แม่เห็นยัง?!: สปสช. เคาะ วัคซีน IPD ฉีดเด็กไทยฟรีแบบนำร่อง ยังไม่ขยายทั่วประเทศ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เห็นชอบให้ นำร่องฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดคอนจูเกต (Pneumococcal Conjugate Vaccine หรือ PCV / วัคซีน IPD) ให้กับเด็กเล็กในบางพื้นที่ก่อน ขณะที่ยังไม่มีมตินำร่องการขยายบริการไปทั่วประเทศทันที โดยให้เป็นโครงการทดลองในพื้นที่ที่มีอัตราการป่วยสูงและให้มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบก่อนนำมาพิจารณาขยายผลต่อไป การประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมามีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณานำ วัคซีน PCV (วัคซีน IPD) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในเด็ก โดยเฉพาะ เด็กอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 12 เดือน เข้าสู่ระบบบริการของ สปสช. จากข้อมูลที่เสนอในที่ประชุมพบว่า การติดเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตในเด็กเล็ก และมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่าการให้วัคซีน PCV มีประสิทธิผลในการลดอัตราการป่วยและอัตราการเสียชีวิตอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การขยายการให้วัคซีนนี้ครอบคลุมทั่วประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บอร์ดฯ เลือกแนวทาง การทดลองนำร่องในบางพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูง ก่อน ตามมตินี้ สปสช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวรส.) และกรมควบคุมโรค ออกแบบโครงการทดลอง รวมถึงเจรจาต่อรองราคาวัคซีนกับผู้ผลิตวัคซีนเพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการจริง โดยกำหนดให้มี การประเมินผลทั้งด้านอัตราการป่วย ผลลัพธ์ทางสุขภาพ และผลกระทบด้านงบประมาณ ภายในระยะเวลานำร่องประมาณ 1 ปี ในที่ประชุมมีเสียงคัดค้านบางส่วนเกี่ยวกับแนวทางนำร่องบางพื้นที่ โดยบางกรรมการระบุว่าอาจไม่เป็นธรรมต่อพื้นที่อื่นๆ ที่ยังไม่มีสิทธิได้รับวัคซีน แต่ในภาพรวมบอร์ด สปสช.ได้ยืนยันแนวทางให้มีการดำเนินการตามข้อเสนอ พร้อมมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการบอร์ดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ข้อมูลจาก สปสช. ยังเผยให้เห็น อัตราการป่วย IPD แยกตามเขตสุขภาพและจังหวัด โดยพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงสุด ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 9 เขตสุขภาพที่ 8 และเขตสุขภาพที่ 6 ขณะที่จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครนายก สกลนคร และสุรินทร์ ซึ่งจะเป็นพื้นที่เฝ้าระวังและพิจารณานำร่องตามบริบทความเสี่ยงจริงของแต่ละพื้นที่ การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขและภาคประชาชน เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้าน การขยายการเข้าถึงบริการวัคซีนสำหรับเด็กไทย ซึ่งอาจมีผลต่อการลดอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อรุนแรงในอนาคต หากผลการทดลองนำร่องเป็นไปตามเป้าหมายและมีความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ อาจเป็นพื้นฐานสำคัญในการพิจารณานำวัคซีน PCV เข้าสู่บริการสาธารณสุขหลักทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้อ้างอิงhfocus.org