครื่องวิ่ง” สองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยแรงคน (ต้นแบบของ draisine) เพื่อเป็นพาหนะทดแทนในยุคความไม่มั่นคง [8] นี่คือเมล็ดพันธุ์ของการปฏิวัติการเดินทางส่วนบุคคลในศตวรรษต่อมา

2) วรรณกรรมแห่งความสยองขวัญและปัญญา : Frankenstein, “Darkness” และ The Vampyre ฤดูร้อน 1816 ณ ริมทะเลสาบเจนีวา กลุ่มนักเขียน Mary Shelley, Lord Byron และ John Polidori ต้องติดอยู่ในบ้านท่ามกลางอากาศหนาวและฝนที่ “ตกไม่หยุด” จนเกิดการแข่งขันแต่งเรื่องผี ซึ่งต่อมางอกเป็น Frankenstein และ The Vampyre [9]

ขณะเดียวกัน Byron เขียนบทกวี “Darkness” ที่พรรณนาโลกไร้ดวงอาทิตย์อย่างหลอนลึก ความมืดที่กดทับท้องฟ้า กลายเป็นเชื้อเพลิงให้จินตนาการทางวรรณศิลป์

3) จินตภาพในผืนผ้าใบ : “Volcanic Sunsets” และศิลปะที่บันทึกวิทยาศาสตร์ ศิลปินอย่าง J.M.W. Turner บันทึกท้องฟ้าสีส้มแดงผิดปกติไว้บนผืนผ้าใบ จนงานวิชาการยุคใหม่บางชิ้นนำภาพวาด “พระอาทิตย์ตก” จากศิลปินชื่อดังมาใช้เป็นข้อมูลเชิงอ้อมเพื่อสะท้อนปริมาณละอองลอยในชั้นบรรยากาศหลังการปะทุใหญ่ [10] ศิลปะจึงมิใช่เพียงความงาม แต่เป็น “ร่องรอยของอากาศ” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสีสัน

4) นวัตกรรมเกษตรกรรมและวิทยาศาสตร์ดิน : จากวิกฤตสู่คำถามพื้นฐานของการเลี้ยงโลก ความล้มเหลวของพืชผลในช่วงหลัง 1816 ทำให้สังคมหันกลับมาถามคำถามพื้นฐานที่สุด พืชต้องการอะไรเพื่อเติบโต?

กระแสการพัฒนาวิทยาศาสตร์ดินและเคมีเกษตรในศตวรรษที่ 19 (ซึ่งต่อมามีบทบาทของนักวิทยาศาสตร์อย่าง Justus von Liebig) คือหนึ่งในคำตอบเชิงระบบของโลกตะวันตกต่อความเปราะบางด้านอาหาร (ข้อสรุปว่า “ตัมโบราก่อกำเนิดทฤษฎี” อาจง่ายเกินไป แต่ “ตัมโบรามีส่วนเร่งให้สังคมตั้งโจทย์และลงทุนกับความรู้” ที่เป็นไปได้)

5) ศาสนวิทยาและการเคลื่อนไหวทางสังคม : เมื่อฟ้าหม่นกลายเป็นภาษาแห่งความหมาย ความแปรปรวนของธรรมชาติถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณวันสิ้นโลก” ในหลายพื้นที่ หนุนการขยายตัวของกระแสเคร่งครัดศาสนา (revivalism) พร้อม ๆ กับแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ผลักให้เกิดการรวมตัว และการเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงานในยุโรป (เมล็ดพันธุ์ของการเมืองสังคมสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 19)

บทสรุป : บทเรียนจากเถ้าถ่าน

ตัมโบราเป็นเครื่องยืนยันว่า อารยธรรมมนุษย์เชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแยกไม่ออก ชัยชนะที่วอเตอร์ลูอาจเป็นการปิดฉากยุคสงคราม แต่เถ้าถ่านของภูเขาไฟกลับเป็นแรงกดทับ “ยุโรปหลังสงคราม” ให้ต้องชำระบัญชีด้วยปากท้อง ความอดอยาก โรคระบาด และการย้ายถิ่น

บทเรียนจากตัมโบราสอนให้เราตระหนักว่า อารยธรรมมนุษย์นั้นช่างเปราะบางเพียงใด ธรรมชาติไม่เคยประนีประนอม เมื่อระบบนิเวศล่มสลาย ระบบสังคมและเศรษฐกิจจะพังทลายตามมาเป็นโดมิโน ประวัติศาสตร์บทนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภูเขาไฟ แต่มันคือกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ต้องมีความอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ เพราะเมื่อโลก “ขยับ” เพียงครั้งเดียว ประวัติศาสตร์ของพวกเราทั้งหมดอาจถูกเขียนขึ้นใหม่ทันที

ท่ามกลางความมืดมิด เราได้เห็นนวัตกรรมที่เกิดจากความจำเป็น มนุษย์มักสร้างสิ่งที่ดีที่สุดในวันที่มืดแปดด้านที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจักรยานคันแรกหรือนิยายแฟรงเกนสไตน์ แต่นั่นคือบริบทของโลกที่มีประชากรไม่กี่ร้อยล้านคน

และเมื่อหันกลับมามองศตวรรษที่ 21 โลกที่มีประชากรกว่า 8 พันล้านคน และพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะเกิด VEI-7 อีกไหม” แต่คือ “ถ้าเกิดขึ้น เราจะล้มเป็นโดมิโนเร็วแค่ไหน” เราพร้อมแค่ไหนที่จะทำให้ความมืดครึ้มครั้งต่อไป ไม่ต้องแลกด้วยการพังทลายของระบบอาหาร เมือง และความเชื่อมั่นของมนุษย์ทั้งใบ?

อ่านตอนที่ 2

อ่านตอนที่ 3

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : “อาเพศ” เหนือแผ่นดินสยาม และมรณกรรมสีดำแห่งปีมะโรง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] Wikipedia contributors. “1815 eruption of Mount Tambora.” Wikipedia, The Free Encyclopedia. https://en.wikipedia.org/wiki/1815_eruption_of_Mount_Tambora.

[2] Schurer, Andrew P., Gabriele C. Hegerl, Jürg Luterbacher, Stefan Brönnimann, และ Tim Cowan. “Disentangling the causes of the 1816 European year without a summer.” Environmental Research Letters 14, no. 9 (2019): 094019. https://doi.org/10.1088/1748-9326/ab3a10.

[3] Wikipedia contributors. “Year Without a Summer.” Wikipedia, The Free Encyclopedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Year_Without_a_Summer.

[4] Cannstatter Volksfest (Official Website). “History: First Cannstatter Volksfest.” (ระบุวันที่เริ่มเทศกาลครั้งแรก 28 September 1818) https://www.cannstatter-volksfest.de/en/volksfest/history.

[5] Royal Meteorological Society. “Ashes to ashes: How the Tamboro volcano eruption wreaked havoc on Europe’s weather.” (โพสต์ 2 December 2010) https://www.rmets.org/metmatters/ashes-ashes-how-tamboro-volcano-eruption-wreaked-havoc-europes-weather.

[6] Hopper, Talla. “Tambora’s long echo through history and culture. Part 1: 1815–1816.” VolcanoCafe (16 April 2015). https://volcanocafe.wordpress.com/2015/04/16/tamboras-long-echo-through-history-and-culture-part-1-1815-1816/.

[7] National Park Service. “1816 – The Year Without Summer.” U.S. National Park Service (Last updated 4 April 2023). https://www.nps.gov/articles/000/1816-the-year-without-summer.htm.

[8] Jesuit Centre for Faith and Justice in Ireland. “The Prophetic Origins of the Bicycle.” (27 July 2025) https://www.jcfj.ie/2025/07/27/the-prophetic-origins-of-the-bicycle/.

[9] Wikipedia contributors. “Villa Diodati.” Wikipedia, The Free Encyclopedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Villa_Diodati (เข้าถึงเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2569); Encyclopaedia Britannica. “Haunted Summer of 1816.” (30 January 2026) https://www.britannica.com/event/Haunted-Summer-of-1816.

[10] Zerefos, C. S., V. T. Gerogiannis, D. Balis, S. C. Zerefos, และ A. Kazantzidis. “Atmospheric effects of volcanic eruptions as seen by famous artists and depicted in their paintings.” Atmospheric Chemistry and Physics 7 (2007): 4027–4042. https://doi.org/10.5194/acp-7-4027-2007.

บรรณานุกรม :

ภาษาไทย

สุรพล นาถะพินธุ. สิ่งแวดล้อมกับอารยธรรมโบราณ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548.

บัญชา ธนบุญสมบัติ. “โลกนี้มืดมนเพราะฝนภูเขาไฟ.” วารสารวิทยาศาสตร์ ปีที่ 71 ฉบับที่ 2 (มีนาคม–เมษายน 2560): 121–125.

ภาษาต่างประเทศ

Cannstatter Volksfest (Official Website). “History: First Cannstatter Volksfest.” https://www.cannstatter-volksfest.de/en/volksfest/history.

Encyclopaedia Britannica. “Haunted Summer of 1816.” https://www.britannica.com/event/Haunted-Summer-of-1816.

Hopper, Talla. “Tambora’s long echo through history and culture. Part 1: 1815–1816.” VolcanoCafe (16 April 2015). https://volcanocafe.wordpress.com/2015/04/16/tamboras-long-echo-through-history-and-culture-part-1-1815-1816/.

Jesuit Centre for Faith and Justice in Ireland. “The Prophetic Origins of the Bicycle.” (27 July 2025) https://www.jcfj.ie/2025/07/27/the-prophetic-origins-of-the-bicycle/.

Klingaman, William K., และ Nicholas P. Klingaman. The Year Without a Summer: 1816 and the Volcano That Darkened the World and Changed History. New York: St. Martin’s Press, 2013.

National Park Service. “1816 – The Year Without Summer.” https://www.nps.gov/articles/000/1816-the-year-without-summer.htm.

Post, John D. The Last Great Subsistence Crisis in the Western World. Baltimore: Johns Hopkins University Press, 1977.

Royal Meteorological Society. “Ashes to ashes: How the Tamboro volcano eruption wreaked havoc on Europe’s weather.” (2 December 2010) https://www.rmets.org/metmatters/ashes-ashes-how-tamboro-volcano-eruption-wreaked-havoc-europes-weather.

Schurer, Andrew P., Gabriele C. Hegerl, Jürg Luterbacher, Stefan Brönnimann, และ Tim Cowan. “Disentangling the causes of the 1816 European year without a summer.” Environmental Research Letters 14, no. 9 (2019): 094019. https://doi.org/10.1088/1748-9326/ab3a10.

Wikipedia contributors. “1815 eruption of Mount Tambora.” https://en.wikipedia.org/wiki/1815_eruption_of_Mount_Tambora (เข้าถึงเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2569).

Wikipedia contributors. “Year Without a Summer.” https://en.wikipedia.org/wiki/Year_Without_a_Summer (เข้าถึงเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2569).

Wikipedia contributors. “Villa Diodati.” https://en.wikipedia.org/wiki/Villa_Diodati.

Zerefos, C. S., V. T. Gerogiannis, D. Balis, S. C. Zerefos, และ A. Kazantzidis. “Atmospheric effects of volcanic eruptions as seen by famous artists and depicted in their paintings.” Atmospheric Chemistry and Physics 7 (2007): 4027–4042. https://doi.org/10.5194/acp-7-4027-2007.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหาปะทุตัมโบรา 1815 : เมื่อเถ้าถ่านภูเขาไฟสยบดาบนโปเลียน และรื้อสร้างภูมิทัศน์โลกตะวันตก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...