โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รักผลิบานเข้าปีที่ 8 ของ ‘จ๊ะจ๋า-ไนซ์’ นักข่าวสาววีลแชร์กับหนุ่มผู้รักการเป็นพ่อบ้าน ซึ่งหากันจนเจอจากการปัดขวา และลงเอยด้วยการเป็น ‘สามี-ภรรยา’ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

Mirror Thailand

อัพเดต 07 ก.พ. เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. เวลา 03.06 น.
ภาพไฮไลต์

เธอ นั่งวีลแชร์ เคลื่อนย้ายตัวเองตามทางเดินที่กำลังมุ่งหน้าไปอย่างคล่องแคล่ว
เขา เดินด้วยขา ไปพร้อมๆ เธอ คอยเป็นสายซัพที่หันมาเมื่อไหร่จะเจอเสมอ

พลังงานความรักอบอวลไปทั่วทุกบริเวณ ในวันที่เรานัดคุยกับคู่รักที่เรียกแทนกันว่า ‘ที่รัก’ อย่าง‘จ๊ะจ๋า-จิณจุฑา จุ่นวาที’ และ ‘ไนซ์-เฉลิมพล โภคยะสุพัสตร์’ ซึ่งเป็นสามี-ภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยหากย้อนไปถึงวันแรกที่พบกันก่อนจะคบกันเข้าปีที่ 8 พวกเขาเจอกันบนแอปฯ หาคู่ และเมื่อข้อความ IT’S A MATCH! เด้งขึ้น การศึกษาดูใจก็เริ่มต้นขึ้นไปด้วย ถึงช่วงแรกแชทฝั่งชายหนุ่มจะหนักขวา แต่ความพยายามในการจีบพี่สาวคนสวยที่อายุมากกว่า 2 ปี ก็เกิดผล นำไปสู่เดตแรกอันเรียบง่ายแต่สร้างความประทับใจบางอย่าง จนทั้งคู่เป็นแฟนกันในเวลาต่อมา

คำถามแรกๆ ที่เธอถามเขาคือ “คิดยังไงกับติ่งเกาหลี” และเมื่อคำตอบคือมองเป็นความชอบส่วนตัวที่ควรได้รับการให้เกียรติ เธอติ๊กถูกคุณสมบัติ มาจนถึงวันนี้เขาก็รับหน้าที่เป็นกำลังเสริมช่วยเธอกดบัตรคอนเสิร์ตไปแล้ว นอกจากนี้เขายังเป็นพ่อบ้านควบคู่กับการทำธุรกิจร้านอาหารที่เปิดในบริเวณบ้านเพราะตั้งใจอยากให้ตัวเองมีเวลาดูแลบ้านไปด้วย ซึ่งเขายอมรับว่าสังคมอาจมองว่านี่เป็นงานของผู้หญิง แต่เขาอยากให้หลายคนเปิดใจพร้อมยืนยันว่า เขารักงานพ่อบ้านเป็นชีวิตจิตใจ ขณะเดียวกัน ก็เหมือนกับที่เธอ รักการเป็น Working Woman ทำอาชีพเป็นนักข่าวออนไลน์ตามที่ใจต้องการ (แม้แต่วันสัมภาษณ์ยังพกโน้ตบุ๊กมาอัปเดตงาน!)

ความประทับใจแรกๆ ที่เขามีต่อเธอ นอกจากความสวยที่ทำเขาใจเต้น คือการสัมผัสได้ว่ามีคนใส่ใจในเรื่องที่บางทีตัวเขาเองก็ลืมที่จะสนใจมัน และเมื่อคบกันมานานๆ เธอก็ยังเป็นคนที่พร้อมสนับสนุนเขาในแต่ละเส้นทางที่เลือกเสมอมา และมีส่วนทำให้เขามีมุมมองหลายๆ อย่างที่โตขึ้น

กำแพงเรื่องความพิการของจ๊ะจ๋า จึงไม่ได้มีผลต่อความรักที่ไนซ์มีต่อเธอสักนิดตั้งแต่แรก และจ๊ะจ๋าเองก็รักและเห็นคุณค่าของตัวเองมากพอ และเชื่อว่าเธอ ‘คู่ควร’ กับความรักดีๆ ตั้งแต่ก่อนเจอกัน ทว่าตลอดการคบหา ทั้งคู่กลับเจออุปสรรคจาก ‘คนอื่น’ ที่มองความพิการเป็นประเด็น กลายเป็นว่าความรักไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนสองคน แต่มีครอบครัวและคนรอบข้างเข้ามาเกี่ยว พวกเขาเจอทั้งคนที่ยินดี คนที่ตั้งคำถาม และคนที่ไม่ยินดี แต่สิ่งสำคัญคือแม้จะเจอเรื่องยากๆ จนทำให้เสียน้ำตา หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มจะไม่ไหว ทั้งคู่ก็ยังยืนยันที่จะจับมือและผ่านพ้นพายุลูกใหญ่นั้นๆ มาจนถึงวันแต่งงานและวันนี้ได้ในที่สุด

รูปโปรไฟล์ทินเดอร์ เธอนั่งวีลแชร์

“เจอกันในทินเดอร์ค่ะ” จ๊ะจ๋าวัย 31 ตอบอย่างมั่นใจบนวีลแชร์คู่ใจของเธอเมื่อเราถามเธอว่ารักครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และยังบอกอีกว่า รูปโปรไฟล์ที่เธอตั้ง ก็เป็นรูปนั่งบนวีลแชร์ เหมือนที่เห็นเธอนั่งอยู่ตอนนี้เนี่ยแหละ

“การจะคุยกับผู้ชายในทินเดอร์ เราใส่รูปโปรไฟล์ให้เห็นอยู่แล้วว่านั่งรถเข็น สิ่งที่เราพบคือทุกคนที่เข้ามาก็เป็นคนไม่พิการที่สามารถรับคนพิการได้มากกว่าที่เราคิด เพราะตอนนั้นไม่ได้มีแค่ไนซ์ที่เป็นแฟนคนปัจจุบันคนเดียวที่ปัดและแมตช์กับเรา แล้วได้คุยกัน ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่า จริงๆ มันมีคนที่รับคนพิการได้จริงๆ เยอะมาก และเขาก็มองข้ามจุดนี้ไปได้ ดังนั้นเวลาบางคนมองว่าคนพิการคงหาความรักยาก มันเลยน่าจะเป็นกำแพงจาก ‘คนอื่น’ มากกว่า ไม่ได้เกิดจากเราทั้งสองคน เพราะเรายอมรับซึ่งกันและกันได้ตั้งแต่แรก”

ขณะที่ชายหนุ่มวัย 29 พยักหน้าตามที่เธอพูด พร้อมตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนเห็นเขาครั้งแรก เขาเป็นคนที่สวยมาก และผมก็ไม่เคยมีกำแพงเรื่องเขาเป็นคนพิการ ไม่ได้คิดว่ามันเป็นข้อจำกัดอะไร เพราะถ้ามีกำแพงผมคงไม่เข้ามาตั้งแต่แรก และเราคงไม่ได้แต่งงานกัน ไม่ได้คบกันมาถึงตอนนี้”

พวกเขาย้อนไปถึงโมเมนต์หลังปัดขวาแล้วแมตช์กันให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า “เราค่อนข้างเป็นคนอินโทรเวิร์ต แล้วก็เล่นตัวด้วย (หัวเราะ) แต่เขาก็พยายามมาพิมพ์ทิ้งไว้ วันหนึ่งคุยกันน้อยนะ แต่ความประทับใจอาจจะเพราะเขาแชทหนักขวา แต่เขาก็ยังพยายามที่จะคุยต่อ” จ๊ะจ๋าว่า

ด้านไนซ์บอกว่าเหตุผลที่อยากคุยกับเธอคนนี้ต่อไป เพราะ “ถึงผมจะหนักขวา (หัวเราะ) แต่สิ่งที่พอเราคุยกันไปเรื่อยๆ แล้วเรารู้สึกประทับใจ คือมีครั้งหนึ่งเขาถามเราว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง มันทำให้รู้สึกว่า มีคนสนใจชีวิตเราด้วย ทั้งที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ แต่คนนี้เขาสนใจ หรือตอนที่จะสอบ เขาก็คอยบอกให้เราอ่านหนังสือ คือมันเป็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น”

จ๊ะจ๋าผู้เป็นโรคกระดูกเปราะตั้งแต่เกิดเล่าว่าที่ผ่านมาก่อนจะเจอไนซ์ เธอก็มีแฟนมาตลอด ซึ่งอาจจะฉีกภาพจำของคนบางส่วนที่เข้าใจว่าผู้พิการต้องอยู่แค่ในโลกใบเล็กจิ๋ว โดยเธอแชร์ว่า “เราใช้ชีวิตแบบลูปเด็กปกติ คนพิการบางคนอาจจะมีแค่สังคมของตัวเองที่อยู่กับคนพิการ เป็นโลกใบเดียว แต่เรามีทั้งโลกใบนั้น และเราก็มีโลกอีกใบที่อยู่กับคนไม่พิการ ซึ่งมันคือ 70% ด้วยซ้ำ การมีความรักเลยเป็นเรื่องปกติ เพราะเพื่อนก็มี คนนั้นก็มี คนนี้ก็มี ทำให้เรา อ๋อ มันเป็นเรื่องปกติไง ซึ่งถ้าจะมีใครรับไม่ได้ที่เห็นคนพิการมีความรัก นั่นก็เป็นภาระของเขา ไม่ใช่ภาระของเราเลยค่ะ”

มุมมองต่อคนพิการที่เปลี่ยนไปของเขา

“เดตแรกกินข้าวมันไก่ที่ฟู้ดคอร์ทครับ” ไนซ์ยังจำได้ดีถึงอาหารมื้อแรกที่กินกับคนรัก โดยกิจกรรมที่พวกเขาทำร่วมกันนอกจากกินข้าวแล้ว คือการที่ไนซ์พาจ๊ะจ๋าไปเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นพร้อมๆ กับคุณแม่ของเธอที่นั่งไปด้วย ซึ่งจ๊ะจ๋าเล่าติดตลกว่า “แม่เราก็รีแลกซ์เกิน คุยทุกอย่าง สาธยายเรื่องลูก กลัวลูกขายไม่ออกมั้ง (หัวเราะ) เพราะระหว่างรอเรียน 2 ชั่วโมง ไนซ์เหมือนรู้เรื่องชีวิตเราหมดแล้ว เพราะแม่เล่าหมด แต่การที่เขาเข้ากับแม่เราได้ มันก็ทำให้เราสบายใจ เพราะยังไงสุดท้ายเราคงไม่ได้อยู่กันแค่สองคน แม่เป็นโลกทั้งใบของเรา” เพราะถึงแม้แม่คนนี้จะเป็นแม่บุญธรรม แต่เธอก็รักแม่มาก เพราะแม่เลี้ยงดูจ๊ะจ๋าตั้งแต่เด็กและทำให้เธอเติบโตมาอย่างดีจนเธอเป็นเธออย่างทุกวันนี้

นอกจากการได้มีโอกาสคุยกับแม่ของสาวที่กำลังเดตด้วยแล้ว ภาพที่ไนซ์เห็นคือเธอคนนี้คล่องแคล่วและใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองเก่งมากกว่าที่เขาคาดคิด (ยกเว้นการไม่สามารถเดินทางในพื้นที่ที่ไม่มีสิ่งเอื้ออำนวยต่อคนพิการ)

“ตอนที่เรายังไม่คบกัน ความคิดของเราเวลาเจอคนพิการข้างนอก ไม่ว่าจะพิการรูปแบบไหนก็ตาม เราจะคิดว่า เราต้องเข้าไปช่วยเขานะ แต่พอคบกับจ๊ะจ๋าปุ๊บ ความคิดเราเปลี่ยนไปเลยทันที เพราะคนพิการบางคนสามารถดูแลตัวเองได้และเก่ง เราไม่จำเป็นต้องช่วยเขาตลอด และบางครั้งการยื่นมือเข้าไปช่วย มันก็จะทำให้เขารู้สึกอึดอัดด้วย จ๊ะจ๋าทำเองได้หมดแทบทุกอย่าง เขาปั่นรถวีลแชร์เองรอบห้าง อาจจะมีข้อจำกัดในบางสถานที่ที่ไม่อำนวย แต่เขาก็หลีกเลี่ยงของเขาได้ เก่งครับ ทำได้แทบทุกอย่าง แต่เวลาที่เขาจะให้เราช่วย ก็คือไม่ได้เกี่ยวกับความพิการ แต่เป็นช่วยในฐานะที่เราเป็นสามี แต่ตอนเขาอยู่คนเดียว เขาทำได้หมด”

จ๊ะจ๋าเสริมทันทีว่า “จะให้เปิดอะไรก็เปิดได้ค่ะ แต่ถ้าเขาอยู่ก็เปิดไม่ได้ไง (หัวเราะ) จริงๆ ทำเองได้หมด แค่อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ”

ส่วนการช่วยเหลือขั้นพื้นฐานในสิ่งที่จ๊ะจ๋าต้องให้ช่วย ไนซ์ก็ได้เรียนรู้จากคุณแม่ของคนรักตั้งแต่เดตแรก แม่สอนให้เขาอุ้มจ๊ะจ๋า “ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นแฟนด้วยครับ (หัวเราะ) แต่เราก็ได้ลองฝึกอุ้ม แม่จะสอนว่าต้องอย่างนี้นะ เราก็เหมือนได้เรียนรู้และได้เปิดใจไปด้วย”

เธอ Working Woman เขาพ่อบ้าน

ถ้าจะให้รีวิวอีกฝ่ายให้ฟังว่าอะไรคือสิ่งที่คิดว่า ‘โชคดี’ ที่มีอีกคนอยู่ข้างๆ ในฐานะคนรัก

ไนซ์ขอตอบก่อนว่า “จ๊ะจ๋าคอยเตือนสติว่าอะไรมันไม่ได้ อะไรมันไม่ดี สิ่งที่เราทำไปมันจะเกิดผลกระทบอย่างไร แถมยังเป็นคนที่สนับสนุนที่ดีด้วย ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าสิ่งนั้นมันดี ไม่ส่งผลกระทบต่อเราในภายหลัง เขาจะบอกเสมอว่า ยูจัดเลย ฉันพร้อมซัพพอร์ตคุณเต็มที่ ต่อให้ร่างกายเป็นอย่างนี้ ฉันก็สามารถซัพพอร์ตคุณได้ ตรงนี้ทำให้ไนซ์โตขึ้นมาก”

“ความเก่งของจ๊ะจ๋า คือเขาใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท การที่จะใช้ชีวิตไปในทางใดทางหนึ่งต้องคิดหน้าคิดหลัง คิดแล้วคิดอีก กลั่นกรองแล้วกลั่นกรองอีก จนแน่ใจและตัดสินใจออกมา จะได้ไม่พลาด นี่คือความเก่งของเขาที่อยากชื่นชม”

แล้วจ๊ะจ๋าล่ะ? ผู้หญิงที่ชอบทำงานหาเงิน และไม่สามารถทำงานบ้านได้ทุกอย่างด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย เธอเลือกบอกไนซ์ตั้งแต่ต้นว่า “เค้าจะไม่แตะงานบ้านทุกอย่าง แต่จะหาเงินเอง เพราะเราหาเงินเองได้ เรามั่นใจ เธอรับได้ไหม” และไนซ์ก็ตอบเธอมาว่า “รับได้” และอาสาทำอย่างเต็มใจ เพราะเขาชอบทำงานบ้านอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เธอประทับใจแฟนหนุ่มคือการที่เขาเปิดกว้างทางความคิด ไม่เคอะเขินกับการเป็นพ่อบ้าน และไม่มีความคิดฝังหัวโบราณที่ยึดติดหรือคาดหวังให้ผู้หญิงดูแลบ้านทุกอย่างหรือเป็นแม่ศรีเรือนเพราะเป็นหน้าที่

“สามีเราทำงานบ้านทุกอย่างที่หลายคนคิดว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่ต้องดูแล เราคิดว่างานบ้านมันไม่จำเป็นต้องตกไปที่เพศใดแบบตายตัว เราอาจจะสลับบทบาทกันก็ได้ จริงๆ พ่อบ้านหลายๆ คนมักจะถูกลดทอนคุณค่า ตัวเราเป็นหัวแรงของบ้าน เป็นคนทำงาน จนบางทีหลงลืมเรื่องเล็กๆ ภายในบ้าน ซึ่งเขาสามารถเก็บรายละเอียดเล็กๆ ในบ้านทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะดูแลเรา ดูแลแม่เรา หรือดูแลแมวก็ตาม เขาทำให้เรารู้สึกสบายใจ ไม่กังวล สามารถบาลานซ์ทุกๆ อย่าง ให้ความรู้สึกแบบ คุณทำงานของคุณไปได้เลย เดี๋ยวเราเป็นซัพพอร์ตเตอร์ด้านหลังเอง” เธอกล่าว

“สำหรับเราคำว่าพ่อบ้าน มันสำคัญไม่ต่างจากหน้าบ้าน ถ้าเรามีหลังบ้านที่ไม่ดี หน้าบ้านก็ไม่ไหวเหมือนกัน แต่เขาเป็นหลังบ้านที่ซัพพอร์ตดี และทำให้เรามีพลังที่จะไปสู้แทนคนในครอบครัว”

“ตอนเราเพิ่งคบกัน เพื่อนจะแซวเยอะว่าเป็นช่วงโปรโมชันหรือเปล่าที่เขาเป็นคนชอบเทคแคร์ อะไรก็ดีไปหมด แต่เราคบกันมาจะ 8 ปี เขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม โปรโมชันคงไม่ใช่ ก็เลยอยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่าบางทีอาจเป็นพื้นฐานนิสัยของคนคนนั้นอยู่แล้วก็ได้”

การเป็นพ่อบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไนซ์ตัดสินใจทำธุรกิจส่วนตัวที่บ้านอย่างการเปิดร้านอาหาร เพื่อที่จะได้อยู่บ้านเต็มเวลา และได้ดูแลคนในครอบครัวได้เต็มที่อย่างที่เขาตั้งใจ เขามองอาชีพพ่อบ้านว่า “อาชีพพ่อบ้านเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันเลยครับ เราโตมากับคุณพ่อที่เป็นพ่อบ้านเหมือนกัน คุณพ่อสอนเราว่าอันนี้ต้องทำอย่างนี้นะ แล้วเราเป็นลูกชายที่ติดพ่อ เราเลยเห็นพ่อที่ดูแลลูก ทำกับข้าว ส่วนแม่ก็ออกไปหาเงิน เราเลยมองว่าพ่อเราเก่งเนอะ ตอนเด็กๆ เราอาจจะมองว่า ทำไมพ่อเราเป็นพ่อบ้านแต่แม่เราหาเงิน มันดูน่าอายหรือเปล่า แต่พอโตขึ้น เรารู้เลยว่าพ่อเราเป็นพ่อบ้านที่เก่งมากๆ ส่วนแม่เราก็เป็น Working Woman ที่โคตรเก่ง โคตรเจ๋ง”

“เราก็เลยยึดหลักการเป็นพ่อบ้านเอามาใช้กับตัวเอง ไนซ์เลยไม่อึดอัดกับการเป็นพ่อบ้าน และอยากให้ผู้ชายหลายคนเข้าใจว่า จริงๆ การเป็นพ่อบ้านมันไม่ได้ลดคุณค่าความเป็นผู้ชายในตัวคุณเลย แค่เราทำหน้าที่ของเราให้ดีก็พอ ไนซ์มองว่าการตัดสินใจแบบนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไนซ์ออกไปทำงานข้างนอก ใครจะดูแลจ๊ะจ๋า ใครจะดูแลแม่ วิธีนี้ที่เราตกลงกันเลยทำให้ไนซ์อยู่บ้านตลอดได้ ดูแลคนในครอบครัวได้ จ๊ะจ๋าต้องไปหาหมอ ถ้าไนซ์ทำงานประจำต้องลา แล้วถ้าเกิดวันนั้นเกิดลาไม่ได้ จ๊ะจ๋าจะไม่ได้ไปหาหมอเหรอ การตัดสินใจแบบนี้มันเลยดีกว่าที่คิดมาก”

ยากสำหรับเธอ แต่เขาจับมือไม่ปล่อย

ตลอด 7 ปีก่อนจะตัดสินใจแต่งงานกัน ทั้งคู่เผชิญกับคำถามมากมายที่แฝงไปด้วยอคติ เมื่อผู้หญิงที่พิการแต่กำเนิด ครองรักกับชายไม่พิการ และในบางคำพูดมันก็กระทบกับสภาพจิตใจไม่น้อย และเป็นเรื่องยากๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง

“ที่เราคบกัน มันไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเรา แต่มันดันเป็นปัญหาของคนอื่น ฝั่งหนึ่งมองว่าผู้ชายมาเกาะผู้หญิงกิน มีแฟนเด็กกว่าเขาจะมาหลอกเราไหม อีกฝั่งก็บอกว่า โห พิการ มึงจะไปดูแลมันยังไงวะ จะดูแลเขาทั้งชีวิตเหรอ แก่ไปจะอยู่ด้วยกันยังไง ในใจเราคิดแค่ว่าก็เก็บเงินแล้วไปอยู่บ้านพักไง เรื่องมันแค่นี้ ถ้าเราทำงาน ใช้ชีวิตให้ดี ไม่ประมาทกับชีวิตก็พอแล้ว แต่คนอื่นเขาไม่ได้มองสเต็ปเดียวกับเรา” จ๊ะจ๋าเล่าให้ฟัง ซึ่งนี่เป็นอคติที่ท้าทายสำหรับเธอ และทำเหมือนว่ารักครั้งนี้จะมีปัญหาเพียงเพราะเธอพิการ เธอย้ำว่า “เราเป็นคนพิการที่ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยังไม่มีเขาเข้ามา เราได้เรียนหนังสือ ได้เจอสังคม เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว เราไม่ได้มาขอร้องให้เขามาดูแลเรา เราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น เหมือนเราใช้ชีวิตมาอย่างดี แล้วทำไมเราต้องมาพิสูจน์อะไรให้คนอื่นเห็น แต่เราก็พยายามนะ เพราะเรารักคนของเรา ในเมื่อบอกว่ารับไม่ได้ที่เราพิการ เราก็พิสูจน์ว่าคนพิการคนนี้แหละจะดูแลผู้ชายคนนี้ให้ได้ แต่พอวันหนึ่งเราก็คิดได้ว่า การพิสูจน์ตัวเอง มันเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ เพราะมันเป็นทัศนคติของเขา เราไม่สามารถไปบ่มเพาะนิสัยใครได้ เพราะมันเป็นเรื่องของเขา ธุระของเขา ธุระของเราคือเราทำหน้าที่ของเราให้ดี และไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น งั้นเราผ่านเรื่องนี้ไปกันเถอะ ไปกระโดดทำเรื่องอื่นดีกว่า ไปใช้ชีวิตของเรา และเมื่อเราผ่านไปได้ มันก็ทำให้เรารู้ว่าเรารักกันมากกว่าที่คนอื่นคิดอีก”

“ดังนั้นไม่ชอบเรา ก็เป็นธุระของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่ได้ทำอะไรผิด งั้นเราเปลี่ยนที่ตัวเราดีกว่า ใช้ชีวิตของเราให้ดีต่อไป ถ้ามันหนักเกินไป วางแป๊บหนึ่งก็ได้ เดี๋ยวเราหยิบขึ้นมาใหม่ แต่เราไม่ได้ทิ้งปัญหานั้นไป ทุกวันนี้เราแค่ถอยออกมาก้าวหนึ่ง คำพูดที่กระทบความสัมพันธ์ก็มาจากคนในครอบครัว เราเลยคิดว่าจะไปต่อได้เปล่าวะ รักฉันไม่ได้มีแค่เธอกับฉัน มันมีคนที่ 1 2 3 4 5 6 หลายคนอาจบอกว่าถ้ารักกันสองคน จับมือกันแน่นพอ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ แต่มันไม่ได้ ในโลกความเป็นจริง มันมีคนนู้นคนนี้ ยิ่งคนในครอบครัวมันยิ่งก้าวผ่านยาก เราเคยนั่งร้องไห้ คิดว่าเราไปหาจิตแพทย์กันดีกว่า เราไม่ไหวแล้ว เพราะเป็นคนที่เราอยากให้เข้าใจเรามากที่สุด แต่เขาดันไม่เข้าใจพวกเรา ทำให้เรารู้สึกว่าเราเหนื่อยจังเลย เราจะไปต่อได้ไหม แต่ไนซ์เข้มแข็งมากกับจุดๆ นี้ ตอนนั้นเราก็บอกเขาว่า เราไม่ไหวแล้ว เราใช้ชีวิตของเรามาอย่างดี แล้วทำไมเราต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ สดใสอยู่ดีๆ จนกระทั่งเจอเธอเนี่ยแหละ (หัวเราะ) คือเราใช้ชีวิตของเรามาอย่างดี ทำไมเราถึงต้องมาโดนลดทอนคุณค่าในชีวิตของเรา จากคนในครอบครัวของคนอื่น แต่ไนซ์ก็สามารถเข้มแข็งมากๆ ในจุดที่เราเข้มแข็งไม่ไหว และเราก็รู้สึกว่าเราไม่อยากทำ แต่เขาทำได้ เราก็แบบ โอเค งั้นเราไปกันต่อ”

“คือพอเหตุผลที่คนไม่ยอมรับเราเพราะเราพิการ มันเลยเป็นอะไรที่อธิบายยาก เราไม่สามารถเปลี่ยนว่าพรุ่งนี้เดี๋ยวเราเดินได้เลย ทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้ามาบอกว่าเรานิสัยไม่ดี โอเค เดี๋ยวเราจะพิจารณาตัวเอง แต่มาแอนตี้ที่เราเป็นแบบนี้ เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่คนของเราก็ยึดมั่นว่าเราจะผ่านมันไปได้ทีละเรื่อง เราก็แก้กันไปทีละเรื่อง สุดท้ายมันก็แก้ได้ ส่วนที่แก้ไม่ได้ก็ปล่อยผ่านไป ไม่งั้นเราจะทุกข์ เวลาเท่านั้นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด”

เธอเป็นภรรยา ส่วนเขาเป็นสามี

เมื่อเรื่องหนักๆ ผ่านพ้นไป ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะแต่งงานกันในปีที่ 7 ที่คบกัน เพราะอยากสร้างโมเมนต์ดีๆ ที่รวบรวมคนที่พวกเขารักมาอยู่ในงานๆ เดียวและร่วมยินดีไปกับความรักครั้งนี้ แต่หากพูดถึงทะเบียนสมรส จริงๆ แล้วพวกเขาจดกันตั้งแต่ตอนคบกันได้ 1 ปี!

“เราจดทะเบียนสมรสตั้งแต่คบกันได้ 1 ปี แต่เพิ่งมาจัดงานแต่งงานตอนคบกันได้ 7 ปี เพราะอยากเอาคนที่เรารักมากๆ มากินข้าวด้วยกัน คนที่ยินดีกับเรา คนที่เคยช่วยเหลือเรามารวมตัวกัน ได้มองเห็นกัน ที่เราจดกันตั้งแต่ปีแรก เหตุผลมันก็คือเรารักกันมากพอ เชื่อมั่นกันและกัน และเพราะร่างกายของจ๊ะจ๋าที่ต้องผ่าตัด และหาหมอบ่อย จึงจำเป็นต้องมีคนเซ็น คนตัดสินใจ” ไนซ์กล่าว

ซึ่งจ๊ะจ๋าก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “ถ้าให้แม่ตัดสินใจ สมมติเราเป็นอะไรขึ้นมาแม่คงต้องตัดสินใจยื้อเราแน่นอน ด้วยความเป็นแม่ แต่สิ่งที่เราปรารถนาไม่ใช่แบบนั้น ปล่อยเราไปเถอะ พอเรารู้สึกพร้อมและคิดว่ายังไงก็เป็นเราทั้งคู่ที่อยู่ด้วยกัน ก็เลยจดทะเบียนค่ะ”

“จริงๆ กระดาษสำคัญมากกว่างาน บางคนอาจมองว่าแค่ใบเดียว แต่สำหรับเรามันสำคัญกว่านั้น แต่ที่เราจะจัดงานแต่ง คือเราอยากให้แม่ของเราสองคนได้อยู่ในโมเมนต์นั้น เพราะพ่อไนซ์เสียแล้ว พ่อไม่ได้อยู่เห็นวันงาน และเราก็อยากใส่ชุดเจ้าสาว เพราะมันสวย เราเคยคิดว่าการแต่งงานก็เหมือนประกาศให้ชาวบ้านรู้เฉยๆ แต่พอมันเกิดขึ้น มันต่างจากสิ่งที่เราคิด เพราะมันไม่ใช่แค่การประกาศ แต่มันคือการรวมทุกๆ คนที่เขายินดีกับเรา เขารักเราทั้งสองคน มาอยู่ในวันเดียวกัน เหมือนภาพที่เราฝันไว้แค่ให้แม่ยิ้มได้ จริงๆ มันมีคนเยอะมากกว่านั้นอีก เราจะได้เห็นภาพแบบนี้จากที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่วันแต่งงาน”

“เราต้องบอกรักกันในวันที่เรารู้สึกรัก เราต้องแสดงความยินดีในวันที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราขอโทษกันเพราะเรารู้สึกผิด เราขอบคุณกันเพราะเรารู้สึกขอบคุณ พวกเราพูดประโยคแบบนี้กันทุกวัน สำหรับเราคือบอกไปเถอะค่ะ ถ้าเรายังมีชีวิต เหมือนงานแต่ง ถ้ามันทำให้เราได้เจอคนที่เรารักพร้อมๆ กันหรืออยากเห็นภาพนั้น เราก็จัดไปเถอะค่ะ เพราะถ้าเป็นอีกงานหนึ่ง มันจะไม่สนุกแล้วนะ”

รักที่ดี เริ่มจากรักตัวเองให้ได้ก่อน

จ๊ะจ๋า: “เราไม่ได้รู้สึกว่ามันนานเลยนะ รู้สึกว่ามันเร็ว เหมือนเพิ่งผ่านเหตุการณ์นั้นๆ มา ลืมตามาอีกทีกำลังจะ 8 ปี อาจเป็นเพราะเราคุยกันตลอด บางคู่เขาอาจจะแบบดีท็อกซ์กันบ้างไหม แต่เราไม่ดีท็อกซ์ สำหรับคู่เราคือบาลานซ์ความสัมพันธ์ได้ดี ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิต พอไนซ์ปิดร้าน เราทำงานเสร็จ พวกเราก็มีดูหนังด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน ถึงอย่างนั้นเราก็มีโลกส่วนตัวของตัวเอง มีสเปซของตัวเองค่อนข้างเยอะ ก็คือจะปล่อยเขา แต่ขอแตะตัวหน่อย (หัวเราะ)”

ไนซ์: “ไนซ์เป็นคนที่เล่นเกม แล้วพอเขาเห็น เขาก็อยากลองเล่นดูบ้าง กลายเป็นว่าเราเล่น ROV ด้วยกันทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ หรือบางครั้งที่จ๊ะจ๋าดูซีรีส์ เราก็นั่งดูกับเขา ถามเขาว่ามันเป็นมายังไง เกิดอะไรขึ้น เขาก็จะเล่าพล็อตเรื่องให้ฟัง พวกเราเอาไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมาแชร์กัน”

บทสนทนาที่พวกเขาสื่อสารให้เราฟังคือโมเมนต์เรียบง่ายแต่อุ่นใจในทุกๆ วันที่เกิดในบ้าน บ้านที่ไม่ได้หมายถึงแค่ที่อยู่อาศัย แต่หมายถึงคนที่รักและพร้อมจะอยู่ด้วยกันดั่งพื้นที่ปลอดภัย

ทั้งจ๊ะจ๋าและไนซ์เห็นตรงกันว่า “ส่วนใหญ่เราจะไม่คิดอะไรไกล แบบ 5 ปี 10 ปี 20 ปี เราคิดสั้นๆ แต่ก็ไม่ประมาทในชีวิต เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ยังมีอยู่จริงหรือเปล่า เราไม่อยากเสียใจในวันที่คนที่เรารักไม่อยู่ แล้วมาคิดกับตัวเองว่าน่าจะทำอย่างนั้นเนอะ น่าจะทำอย่างนี้เนอะ เวลามันซื้อกลับมาไม่ได้ อย่างตอนซื้อบ้าน เราก็ซื้อตอนโควิด เราซื้อบ้านเพราะอยู่ๆ เราก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าเราไม่ซื้อตอนนี้ เกิดแม่ตายปีหน้า แม่ก็ไม่ได้อยู่บ้านนี้สิ หรือแมวตายขึ้นมา ก็ไม่ได้อยู่ในบ้านของเราสิ เราก็เลยมาวางแผนซื้อบ้านกัน” จ๊ะจ๋าเล่า และเมื่อชีวิตมันไม่แน่นอน สิ่งที่สำคัญกว่าการรักคนอื่น จึงอาจหมายถึงการรักตัวเองไปพร้อมๆ กัน

จ๊ะจ๋าอยากฝากว่า “อยากให้รักตัวเองก่อน อย่าไปฝากความหวัง ฝากความรักไว้ที่คนอื่น แม้กระทั่งพ่อแม่ การรักตัวเองคือความรักที่สมบูรณ์ วันหนึ่งที่เรารักตัวเองมากๆ เดี๋ยวจะมีใครสักคนที่เขาเห็นคุณค่าในตัวเราเอง อย่างวันนั้นที่เราเล่นทินเดอร์ เพราะเรารักตัวเองมาก เรารู้เลยว่าถ้าเราผิดหวังจากผู้ชายสักคน เราจะอยู่ได้ เพราะเราเลี้ยงดูตัวเอง เราทำงานเอง เราใช้ชีวิตของเรามาอย่างดีอยู่แล้ว ถ้าเราเกิดผิดหวังจากความรัก ต่อให้ 10 ปี เราเลิกกัน ถ้าสุดท้ายเรารักตัวเองและที่ผ่านมามันดีแล้ว เราจะไม่เสียศูนย์ และการรักตัวเองก็ทำให้เราไม่เคยหมดศรัทธากับความรักเลย”

ไนซ์เสริมจากภรรยาของเขาว่า “ถ้าเราไม่รักตัวเองแล้วใครมันจะมารักเราได้ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง เราก็ไม่สามารถดูแลคนรอบข้างเราได้เหมือนกัน ไนซ์ก็พยายามดูแลตัวเองให้แข็งแรง ให้สุขภาพดีมากกว่าเดิม เพื่อที่จะได้ดูแลจ๊ะจ๋าได้ เพราะถ้าวันหนึ่งไนซ์ล้ม สุขภาพไม่ดี ไนซ์คงเสียดาย”

จ๊ะจ๋ายกตัวอย่างเหตุการณ์ “ช่วงโควิด ไนซ์เข้าไอซียู คือกึ่งเป็นกึ่งตาย เราเคยอยู่ในจุดนั้นกันแล้ว เรารับตรงนี้ไม่ไหว เรายังไม่พร้อมที่จะเสียใครสักคนไปด้วยเรื่องแบบนี้ เราเลยจะบอกเขาตลอดว่า ช่วยทำตัวเองให้มันดี ให้ร่างกายดีกว่านี้ เพราะวันนั้นคนที่จะเป็นบ้าคือเค้า ช่วยรักตัวเองให้มากกว่านี้ก่อนที่จะรักเรา อย่าลืมที่จะรักตัวเอง เพราะถ้าคุณไม่รักตัวเอง แล้วมารักเรา เราจะรู้สึกแย่มากเลย”

ทั้งหมดนี้คือบางส่วนจากเรื่องราวความรักของคู่รักคู่นี้ ตั้งแต่ต้นจนจบของบทสัมภาษณ์อาจช่วยให้หลายๆ คนได้เห็นว่าความรักดีๆ นั้นมีอยู่จริง และเห็นคุณค่าของความรักมากยิ่งขึ้น สุขสันต์เดือนแห่งวันวาเลนไทน์ค่ะ

บทความต้นฉบับได้ที่ : รักผลิบานเข้าปีที่ 8 ของ ‘จ๊ะจ๋า-ไนซ์’ นักข่าวสาววีลแชร์กับหนุ่มผู้รักการเป็นพ่อบ้าน ซึ่งหากันจนเจอจากการปัดขวา และลงเอยด้วยการเป็น ‘สามี-ภรรยา’ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...